ถามว่า การให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี
แรงหรือไม่
คงต้องตอบว่า แรง
เพราะซัดตรงๆ ว่า รัฐบาลบริหารงานมาครบ 2 ปี มีแนวโน้มนำประเทศไปสู่ความขัดแย้งในบ้านเมืองยิ่งขึ้น
เศรษฐกิจตกต่ำ เงินฝืด ประชาชนขาดกำลังซื้อ การส่งออกลดลงอย่างรุนแรง
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ไม่เป็นประชาธิปไตย ถอยหลังเข้าคลองหลายสิบปี
ในฐานะนายทหารรุ่นพี่ ขอร้อง ขอให้ คสช.เสียสละอำนาจ ส่งต่อภาระหน้าที่ให้กับคณะกรรมการกลาง บริหารจัดการให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในปี 2559
ให้ทหารถอนตัวจากการเมือง ที่ว่า จะขออยู่ต่ออีก 5 ปี แค่ 5 เดือนก็ไม่ไหวแล้ว
ยิ่งมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ยิ่งเป็นไปไม่ได้
ถ้า คสช.อยู่ต่อ อาจจะเหมือนอดีตรัฐบาลที่ผ่านมา ที่เข้ามาได้ดอกไม้ออกไปได้ก้อนอิฐ
แต่ถามว่า พล.อ.ชวลิตเคยพูดแรงๆ เช่นนี้หรือไม่
พลิกไฟล์ข่าวย้อนหลัง
ก็จะพบว่า พล.อ.ชวลิตก็พูดแรงเช่นนี้แหละ
อย่างการให้สัมภาษณ์สื่อเมื่อราวเดือนพฤศจิกายน 2558
พล.อ.ชวลิตจี้ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติคืนอำนาจประชาชน ให้นายกฯลาออก และจัดให้มีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
แถมยังเตือนถึงขนาดระวังเกิด “ปฏิวัติซ้ำ” เสียด้วย
และยังใช้คำพูดอย่างที่พูดเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือตอนยึดอำนาจได้ดอกกุหลาบ แต่ตอนไปจะได้ก้อนอิฐ
หรือเมื่อวัน 16 ตุลาคม 2558 พล.อ.ชวลิตยังวิพากษ์ว่า ประเทศกำลังถอยหลัง สู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้
แต่กระนั้น ข้อน่าสังเกตก็คือ คำพูดแรงๆ ก่อนหน้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ของ พล.อ.ชวลิตไม่เป็นข่าวใหญ่ เป็นข่าวแค่ประดับหน้า
และยังดูถูกดูแคลนว่าบิ๊กจิ๋วพูดไม่รู้เรื่องบ้าง หรือตามตัวมีแผลลายพร้อย แล้วยังจะมาวิพากษ์คนอื่นอีกบ้าง
กระทั่งหาว่า พล.อ.ชวลิตเลอะ ไม่น่าเชื่อถือ
คำพูดไร้น้ำหนัก
แตกต่างกับการพูดครั้งล่าสุดของ พล.อ.ชวลิตอย่างน่าสังเกต
กล่าวคือ แม้จะมีการปฏิเสธทันควันจากคนในรัฐบาลและ คสช.ในประเด็นให้เลือกตั้งปี 2559
แต่หากจะปรามาสว่าเลอะเทอะ และลอยหายไปในสายลมเหมือนที่ผ่านมา ไม่น่าใช่
เพราะอย่างน้อยที่สุด คำพูดของ พล.อ.ชวลิตตกเป็น “ข่าวใหญ่” และเป็นข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับ สั่นสะเทือน “ฝัน” ของใครบางคนอย่างยิ่ง
เกิดอะไรขึ้น
ชัดเจนที่สุดก็คือ สถานการณ์ตอนนี้เริ่มแปรเปลี่ยนไปจากเดือนหรือหลายเดือนก่อน อย่างมีนัยสำคัญ
คือคนเริ่มตั้งคำถามอย่างจริงจังมากขึ้นกับ คสช.และรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะการสืบทอดอำนาจ
การพูดถึง 5 ปี แห่งการใช้กลไกพิเศษเพื่อเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
การพูดถึง 20 ปี แห่งการยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลต่อไปจะต้องดำเนินการ
และที่สำคัญ การสรุปรวบยอดจาก นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ “เขาต้องการอยู่ยาว”
ส่งผลให้คำพูดของบิ๊กจิ๋วที่เคยถูกเย้ยไยไพว่า “เลอะ” กลายเป็นไม่เลอะ
แถมยังฟังมีเหตุผล มีน้ำหนักทันตา
มองเป็นปรากฏการณ์ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนว่า ลูกตุ้มกำลังเหวี่ยงไปในทางที่ตรงข้ามกับรัฐบาลและ คสช.
ถือเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ไปยังฝ่ายกุมอำนาจว่า สิ่งที่วาดหวังเอาไว้อาจจะไม่ใช่เช่นนั้น หรือไม่ใช่สิ่งง่ายๆ อีกต่อไป
การยังหลงเชื่อในอำนาจอันเบ็ดเสร็จของตน หรือยังเชื่อว่า ตนเองคุมอะไรได้เบ็ดเสร็จนั้น
อาจเริ่มไม่จริง
“ดรรชนีจิ๋ว” ที่เคยถูกปรามาสว่าไร้เครดิต กลายเป็นเครื่องมือวัดสัญญาณทางการเมืองขึ้นมาอย่างเร้าใจ
เร้าใจด้วยวลี “เปิดโปง” เด็ดๆ “เขาอยากอยู่ยาว” นั่นเอง

