ทีวีดิจิตอลกำลังทยอยโคม่าไปที่ละช่องสองช่อง ไม่เว้นแม้แต่ที่ขยับมาจากฟรีทีวีเดิม
สาเหตุมีการพูดกันมามากแล้วว่าหลายเรื่องราวมาประดังกัน
อธิบายความหลักๆ คือ ทีวีดิจิตอลเป็นฟรีทีวี ที่แต่เดิมมี 6 ช่องต้นทุนค่าสัมปทานไม่ได้มากมายอะไร แต่ตอนนี้มีรวม 24 ช่อง ที่ต้นทุนสัมปทานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ต้องแบกภาระกันหนักขึ้น
แต่รายได้ของทั้ง 24 ช่องมีอยู่ทางเดียวคือ “โฆษณา”
รายได้เพิ่มขึ้นแต่โอกาสของรายได้ลดลง ด้วยสาเหตุหลักๆ คือ สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ทำให้งบโฆษณาในภาพรวมลดลง ขณะที่มีสื่อต่างๆ เข้ามาแชร์มากขึ้นโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เจ้าของสินค้าทุกคนรู้ดีว่ากำลังมาแรง เข้าถึงผู้บริโภคได้เป็นจริงเป็นจังกว่า และยังต้องแบ่งกันเองหลายช่องขึ้นในทีวีดิจิตอล
เมื่อประกอบกับหลายเรื่องราวที่จะกระตุ้นการเข้าชมทีวีดิจิตอลซึ่งเป็นภาระที่ กสทช.รับภาระอยู่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์กันไว้ ยิ่งทำให้มีปัญหา
เจ้าของสินค้าจะซื้อโฆษณาย่อมต้องดูที่เรตติ้ง รายการไหนมีผู้ชมเยอะ รายการนั้นก็มีโอกาสที่จะหาโฆษณาได้มากกว่า
รายการที่จะมีเรตติ้งได้ส่วนใหญ่จะต้องลงทุนสูง เจ้าของช่องต้องเสี่ยงไปก่อนท่ามกลางการคาดเดาได้ยากเย็น เพราะหลายครั้งแม้จะเชื่อมั่นว่าเป็นรายการที่ดี แต่สร้างเรตติ้งไม่ได้ก็สลบ
กลายเป็นขาดทุนซ้ำซาก
เจอพรรคพวกในแวดวงทีวี ล้วนมีเสียงบ่นไปในทางเดียวกันคือ กสทช.รับเงินค่าสัมปทานไปแล้วไม่ดูแล
ในบางวงสนทนา คนจาก กสทช.นั่งร่วมอยู่กับคนดูทีวี เท่าที่จับอาการดู เมื่อมีการพูดเรื่องนี้กัน คนจาก “กสทช.” มักจะเป็นฝ่ายนิ่งเพื่อมีการหยิบยกชะตากรรมของทีวีดิจิตอลมาคุยกัน
เหมือนยอมรับสภาพว่าเป็นความผิดพลาด
แต่มีอยู่ครั้งมีโอกาสคุยส่วนตัวกับคน กสทช.มีบางความเป็นจริงที่น่าเห็นใจไม่น้อย
“เราตั้ง กสทช.ขึ้นด้วยความคิดให้มีความคล่องตัวในการบริหาร เงินที่ได้จากการประมูลจะนำมาเพื่อใช้พัฒนาให้ทีวีดิจิตอลเจริญก้าวหน้า แต่วันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เงินทั้งหมดส่งกระทรวงการคลังไปแล้ว จะใช้อะไรต้องเขียนโครงการขอเบิกจากงบประมาณรัฐ ความคล่องตัวหายไป การบริหารเป็นเหมือนระบบราชการเข้าไปทุกที จะทำอะไรได้”
นั่นคือสิ่งที่ได้รับการระบายออกมา
ฟังอย่างนี้คิดไปถึงช่วงที่เริ่มต้นประมูลทีวีดิจิตอล ผู้บริหาร กสทช.คนหนึ่งมาเล่าให้ฟังถึงความฝันในการบริหารว่า “ทีวีจะไปได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับจะสามารถสร้างเนื้อหารายการที่ได้รับความนิยมหรือไม่ ดังนั้น กสทช.จะต้องช่วยผู้ได้รับสัมปทานช่องด้วยการสร้างผู้ผลิตรายการคุณภาพขึ้นมา ด้วยการตั้งกองทุนเพื่อสร้างผู้ผลิตรายการรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ เข้าไปช่วยเหลือ
ประคับประคองไม่ให้เจ้าของสัมปทานช่องไม่ต้องมารับภาระเรื่องการผลิตรายการมากนัก” ผู้บริหารผู้นั้นเล่า และว่า ตั้งกองทุนสนับสนุนการผลิตรายการทีวีได้ จะทำให้ประเทศเรามีรายการคุณภาพ ไม่น้ำเน่าเหมือนที่ทีวีในอดีตถูกวิพากษ์วิจารณ์ อีกทั้งจะเป็นการสร้างนักผลิตรายการทีวีรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมา เป็นการสร้างอาชีพอีกอย่างหนึ่ง
ตอนที่ฟังคราวนั้น คิดเอาเองว่า “เงินที่ได้จากการประมูลมหาศาลนั้นคงมีส่วนหนึ่งเอามาสร้างความฝันนี้ให้เป็นจริงได้ เพราะเป็นเรื่องที่ดี รายการทีวีที่ดีเป็นสินค้า
ส่งออกที่สร้างรายได้ระดับสร้างให้เป็นชาติที่พัฒนาแล้วในหลายประเทศ ถ้ามีกองทุนสนับสนุนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตน่าจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย”
แต่ถึงวันนี้ “ความฝันนั้นหายไปแล้ว ไม่มีใครพูดถึงอีก”
อย่าว่าแต่ “กองทุนส่งเสริมการผลิตรายการทีวี” เลย กระทั่งการแก้ปัญหาตาม
อื่นๆ ที่จะทำให้ทีวีดิจิตอลมีเรตติ้งขึ้นมาให้คุ้มกับค่าสัมปทานที่จ่ายไป กสทช.ยังไม่รู้จะทำอย่างไรให้
จะโทษ กสทช.ไปทั้งหมด คงลำบากใจอย่างที่ว่า “การบริหารที่เป็นอิสระให้เกิดความคล่องตัวอีกแล้ว เงินค่าสัมปทานที่จะเอามาคิดทำโน่นทำนี่ให้เป็นประโยชน์กับการพัฒนาช่วยให้ช่องต่างๆ มีเรตติ้ง ไม่เป็นภาระของเจ้าของสัมปทานเสียหมด ทำได้ยากขึ้น”
มันไม่เหมือนแนวทางที่เริ่มติดตั้ง กสทช.
ฟังแล้วก็น่าเห็นใจ

