หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ข้อทบทวนหลังฝุ่นตลบจาก ‘คลิปหลุด’

25.06.25 | 13:31 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ข้อทบทวนหลังฝุ่นตลบจาก ‘คลิปหลุด’

“ไม่น่าไปเจิมแบบนั้นเลยตู…” คือเสียงอุทานในใจของผมหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ออกมายอมรับต่อหน้าสื่อเป็นครั้งแรกว่าคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับ “อังเคิล” ท่านหนึ่งที่เผยแพร่ออกมานั้นเป็นเสียงของตนจริง ตามด้วยการออกมาสำทับจากฝ่ายคู่สนทนาที่ยืนยันตรงกัน พร้อมปล่อยคลิปบันทึกเสียงสนทนาฉบับเต็มออกมาในภายหลัง

แล้วผมไปเจิมแบบไหนไว้? ใครที่ติดตามหรือได้อ่านคอลัมน์นี้ของฉบับวันพุธที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา อาจจะจำได้ว่าคอลัมน์ตอนนั้นเปิดหัวด้วยประโยคว่า “ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธารมีอันต้องจบลงไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม…” เพื่อจะนำไปสู่เนื้อเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์ข้าวมันไก่ซอฟต์พาวเวอร์

ซึ่งเอาจริงๆ ในตอนที่ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่าก็ไม่ได้คิดว่าจะมีเหตุแทรกซ้อนใดๆ ที่จะทำให้รัฐบาลชุดปัจจุบันต้องจบลงโดยง่ายนัก แม้จะเริ่มมีการแย้มๆ ออกมาว่ารัฐบาลพรรคเพื่อไทยแสดงความจำนงจะเอาโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคืนจากพรรคภูมิใจไทย ก็ยังคิดว่าทางพรรคซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาลคงประเมินแล้วยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลดังกล่าวได้

แต่เมื่อคอลัมน์นี้เผยแพร่ทางออนไลน์ ก็เป็นเวลาพอดีกับที่คลิปเสียงต้นเรื่องถูกปล่อยออกมา ส่งแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองอย่างที่เชื่อกันว่านี่อาจจะเป็นเหตุแทรกแซงที่จะปิดฉากรัฐบาลแพทองธาร (และแน่นอนว่าในวันนั้นไม่มีใครสนใจอยากอ่านเรื่องซอฟต์พาวเวอร์กันหรอก)

Advertisement

พร้อมกับที่พรรคภูมิใจไทยที่ตัดสินใจแล้วว่าขอเลือกไปเป็นฝ่ายค้านดีกว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะขอโควต้ารัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคืน ก็ได้อาศัยเรื่องนี้เป็นเหตุในการถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ และให้รัฐมนตรีของพรรคลาออกในวันรุ่งขึ้น

รวมถึงมีเสียงเรียกร้องจากพรรคประชาชนและแนวร่วมอดีต “พรรคส้ม” ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชน

ในค่ำวันนั้นสื่อและนักวิเคราะห์การเมืองต่างก็คิดว่าหลังจากนี้น่าจะได้เห็นผลกระทบจากกรณีคลิปเสียงดังกล่าวที่น่าจะรุนแรงจนทำให้นายกรัฐมนตรีอาจต้องตัดสินใจยุบสภาหรือลาออก เช่นอาจจะมีพรรคร่วมรัฐบาลออกมาประกาศถอนตัวกันเพิ่ม โดยเฉพาะพรรคที่ได้ชื่อว่าเป็น “ฝ่ายขวา” อย่างรวมไทยสร้างชาติ และพรรคที่ยังต้องหล่อเลี้ยงกระแสฐานเสียงคนชั้นกลางที่ไม่ว่าจะยังไงก็ไม่อาจยอมรับการร่วมทางกับพรรคการเมือง “ฝ่ายทักษิณ” ได้

ซึ่งก็ปรากฏในข่าวว่าพรรคการเมืองต่างๆ จะประชุมกันว่าจะแสดงท่าทีหรือจุดยืนอย่างไรในวันรุ่งขึ้น สื่อต่างๆ ก็ได้เชิญนักวิเคราะห์ นักวิชาการ อดีตนักการเมือง มาออกรายการด่วนๆ ว่า อนาคตทางการเมืองของไทยจะผันแปรไปในทิศทางใด โดยทั้งหมดล้วนอยู่บนสมมุติฐานที่มีธงว่า รัฐบาลเพื่อไทยที่นำโดยนายกฯแพทองธารนั้นกำลังจะถึงจุดจบลงในอีกไม่กี่วันหรืออย่างมากก็อีกสัปดาห์

พร้อมกับที่ในวันนั้นเอง หลายคนก็สังเกตเห็นว่าเพจและสื่อของหน่วยงานในสังกัดของกองทัพหรือฝ่ายความมั่นคงทยอยกันออกมาโพสต์หรือแสดงออกที่ชวนให้รู้สึกถึงบรรยากาศของสถานการณ์อันน่าหวาดระแวง เช่น การออกมาส่งข้อความให้กำลังใจแม่ทัพภาค 2 ผู้ถูกพาดพิงในบทสนทนา หรือภาพประกอบดูขึงขังแนวๆ ว่า ทหารมีหน้าที่ต้องปกป้องอธิปไตยของประเทศ ปกป้องชาติ ปกป้องแผ่นดิน ซึ่งดูออกว่าเป็นการโต้ตอบบทสนทนาในคลิปหลุดนั้น

ทำให้กระแสการแสดงความคิดเห็นของผู้คนโดยเฉพาะผู้มีชื่อเสียงในสื่อสังคมออนไลน์ แม้ว่าจะพร้อมใจกันออกมาตำหนิติเตียนรัฐบาล เรียกร้องให้นายกฯ ลาออก ยุบสภา หรือแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ถึงอย่างนั้นทุกฝ่ายทุกคนยังออกมา “ดักทาง” ตรงกันว่า ไม่ว่าเราจะต่อว่าด่าทอรัฐบาลและนายกฯ อย่างไร แต่ทุกคนก็เห็นตรงกันว่า “ไม่เอารัฐประหาร”

อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันรุ่งขึ้นกลับกลายเป็นว่าสถานการณ์ที่น่าจะเป็นวิกฤตที่สุดของรัฐบาลนี้ แม้อาจจะเรียกไม่ได้ว่าผ่อนคลายลง แต่ก็ห่างไกลจากการเข้าสู่ “จุดจบ” ที่ตามนักต่างๆ ข้างต้นได้วิเคราะห์ไว้เมื่อราวสิบกว่าชั่วโมงที่แล้ว

เริ่มจากที่ได้เห็นผู้มีชื่อเสียงและผู้นำความคิดในสื่อสังคมออนไลน์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่น่าแปลกที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนที่เรียกได้ว่าเป็น “ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล” หรือแม้แต่คนที่เป็นที่รู้กันว่าเป็น กองเชียร์ “พรรคส้ม” กลับออกมาให้ความเห็นในทางที่เป็นคุณกับรัฐบาลและนายกฯแพทองธาร ว่าสิ่งที่เธอทำนั้นอาจจะมีจุดที่ไม่เหมาะสม แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายอภัยไม่ได้ ถ้าเทียบกับการละเมิดความไว้วางใจและมารยาทในการเจรจาของอีกฝ่ายหนึ่ง

รวมถึงเห็นว่า การแสดงความรับผิดชอบที่ตั้งธงกันว่าให้ยุบสภาหรือลาออกนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลดีหากยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ในภาวะที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศในขณะนี้ กระแสความเห็นทำนองนี้เริ่มออกมาคานความเห็นก่อนหน้าที่เรียกร้องหรือประเมินไปในทางว่านายกฯ น่าจะลาออกหรือยุบสภา

หลังจากนั้นก็มีการออกมาแถลงขอโทษต่อประชาชนอย่างเป็นทางการจากนายกรัฐมนตรี ก่อนจะปิดวันด้วยการที่พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ค่อยออกมาแสดงจุดยืนว่ายังคงร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยต่อไปภายใต้ข้อแม้เงื่อนไขที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่เอาเป็นว่ายังไม่มีพรรคไหนถอนตัวเพิ่มนอกจากพรรคภูมิใจไทย ทำให้รัฐบาลปัจจุบันยังคงเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากแม้จะปริ่มน้ำไปหน่อยก็ตามที

ส่วนฝ่ายกองทัพนั้นก็เหมือนจะมีท่าทีที่ “เข้าใจ” และยืนยันว่าจะสนับสนุนการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลต่อไป โดยจะรักษาอธิปไตยของชาติภายใต้ครรลองแห่งกฎกติกาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มีข้อสังเกตว่า นอกจากพรรคประชาชนแล้วก็ไม่มีพรรคไหนมีข้อเรียกร้องให้นายกฯยุบสภา อาจจะแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนอาจจะเป็นพรรคเดียวที่พร้อมและคาดว่าจะได้ประโยชน์หากมีการเลือกตั้งใหม่ในห้วงเวลานี้ และก็ได้เห็นเช่นกันว่าในสถานการณ์นี้พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลเองก็ไม่มั่นใจนักหากจะมีการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาลกันใหม่หากนายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง อาจเป็นเหตุให้ในที่สุดมติพรรคร่วมรัฐบาลจึงออกมาเป็นการร่วมรัฐบาลกันต่อไปเช่นนั้น แม้ว่ามันออกจะ “เสียการเมือง” อย่างมากกับผู้สนับสนุน โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่ออกมาแสดงความผิดหวังกับทั้งสองพรรคพร้อมสาปส่งให้สูญพันธุ์ไปในการเลือกตั้งคราวหน้า

แม้อาจเร็วไปที่จะฟันธงในขณะที่เขียนคอลัมน์นี้ แต่ก็เชื่อว่าในสัปดาห์ที่ 23 ถึง 28 มิถุนายน ก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญ ความเคลื่อนไหวจากฝ่ายต่างๆ ที่ประมวลมาได้จนถึงขณะนี้ อาจจะพอได้ข้อสรุปว่า เรื่องคลิปเสียงหลุดนี้ส่งผลให้ตัวนายกรัฐมนตรีโดนตำหนิและต้องขอโทษประชาชนแต่ก็ไม่ส่งผลอะไรไปมากกว่านั้น

แม้จะมี ส.ว.กลุ่มหนึ่งรวบรวมรายชื่อไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่านายกฯแพทองธาร มีลักษณะต้องห้ามจะต้องพ้นจากตำแหน่งในเหตุที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกับที่อดีตนายกฯเศรษฐานั้นต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลาในแง่ต่างๆ แล้ว กว่าที่ศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นต้นเดือนกรกฎาคมเป็นอย่างเร็ว ซึ่งก็อาจจะมีจุดสำคัญที่ในนัดแรกที่จะพิจารณาว่าจะรับคำร้องไว้วินิจฉัยหรือไม่นั้น ศาลอาจจะมีคำสั่งให้นายกฯแพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราวก็ได้ ซึ่งถ้าเช่นนั้นก็จะเป็นจุดที่สถานการณ์การเมืองจะพลิกผัน

สิ่งที่ “ฝ่ายการเมือง” ไม่ว่าจะฝ่ายใดพึงระวังคือ แม้ว่าการตกลงกันในทางการเมืองไม่ว่าจะมาจากฝ่ายใดนั้น จะเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้ควรให้รัฐบาลนี้ได้ทำงานต่อไป ไม่ควรมีการสลับขั้วหรือเลือกตั้งใหม่ซึ่งไม่ว่าทางใดก็ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในทางการเมืองของประเทศ ในภาวะที่เกิดความขัดแย้งกับประเทศอื่นในขณะนี้ก็ย่อมไม่เป็นผลดี เพราะเท่ากับเป็นการเล่นไปตามเกมที่อีกฝ่ายคาดหวัง ด้วยเหตุผลที่เข้าใจได้จึงอาจจะยังไม่มีการเรียกร้อง “ความรับผิดชอบ” จากตัวนายกฯแพทองธารในช่วงเวลาเช่นนี้

แต่ถึงเหตุผลในทางการเมืองและประโยชน์ของประเทศเมื่อประเมินต่อสถานการณ์แล้วจะเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่าประชาชนส่วนใหญ่อาจจะไม่ได้เข้าใจได้ง่ายเช่นนั้น โดยสิ่งที่ได้สูญเสียไปแล้วอย่างยากที่กู้คืนกลับมา คือความเชื่อถือหรือไว้วางใจในตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราจะยังได้เห็นความเดือดดาลที่ยังคงไม่สงบลงง่ายๆ ได้จากความเห็นต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์ท้ายคลิปท้ายข่าวที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

แม้หลังจากนี้รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอาจพยายามเรียกศรัทธาคืนจากประชาชนด้วยการดำเนินมาตรการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวกับทางฝ่ายกัมพูชาเช่นการเข้มงวดในการเปิดปิดด่าน ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้อีกฝ่ายได้รับผล กระทบมากที่สุด รวมถึงการจำกัดการนำเข้าส่งออกสินค้า หรือการตัดไฟฟ้าและสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งเรื่องหลังนี้ส่งผลเป็นการแก้ไขปัญหามิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไปในตัวได้ด้วย แต่ก็ไม่อาจตอบได้ว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวจะเรียกศรัทธาและความเชื่อมั่นคืนจากประชาชนได้หรือไม่

ส่วนการเคลื่อนไหวจากกลุ่มคนและมวลชนที่เกลียดชังฝ่าย “เสื้อแดง” และพรรคการเมืองที่เกี่ยวเนื่องกับตระกูลชินวัตรนั้นก็กลับมารวมตัวกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นกลุ่มคนชื่อคุ้นหน้าเดิมที่บางคนส่วนตัวแล้วก็ตกใจเพราะไม่คิดว่ายังมีชีวิตอยู่ ทั้งมาด้วยรูปแบบและวิธีการเดิมๆ เสื้อ หมวก มือตบแบบเดิมๆ หากก็เห็นได้ชัดว่าประชาชนที่เป็นแนวร่วมนั้นโรยราลงไปทั้งในเชิงอายุสังขารและปริมาณ

แต่สิ่งที่คนกลุ่มนี้ขาดไปที่สำคัญกว่านั้น คือการยอมรับจากสังคมที่เราจะวัดได้จากความเห็นท้ายข่าวท้ายคลิปในสื่อสังคมออนไลน์เช่นกันว่า แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่พอใจและด่าทอรัฐบาลและนายกฯคนปัจจุบัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะเห็นดีเห็นงามไปกับ “ความเคลื่อนไหว” ในรูปแบบที่เป็นการการปลุกระดมมวลชนที่สุ่มเสี่ยงว่าในภายหลังจะกลายเป็นอันธพาลการเมืองพันธมิตรและ กปปส. และผลักดันสถานการณ์ทางการเมืองไปสู่ทางตันจนเกิดรัฐประหารมาแล้วถึงสองครั้ง

ความเห็นส่วนใหญ่ของผู้คนต่อข่าวการฟื้นคืนชีพของคนกลุ่มนี้พอจะเป็นคำตอบได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการแสดงความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับได้มีเพียงสองรูปแบบเท่านั้น คือนายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภาซึ่งเป็นความเป็นไปได้และการแสดงความรับผิดชอบในครรลองของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาเท่านั้น เกินกว่านั้นอย่างการชุมนุมเคลื่อนไหวแบบอันธพาลทางการเมืองที่นำไปสู่การรัฐประหาร หรือการใช้อำนาจอย่างอื่นเข้ามาแทรกแซงก็ไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากกระแสการตอบรับและความเห็นจากสังคมแม้แต่จากฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลนี้แล้ว การนัดชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิของกลุ่มดังกล่าวในวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายนที่จะมาถึงก็ไม่น่าจะมีผู้เข้าร่วมมากมายระดับก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

แต่หากไม่เป็นไปตามที่คาด คือมีผู้คนมาจนล้นหลามระดับที่ใกล้เคียงกับการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรและ กปปส.ในระยะเริ่มต้นแล้ว ก็อาจจะเป็น “สัญญาณไม่ปกติ” ที่ฝ่ายที่ยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะชอบหรือชังรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะต้องเฝ้าระวังกันอย่างจริงจังต่อไป