หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ความเปราะบางทางการเมืองหลังกรณีผ้าปูเตียงสีชมพู

24.06.25 | 13:50 น.

ความพลิกผันในเหตุการณ์บ้านเมืองในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องถือว่า “เหนือกว่า” การคาดการณ์ทางการเมืองในทุกรูปแบบ

ไม่น่าเชื่อว่าในสัปดาห์เดียวเหตุการณ์ทุกอย่างจะเกิดขึ้นและพลิกผันไปได้อย่างที่เห็น ทั้งการลงจากหุ้นส่วนอำนาจรัฐของภูมิใจไทย ภาวะความถดถอยของความนิยมและภาวะผู้นำของพรรคและหัวหน้ารัฐบาล รวมทั้งความระส่ำระสายของบางพรรคที่เห็นรอยปริแยกระหว่างจุดยืนของกรรมการบริหารพรรค กับมวลชน สมาชิกและอุดมการณ์ของพรรคเหล่านั้น ในการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

มีหลายเรื่องที่มีการอภิปรายกันไปเยอะแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมว่าน่าสนใจมาก คืออย่างน้อยจนวันที่เขียนคอลัมน์นี้ สมเด็จฯฮุน เซน ปล่อยคลิป/รูปมาสองชุด ชุดแรกเป็นคลิปอังเคิล ที่กระแสของประชาชนจำนวนไม่น้อยก็รู้สึกไม่พอใจกับภาวะผู้นำของตัวผู้นำประเทศคนที่อยู่ในตำแหน่ง

ขณะที่ภาพชุดที่สองที่เป็นห้อง (เคย) นอนของอดีตผู้นำประเทศไทยสองท่านที่สนิทสนมกับ
สมเด็จฯฮุน เซน กลายเป็นคนละเรื่อง พี่น้องชาวไทยผู้รักชาติหรือไม่แน่ใจในความรักชาติ แต่มีคีย์บอร์ดเป็นอาวุธได้ระดมสาดอารมณ์ขันตอบโต้กับภาพต้นทางโดยไม่ได้นัดหมาย

จากความเกลียดชัง เคียดแค้น ตึงเครียด กลายเป็นตลกร้าย

Advertisement

นี่คือการทำสงครามไอโอแบบไร้ผู้นำ ที่ในรอบนี้เนื่องจากเทคโนโลยีเอไอได้พัฒนาขึ้นมาก การต่อสู้จึงกลายเป็นเรื่องของการหยิบเอาภาพห้องนอนดังกล่าวมาแปลงรูปเปลี่ยนสารกันอย่างสนุกสนาน

จนน่าตั้งข้อสงสัยว่างบประมาณของกองทัพในส่วนของสงครามข่าวสารที่ไล่เสียบเป้าหมายทางการเมืองนี้ไปทำอะไรอยู่ (ผมในฐานะที่เป็นหนึ่งใน High Value Target ก็ยังอดสงสัยไม่ได้)

เสียดายงบประมาณที่เอาไปใช้มากเลย ตอนนี้น่าจะไปทำการตอบโต้กับฝั่งนู้นเสียมากกว่า นี่กลายเป็นว่าประชาชนไทยนั้นต้องจับคีย์บอร์ดขึ้นสู้กันอย่างตามมีตามเกิด อย่างบันเทิงยิ่ง และผ้าปูที่นอนสีชมพูก็ขาดตลาด ธุรกิจแต่งบ้านก็มีโอกาสทางธุรกิจ และธุรกิจการติดตั้งแอร์ก็เลยนำเอาไปเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้ลูกค้าทราบถึงสัดส่วนของขนาดแอร์ต่อพื้นที่ห้อง

ประเด็นที่สอง มีการพูดถึงเรื่องของสถานการณ์ไปสู่การรัฐประหารกันมากมาย ทั้งกลุ่มที่ทั้งเชื่อ และมีส่วนนำไปสู่การทำรัฐประหาร และกลุ่มที่กังวลว่าการเคลื่อนไหวบางอย่างเช่นเรียกร้องให้นายกฯลาออก หรือให้มีการยุบสภา อาจนำไปสู่การปูทางสู่การรัฐประหาร เหมือนสองทศวรรษที่ผ่านมา

ในมุมของผม ผมคิดว่าความเข้าใจเรื่องรัฐประหารของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ในทางวิชาการ ยังมีรายละเอียดหลายรูปแบบ คือการรัฐประหาร (ที่สำเร็จ-Coup, Coup dEtat) ความพยายามในการทำรัฐประหาร (หมายถึงรัฐประหารที่ไม่สำเร็จ-Failed Coup or Coup Attempt) การวางแผนทำรัฐประหาร (แต่ยังไม่มีปฏิบัติการทางการทหาร-Coup Plot) และข่าวลือว่ามีการพยายามในการทำรัฐประหาร (Alleged Coup Plot) อาจจะรวมสองกลุ่มสุดท้ายแล้วเรียกว่า การวางแผน/สมคบคิดเพื่อทำรัฐประหาร (Coup conspiracy) (ศึกษาได้จาก statista.com)

ในงานวิจัยล่าสุดของศูนย์ศึกษา Cline ในโครงการรัฐประหารศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งมลรัฐอิลินอยส์ สหรัฐอเมริกา นักวิจัยพบว่านับตั้งแต่ ค.ศ.2021 จำนวนของการทำรัฐประหาร ความพยายามในการทำรัฐประหาร และการสมคบคิดในการทำรัฐประหารเพิ่มจำนวนขึ้น มากกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา (แม้ว่าประเทศไทยจะไม่น้อยหน้าเขา เพราะในสองทศวรรษที่ผ่านมานั้นจำนวนรัฐประหารทุกแบบลดลง แต่ไทยมีในสองทศวรรษ)

อย่างไรก็ตามจำนวนการรัฐประหารที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่เยอะเท่ายุคทองของการทำรัฐประหาร นั่นคือ ช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 ที่มีจำนวนเฉลี่ยประมาณ 20 ครั้งต่อปี ขณะที่ในช่วงหลังปี 2021 มีจำนวน 14-16 ครั้งต่อปี และมักจะเกิดในแอฟริกา และตะวันออกกลาง นอกจากนี้เหตุการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองในเกาหลีใต้ก็ถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการทำรัฐประหารด้วย (K.Buchholz. Number of coups up but still behind historical highs. statista.com. 19 Feb 2025)

ทีนี้ในการศึกษาสมัยใหม่ การทำรัฐประหารยังรวมไปถึง “อัตรัฐประหาร” (auto-coups) ซึ่งหมายถึงการที่รัฐบาล หรือฝ่ายบริหารยกเลิก หรือยกเลิกบางส่วนของอำนาจนิติบัญญัติ และ/ตุลาการในบางสถานการณ์ หรือยกเลิกสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือละเมิดรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นข้ออ้างในการรักษาอำนาจ หรือยื้ออำนาจและการปกครองของตนออกไป การทำอัตรัฐประหาร หรือรัฐประหารตนเอง หรือรัฐประหารตนเองบางส่วนนั้นอาจเกิดภายในประชาธิปไตย หรือในฉากหน้าของประชาธิปไตยได้ อาทิ การประกาศกฎอัยการศึก หรือพื้นที่แห่งการยกเว้น เพื่อใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบ และล่าสุดในบางประเทศใช้เงื่อนไขนี้ในช่วงการบริหารจัดการโควิด เช่นกรณีของตุรกี (Political Economy Forum. What are coups & auto-coups & where theyve occurred in democracies. University of Washington. 6 Jan 2021)

ในความเห็นของผม ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสมัยที่การเมืองมีความเปราะบางมาก (political fragility) โดยที่มีการรัฐประหารเป็นตัวชี้วัดหนึ่ง หรือเป็นอาการอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงเวลานี้ ซึ่งเรื่องนี้มีแนวคิดที่น่าสนใจจากรายงานล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศในปีที่ผ่านมานี้เอง (A.Cebotari. Etal. Political Fragility: Coup dEtat and their Drivers. IMF Working Paper. WP/24/34. 2024) และแม้ว่าจะเป็นงานวิจัยที่เริ่มจากกรณีของแอฟริกา แต่งานวิจัยดังกล่าวพยายามค้นหาที่มาของการยึดอำนาจ ด้วยข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน และใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ลองหาคำตอบดู

ในรอบนี้ความกังวลในระดับโลกถึงการกลับมาของทศวรรษแห่งการรัฐประหารเป็นเรื่องของการค้นหาสภาวะความเปราะบางทางการเมือง จากเงื่อนไขใหม่ๆ ไล่เรียงมาตั้งแต่ผลกระทบจากการระบาดของโควิดในระดับโลก สถานการณ์ด้านความมั่นคงที่ตกต่ำลง ความไร้เสถียรภาพทางสังคมและการเมืองภายในประเทศ และความตึงเครียดในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ โดยงานวิจัยพยายามหาตัวขับเคลื่อนของการทำรัฐประหาร และความเปราะบางทางการเมือง หาบทเรียน และพยายามลดผลกระทบของสิ่งที่จะเกิดขึ้น

ความเปราะบางนั้นเชื่อมโยงกับความหมายของการพังทลายลงของสถานการณ์ที่ไม่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ เช่นการเปลี่ยนรัฐบาลนอกกติกาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างการรัฐประหาร

ทั้งนี้ ในการทำความเข้าใจการเกิดรัฐประหาร มันไม่ใช่เรื่องว่าใครทำ จะทำเมื่อไหร่ แต่มันทำให้เราสนใจว่าเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การทำรัฐประหารมีสองส่วนคือส่วนที่เป็นเรื่องระดับโครงสร้าง และส่วนที่มีผลในแบบที่เร่งเร้ากดดันให้เกิด ณ ห้วงเวลานั้น (the stressors) ซึ่งถ้าปัจจัยระดับโครงสร้างแข็งแรงพอ ความทนทานต่อแรงกดดันรัฐประหารก็จะทำได้ยากขึ้น

มีความน่าสนใจในงานวิจัยที่ผ่านๆ มาในการทำความเข้าใจเรื่องของการเกิดรัฐประหารว่าเกี่ยวพันกับเรื่องของความยากจน และการเติบโตช้าทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้สำคัญตรงที่ว่า ถ้ายากจนก็คือรายได้ต่ำ แต่ถ้าอัตราเติบโตช้า มันหมายถึงคนไม่มีความหวังกับบ้านกับเมือง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของความตกต่ำของสมรรถนะของรัฐ ที่เราเรียกกันง่ายๆ ในยุคนี้ว่าความล้มเหลวของรัฐ รวมไปถึงความขัดแย้งที่เคยมีมา และผลพวงจากรัฐประหารในอดีต

การรัฐประหารยังเป็นเรื่องของการที่สถาบันทางการเมืองมีความอ่อนแอ คือไม่สามารถดูแลหรือรวบรวมเอาผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วมได้ มีการคอร์รัปชั่น และมีการแบ่งขั้วทางการเมือง ดังที่ทุกคนเคยประสบกันมาแล้ว

ในส่วนของการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพนั้น ในงานวิจัยหลายชิ้นมองว่ามีนัยสำคัญกว่าเงื่อนไขทางเศรษฐกิจเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาล (มักเป็นพลเรือน) ที่อ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมกลุ่มก้อนของกองทัพได้ และเกิดความไม่ไว้วางใจและไว้เนื้อเชื่อใจต่อภาวะผู้นำของผู้นำที่มาจากพลเรือน รวมไปถึงโครงสร้างของกองทัพเองที่อาจจะมีปัญหาที่จะอยู่ในเงื่อนไขประชาธิปไตย

ในงานวิจัยชิ้นนี้มีข้อค้นพบที่ชัดเจนและร่วมสมัยกว่างานเก่าๆ ตรงที่มองเห็นว่าสิ่งที่เร่งเร้าให้มีความเป็นไปได้ในการเกิดรัฐประหารเพิ่มขึ้นก็คือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ขาดเสถียรภาพ (การเติบโตที่อ่อนแอ และเงินเฟ้อในส่วนของราคาอาหาร) รวมไปถึงการขาดเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคง ซึ่งเป็นไปตามที่เคยค้นพบในอดีต

ส่วนที่พบใหม่ๆ คือเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่ความเปราะบางทางการเมืองคือแรงกดดันด้านประชากร ได้แก่การมีประชากรคนรุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้น และมีเงื่อนไขทางโครงสร้างที่เกิดความยากจน และการบูรณาการด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ต่ำ อาทิ ความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้น การรู้หนังสือที่ต่ำ ความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ และการจรรโลงประชาธิปไตยที่อ่อนแอ ระบบธรรมาภิบาลที่ล้มเหลว และมีประสบการณ์การยึดอำนาจในอดีตที่มีอยู่บ่อยครั้ง

เงื่อนไขที่เพิ่งกล่าวมานี้จะสร้างความเป็นไปได้ที่ทำให้ตัวเร่งเร้ารัฐประหารนั้นทวีแรงขึ้น และถ้าลดเงื่อนไขระดับโครงสร้างลง การทำรัฐประหารก็จะลดลง

ในรายละเอียดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยทั่วโลกที่นำไปสู่รัฐประหารในยุคนี้คือการพังทลายลงของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก อาทิ วิกฤตของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงคณะรัฐมนตรี และการลุกฮือขึ้นของสังคม (ม็อบก็เป็นส่วนหนึ่ง) และที่น่าสนใจคือการปรับตัวของกองทัพประมาณสองปีก่อนหน้าเหตุการณ์เป็นอย่างน้อยในนามของการเตรียมตัวในการรักษาความสงบจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ หรือเพื่อป้องกันการทำรัฐประหารในครั้งที่เพิ่งผ่านมา

อย่างไรก็ดีตัวแปรบางตัวก็ไม่เด่นชัดพอที่จะบอกว่าต้องเกิดขึ้นก่อนที่จะมีรัฐประหาร แต่อาจจะเกิดควบคู่กัน หรือเกิดหลังรัฐประหารก็ได้ เช่นความตกต่ำทางเศรษฐกิจ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง หรือความรุนแรงทางกายภาพที่เกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องของการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานในช่วงที่มีการทำรัฐประหารซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ชัดเจนและมีนัยสำคัญเมื่อเกิดรัฐประหารในช่วงที่ผ่านมา

ที่สำคัญอีกมิติหนึ่งคือมีการศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้น หลังการทำรัฐประหารด้วยเช่นกัน (post-coup dynamics) ผลการวิจัยพบว่าคุณภาพของการกำหนดนโนบายสาธารณะเสื่อมลงเรื่อยๆ อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะคุณภาพของการกำกับดูแลกิจการสาธารณะ การควบคุมการคอร์รัปชั่น หลักนิติธรรมนิติรัฐถดถอย ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของฝ่ายนิติบัญญัติและรัฐบาลเสื่อมทรามลง ความพร้อมรับผิด และการรับฟังประชาชนลดลง

ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ความรุนแรง และการก่อการร้ายอาจจะไม่ได้รุนแรงเหมือนช่วงก่อนรัฐประหาร คือจะลดลงมาในระดับปานกลางชั่วระยะหนึ่ง และจะกลับไปใหม่เมื่อเกิดการลุกฮือของสังคม วิกฤตของรัฐบาล และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกลายเป็นประเด็นอีกครั้ง

ในส่วนของมิติด้านเศรษฐกิจ ในส่วนนี้มีความสลับซับซ้อน บางครั้งผลการตอบรับทางเศรษฐกิจในช่วงแรกหลังรัฐประหารก็อาจจะไม่ดีขึ้น รายได้อาจจะลดลง เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศก็จะลดลง หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มขึ้น และอาจจะดีขึ้นเมื่อบ้านเมืองกลับสู่ระบบประชาธิปไตยเลือกตั้ง หรือเมื่ออุปสรรคด้านการเงินค่อยๆ ลดลง (ก็เลยยิ่งงงว่าทำรัฐประหารแล้วเศรษฐกิจมันอาจจะไม่ดีขึ้น แต่ในบางประเทศเราอาจจะพบสิ่งที่น่าหดหู่ว่าในช่วงรัฐประหาร เศรษฐกิจสำหรับบางกลุ่มบางคนอาจจะดีก็ได้)

ความน่าสนใจในส่วนสุดท้ายของงานวิจัยอยู่ตรงที่ว่ามีการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบ machine learning มาทำนายการเกิดรัฐประหารอย่างจริงจังจากฐานข้อมูลที่มี เว้นแต่ช่วงหลัง 2021 ที่เพิ่มขึ้น ก็ยังพบว่ามีทิศทางไปในทางเดียวกับทฤษฎีและงานวิจัยพื้นที่จริง ก็คือแรงกดดันอันดับต้นๆ ของการเกิดรัฐประหารก็คือ ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีเพิ่มขึ้น และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่มากขึ้น รวมทั้งการเสื่อมลงของระบบธรรมาภิบาล ส่วนเงื่อนไขระดับโครงสร้างก็คือการเติบโตขึ้นของประชากรหนุ่มสาว สถานการณ์เหตุการณ์รัฐประหารที่เพิ่งเกิดขึ้นในรอบที่แล้ว รายได้ต่อหัวที่ต่ำ และระดับการจรรโลงประชาธิปไตยที่ต่ำก็จะยิ่งทำให้เปราะบางต่อการเกิดรัฐประหารได้ง่าย

มีหลายสิ่งที่เราเรียนรู้จากรายงานวิจัยฉบับนี้ก็คือความเปราะบางทางการเมืองนั้นสัมพันธ์กับโครงสร้างทางการเมือง ถ้าโครงสร้างมั่นคง การเจอแรงกดดันหรือตัวกระตุ้นนั้นก็ไม่ง่ายนัก แต่ถ้าโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองไม่ดี มันไม่ใช่จะทำให้เกิดรัฐประหารง่ายขึ้น แต่มันยังซ้ำเติมให้เกิดรัฐประหารทั้งส่วนที่กระหน่ำมาจากตัวกดดันเร่งเร้าเฉพาะหน้ากับตัวโครงสร้างเองด้วย

นอกจากนี้พวกแรงกดดันหลายข้อนั้นมันทำงานร่วมกันก็ยิ่งทรงพลังขึ้น และในบางเงื่อนไขเช่นในช่วงวิกฤตภัยพิบัติด้านสุขภาวะนั้นมันกระแทกทีเดียวหลายด้าน ไม่ได้นาทีละด้าน

สุดท้ายมีการทดสอบโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำนายการเกิดรัฐประหารสองครั้งล่าสุดเมื่อสองปีก่อนในไนเจอร์ และ Gabon ในแอฟริกา ซึ่งทำนายได้ถูก เพราะทำนายล่วงหน้าไว้หนึ่งปี โดยเงื่อนไขที่ต่างกัน ไนเจอร์นั้นรัฐประหารเกิดจากความขัดแย้งและความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและสังคม ส่วนใน Gabon เป็นเรื่องของความอ่อนแอในการบูรณาการและการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เช่น เกิดความเหลื่อมล้ำ เกิดการจรรโลงประชาธิปไตยที่อ่อนแอ และความอ่อนแอของระบบธรรมาภิบาล

โดยภาพรวมเราจะเห็นว่า ถ้าเอาเงื่อนไขจำนวนหนึ่งใส่เข้าไปในเอไอที่ทุกคนใช้กัน ก็ย่อมจะมีความเป็นไปได้ว่าความเป็นไปได้ในการทำรัฐประหารย่อมจะถูกพูดถึง แต่บางทีมันอาจจะยังทำนายไม่ได้ทั้งหมด แต่มันก็รวบรวมความเป็นไปได้ที่เคยมีมานั่นแหละครับ ส่วนสำคัญก็คือการลดการทำรัฐประหารได้ในการศึกษานี้มีนัยว่าไม่ใช่เรื่องการออกมาม็อบต้านรัฐประหาร หรืออดทนกับรัฐบาลต่อไปในไม่กี่วันไม่กี่เดือน

เงื่อนไขมันอยู่ที่ว่าจะแก้ปัญหาระดับโครงสร้างได้เมื่อไหร่ จะแก้ปัญหาแรงกดดันเฉพาะหน้าที่ถาโถมมาได้แค่ไหน

และความชัดเจนของนโยบายที่จะแก้ไข เพิ่ม ลดเงื่อนไขรัฐประหารมันผูกโยงกับความเปราะบางทางการเมือง

ขอประทานโทษที่ความหวังในการมีคู่มือต้านรัฐประหารฉบับเร่งด่วนไม่น่าจะใช่คำตอบง่ายๆ ในสัปดาห์นี้ และคำสัญญาว่างเปล่าของรัฐบาลที่เชื่อว่ายังเอาอยู่ก็อาจไม่ได้ให้หลักประกันอะไรได้มากนัก

ส่วนในสถานการณ์จริงของบ้านเรานั้นแน่นอนว่าอาจไม่ได้เป็นไปตามลักษณะทั่วไปของรายงานไปเสียทั้งหมด ยังต้องเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันต่อไปในห้วงรอยต่อของประวัติศาสตร์ในครั้งนี้