หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศาลรัฐธรรมนูญ...

ศาลรัฐธรรมนูญ3.0 : โดย กล้า สมุทวณิช

12.04.17 | 13:30 น.

ศาลรัฐธรรมนูญไทยประกาศครบรอบ 19 ปี ไปเมื่อวานนี้ โดยถือเอาจากวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดแรกเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2541 ต่าง “วันเกิด” ของศาลรัฐธรรมนูญ และเริ่มนับอายุต่อเนื่องกันมาจากวันนั้น

อย่างไรก็ตาม การนับอายุแบบต่อเนื่องของศาลรัฐธรรมนูญมีข้อโต้แย้งอยู่บ้าง นั่นเพราะศาลรัฐธรรมนูญนั้นก่อตั้งขึ้นโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะกำหนดองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญไว้แตกต่างกันตามรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ

ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่ก่อตั้งศาลรัฐธรรมนูญนั้นสิ้นผลลง ก็ควรจะถือว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น “สิ้นลง” ตามไปด้วย จากนั้นจึงค่อย “ถือกำเนิด” ขึ้นมาใหม่เมื่อมีการกำหนดให้มีศาลรัฐธรรมนูญขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป

นอกจากนี้ ก็ยังมีข้อเท็จจริงที่ต้องไม่ลืมว่าเมื่อครั้งที่มีการรัฐประหารในปี 2549 ก็มีคำสั่งของคณะรัฐประหารในขณะนั้นออกมา “ยุบเลิก” ศาลรัฐธรรมนูญลงไปด้วย โดยใช้รูปแบบของคณะ
ตุลาการรัฐธรรมนูญเฉพาะกิจอยู่ราวปีหนึ่ง ดังนั้นอย่างน้อยก็น่าพิจารณาว่าอายุของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะสะดุดหยุดลงไปอย่างน้อยก็ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น

แต่หากจะมองแบบสรุปว่าประเทศไทยมี “ศาลรัฐธรรมนูญ” ปรากฏขึ้นในภูมิทัศน์ทางกฎหมายและการเมืองมานานเท่าไรแล้ว ก็คงจะนับได้ว่าก็เป็นเวลา 19 ปีอยู่ดีนั่นเอง

Advertisement

ระยะเวลา 19 ปี ของการมีศาลรัฐธรรมนูญสำหรับคอการเมืองแล้ว อาจจะมองศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็น “ผู้เล่นสำคัญ” ที่ผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหมากตัวใหญ่ที่พลิกผันสถานการณ์ทางการเมืองมาแล้วหลายครั้ง กล่าวคือ ทำให้นายกรัฐมนตรีพ้นตำแหน่งไปโดยทางตรงและทางอ้อม 3 คน พรรคการเมืองใหญ่ที่มาจากกลุ่มอำนาจและฐานเสียงเดียวกัน ซึ่งชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลถูกยุบไป 2 พรรค ทำให้การเลือกตั้งทั่วไปเป็นโมฆะเสียเปล่าโดยทางตรงและทางอ้อม 2 ครั้ง รวมถึงการเข้าไปพิจารณาตรวจสอบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 3 ครั้ง โดยที่ 2 จาก 3 ครั้งนั้นวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังวินิจฉัยให้ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลตราขึ้นตามนโยบายสำคัญที่ได้หาเสียงไว้ต่อประชาชนตกไปด้วย 1 ฉบับ

อย่างไรก็ตาม “บทบาทหลัก” จริงๆ ของศาลรัฐธรรมนูญ ที่เป็นเหตุผลในการมีอยู่ขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญในโลกนี้ ที่ได้แก่ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ผ่านกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายนั้น ต้องยอมรับว่าศาลรัฐธรรมนูญของไทยได้ทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในทางกฎหมายและสังคมที่เริ่มต้นจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี่เอง

เช่น ที่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ทราบว่าสมัยก่อนผู้หญิงนั้น หากแต่งงานเมื่อไรก็ต้องมาใช้นามสกุลของสามีที่บังคับตามผลของกฎหมายโดยไม่มีสิทธิตัดสินใจเป็นอื่นได้ เป็นเช่นนี้มาหลายสิบปีจนกระทั่งมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปี 2546 ว่าการที่กฎหมายกำหนดบังคับไว้เช่นนั้นขัดต่อความเสมอภาคระหว่างหญิงชายจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นผลให้มีการแก้ไขกฎหมายหลังจากนั้น และในปัจจุบันการใช้นามสกุลของคู่สมรสนั้นจะใช้นามสกุลของฝ่ายไหนหรือจะไม่เปลี่ยนนามสกุลก็เป็นไปตามแต่ความสมัครใจที่ตกลงกันเองได้

หรือในการยื่นคำนวณภาษีเงินได้ในสมัยก่อนก็ถือว่าเงินได้บางประเภทของภรรยาเป็นรายได้และหน้าที่ของสามีที่จะยื่นและคำนวณภาษี ทำให้คิดไปคิดมาแล้วหญิงมีสามี ต้องเสียภาษีสูงกว่าหญิงโสด ซึ่งต่อมาศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าการที่กฎหมายกำหนดไว้เช่นนั้นเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่สนับสนุนสถาบันครอบครัว เพราะบางครอบครัวต้องวางแผนภาษีด้วยการไปหย่ากันหรือแต่งงานกันโดยไม่จดทะเบียน ส่งผลให้มีการแก้ไขประมวลรัษฎากรให้ผู้หญิงที่สมรสแล้วก็มีสิทธิแยกยื่นภาษีจากสามีเช่นที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้ ทั้งสองเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงใกล้ตัวที่เกิดขึ้นโดยผลงานของศาลรัฐธรรมนูญ

นอกจากเรื่องข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยว่า ประกาศคณะปฏิวัติสองฉบับที่ว่าด้วยการควบคุมการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มในยามวิกาลนั้นไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญต้องสิ้นผลไป วินิจฉัยให้สิทธิแก่บุคคลผู้พิการในการสมัครสอบเข้าเป็นผู้พิพากษา รวมถึงชี้ว่าการที่กฎหมายกำหนดบทสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้แทนของนิติบุคคลจะต้องรับโทษทางอาญาที่กำหนดไว้สำหรับความผิดของนิติบุคคลนั้น ขัดต่อหลักที่ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์หรือ Presumption of innocence ส่งผลให้มีการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยความรับผิดของนิติบุคคลไปชุดใหญ่รวดเดียว 76 ฉบับไปเมื่อเร็วๆ นี้

กระนั้นก็ยังมีข้อสังเกตจากนักวิชาการบางท่านว่า การคุ้มครองเสรีภาพของศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่สุดทาง มีบางเรื่องบางประเด็นเหมือนกันที่เหมือนประตูในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพและท่าทีแบบ “ค่อนข้างเสรีนิยม” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นปิดลงเฉยๆ

สําหรับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พุทธศักราช 2560 ซึ่งมีพระราชพิธีประกาศใช้ไปเมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมานั้น ก็ได้มีการ “อัพเดต” หน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่มีอยู่เดิมให้ชัดเจนทรงประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มเติมหน้าที่และอำนาจใหม่เข้าไปบางประการ ที่น่าสนใจคือ เป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ “กระบวนการ” แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นได้เข้ามาวินิจฉัยตรวจสอบกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยอาศัยการตีความรัฐธรรมนูญในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญและต่อต้านการกระทำอันถือเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ที่ปรากฏอยู่ในมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 การตีความดังกล่าวส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอย่างมากในแวดวงวิชาการทางรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน

ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้จึงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจนี้แบบชัดเจนไปเลย โดยมาตรา 256 (9) ให้อำนาจ ส.ส. หรือ ส.ว.สามารถเข้าชื่อกันร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นสำคัญโดยไม่มีการทำประชามติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งเท่ากับเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีหน้าที่และอำนาจในการกลั่นกรองกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ให้มีการแก้ไขในเรื่องที่ต้องห้าม หรือแก้ไขในเรื่องสำคัญบางเรื่องโดยข้ามขั้นตอนของการทำประชามติไป

นอกจากนี้ หน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะต้องจับตา เพราะในอนาคตอาจจะกลายเป็นจุดเดินหมากที่อาจส่งผลพลิกผันสำคัญในทางการเมือง คือหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 144 วรรคสาม ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบว่าในการพิจารณากฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจําปีนั้น มีการเสนอ การแปรญัตติ หรือการกระทําด้วยประการใดๆ ที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว.หรือกรรมาธิการ มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายหรือไม่ ซึ่งอำนาจหน้าที่นี้เป็นอำนาจหน้าที่ซึ่งเคยมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผู้ร่างได้พัฒนาไปเป็น “ยาแรง” ซึ่งส่งผลให้ผู้ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากระทำการต้องห้ามดังกล่าวนั้นต้องพ้นจากตำแหน่งและถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง แต่ที่โหดกว่านั้น คือในกรณีที่ผู้ที่ถูกร้องว่ากระทำการอันต้องห้ามนี้เป็นคณะรัฐมนตรีไม่ว่าจะกระทำเอง หรืออนุมัติให้กระทําการหรือรู้ว่ามีการกระทําดังกล่าวแล้วแต่มิได้สั่งยับยั้งแล้ว จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่งทั้งคณะได้เลยทีเดียว เว้นแต่ผู้ที่ไม่อยู่ในที่ประชุมขณะลงมติ ทั้งยังให้ไล่เบี้ยเอาเงินนั้นคืนมาพร้อมดอกเบี้ย ซ้ำยังเอาผิดลงไปจนถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดทําโครงการหรืออนุมัติหรือจัดสรรเงินงบประมาณโดยรู้ว่ามีการดําเนินการอันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว แต่ไม่ได้โต้แย้งไว้ด้วย

กระนั้นก็ยังเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นสามารถโต้แย้งหรือไปแจ้งต่อ ป.ป.ช.ว่ามีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อให้ตนพ้นจากความผิดก็ได้

อ่านรัฐธรรมนูญมาตรานี้แล้ว พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง มีสองสภาครบ มีการพิจารณากฎหมายงบประมาณตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อไร จะต้องมีการหยิบยกรัฐธรรมนูญมาตรานี้ขึ้นมาเป็นอาวุธทางการเมืองอานุภาพสูงที่จะใช้เล่นงานกันในทางการเมืองแน่นอน ไม่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาล เมื่อถึงเวลานั้น แสงไฟและสายตาทางการเมืองก็คงจะจับจ้องส่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ส่วนหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนนั้นก็น่าสนใจว่า นอกจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถไปยื่นฟ้อง หรือยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว มาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังขยาย “วัตถุแห่งคดี” ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตรวจสอบได้เพิ่มเติมจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ออกมาให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถตรวจสอบ“การกระทำ” ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญอันละเมิดต่อสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้ด้วย

ซึ่ง “การกระทำ” ที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญที่สามารถร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญนี้จะได้แก่การกระทำอะไรบ้าง และผู้กระทำการอันละเมิดต่อรัฐธรรมนูญที่อาจถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้นั้นจะเป็นใคร จะถือเฉพาะกรณีการกระทำระหว่างรัฐต่อเอกชน หรือรวมถึงเอกชนกระทำต่อเอกชนด้วยกัน ก็ยังต้องรอความชัดเจนจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องยกร่างขึ้นให้เสร็จภายใน 240 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน กล่าวกันกลมๆ คือรอกันอีกไม่เกิน 10 เดือน เมื่อนั้นภาพเต็มของหน้าที่และอำนาจ ตลอดจนช่องทางการใช้สิทธิและกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็จะชัดเจนขึ้น

หากเราเปรียบ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับเป็นเหมือนแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มาพร้อมกับรัฐธรรมนูญที่เป็นเหมือนระบบปฏิบัติการก็อาจจะถือได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญปี 2540 นั้นเป็นรุ่นหรือเวอร์ชั่นแรก คณะตุลาการรัฐธรรมนูญในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 เป็นรุ่น 1.5 และได้รับการปรับเป็นรุ่น 2.0 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 จากนั้นก็กลายเป็นรุ่น 2.5 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 ฉบับปัจจุบันก็อาจถือได้ว่าเป็น “ศาลรัฐธรรมนูญ รุ่น 3.0”

จากนี้ไป เราคงจะได้รู้เห็นและสัมผัสถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญรุ่นใหม่เอี่ยมปรับปรุงในปี 2560 ทั้งในบทบาทของการเป็นผู้ควบคุมกติกาแห่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญ และในฐานะของผู้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยกันไป