หลังรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ประกาศใช้
มีเรื่องต้องติดตาม หลายเรื่อง
อย่างการประกาศ “ผมหยุดแล้ว” ของนายทักษิณ ชินวัตร นั้นจะกินขอบเขตเพียงใด
หยุดเล่นการเมือง นั้นแน่นอนอยู่แล้วต้องหยุด
ส่วนการเข้ามาแจม แบบ “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ก็ไม่น่าจะรอดพ้น “กฎเหล็ก” จากรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก
แถมเข้าใจว่า คงมีการสกัดกั้น “ทุน” สนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างสุดเหวี่ยงแน่
จึงน่าสนใจว่า พรรคเพื่อไทยจะสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่อย่างไร
จะประนีประนอม ไหลลื่นไปตาม “เกม” คณะรัฐประหาร
หรือจะหักแบบ “เพื่อไทยสู้เผด็จการ” อย่างนายวัฒนา เมืองสุข เสนอ
ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น นายทักษิณไม่ต้องประกาศ “หยุดแล้ว” หรอก
แต่คงจะมีบางฝ่าย บางพวก มายื่นมือทั้งที่ “มองเห็น” และ “มองไม่เห็น” เข้ามาทำให้หยุดเอง
พิจารณาตามนี้ เส้นทางของเพื่อไทยสาหัสแน่
เพราะอีกฟากหนึ่ง คงเดินเกมแบบ “คู่ขนาน”
ด้านหนึ่งก็ขับเคลื่อนไปตามโรดแมป โดยมีเวลาอีกปีถึงปีปลายๆ ที่จะเซตเรื่องต่างๆ
แน่นอน ย่อมเป็นการ “เซต” ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อ “ยุทธศาสตร์อยู่นานๆ” ขณะเดียวกันก็บดขยี้คู่แข่งในทุกช่องทางไปด้วย
กฎหมายลูก 10 ฉบับ ที่เป็นไฟต์บังคับให้ทำนั้น “โหด” สำหรับฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลแน่นอน
ขณะเดียวกันก็จะเอื้อต่อความต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” ซึ่งคาดหมายว่า “เขามาแน่”
เพียงแต่ตอนนี้ อาจจะมีฝุ่นคลุ้งขึ้นมา ให้จับตาเล็กน้อย
นั่นคือเริ่มมีการขานชื่อนายกรัฐมนตรีคนนอก ที่ไม่ใช่คนที่ถูกคาดหมายในปัจจุบัน
ซึ่งนั่นอาจเป็นประเด็น “ร้อน” ในอนาคตที่ต้องเฝ้าดูเช่นกัน
แต่ก็นั่นแหละ ยังตีกรอบให้อยู่ “คนในฝ่ายเดียวกัน” โดยไม่เปลี่ยนแปลง
“คู่ขนาน” อีกข้าง ก็คือใช้มาตรการจากการยึดอำนาจ-รัฐประหารอย่างเต็มที่ต่อไป
โดยเฉพาะมาตรา 44 จะยังเป็นยาพิเศษเพื่อควบคุมฝ่ายตรงข้ามอย่างเต็มที่
ด้านหนึ่งจะใช้เพื่อเรียกคะแนนนิยม
ด้านหนึ่งก็จะเป็นมาตรการเหล็กกำราบฝ่ายที่ส่อจะสร้างความวุ่นวายหรือทำให้การสืบทอดอำนาจไม่ราบรื่น
ที่พรรคการเมืองหวังจะให้รัฐบาลปลดล็อกเพื่อดำเนินกิจกรรมได้เต็มที่นั้น คงต้องรอไปอีกนาน
คาดหมายว่าจะมีการดึงเกมไปจนแทบจะสุดทาง เพื่อให้พรรคการเมืองอยู่ในภาวะฉุกละหุกในการลงเลือกตั้งมากที่สุดเท่าที่จะมากได้
ยิ่งมีเหตุระเบิดแปลกๆ อย่างที่หน้ากองสลากกินแบ่งเดิม
ความชอบธรรมที่จะคงและใช้มาตรา 44 ยิ่งจะมีมากขึ้นเท่านั้น
พรรคการเมืองคงได้เพียงเตรียมการ “ภายใน” ไปอีกนาน
พิจารณาตามนี้แล้ว ดูเหมือนฝ่าย “โรดแมปไม่หยุด” น่าจะกุมความได้เปรียบหลายเท่าตัว พรรคเพื่อไทยคงสู้ไม่ได้
ซึ่งก็อาจเป็นเช่นนั้น
แต่กระนั้น ที่ต้องไม่ลืมก็คือ การเมืองเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน
อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ
ใครจะคิดว่า เพียงแค่เรื่อง “รถกระบะ” จะสร้างบาดแผลร้าวลึกในใจของชาวบ้านได้มากมายขนาดนี้
การทำตัวเป็น “คุณพ่อรู้ดี” เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือ จะสั่งอะไรก็สั่ง โดยลืมไปว่ายังมี “มุมด้านกลับ” อยู่ด้วย ก็อาจ “พลาด” อย่างคาดไม่ถึงได้
ยิ่งต้องเร่งหาเสียง เร่งหาคะแนนนิยม ในช่วงปีเศษๆ หลังจากนี้ โอกาสที่จะพลาดก็อาจเกิดขึ้นได้อีก
พรรคการเมืองที่เหมือนลูกไก่ในกำมือ เมื่อมีแรงเร้าแรงกระตุ้นจาก “การเลือกตั้ง” ลูกไก่ก็อาจกลายเป็นพญาเหยี่ยวได้
จะมองแต่ “ด้านบวก” หรือด้านที่ตนเองได้เปรียบด้านเดียวไม่ได้
การไม่หยุด แถมยังต้องเหยียบคันเร่ง เพื่อไปสู่เส้นชัยนั้น “ยีเอ็มซี” อาจมีศักยภาพทำได้
แต่การวิ่งเร็ว ก็อาจแหกโค้งได้ง่ายๆ หากเจอเหตุไม่คาดฝัน อย่าง “กระบะวันสงกรานต์” นั้น

