ขณะนี้แม้ความเห็นต่างในวงการศึกษา ระหว่างครูและองค์กรวิชาชีพครูกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันจะลดความร้อนแรงลงแล้ว ซึ่งน่าเห็นใจคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ประเด็นอยู่ที่ทั้งสองฝ่ายใช้ข้อมูลและสถานะปัจจุบันเป็นเหตุผล ทำให้ความเห็นต่างครั้งนี้อาจจะพลาดเป้าหมายของประเทศในที่สุด จึงขอย้อนประวัติศาสตร์ครูไทยเพื่อโปรดพิจารณา
พัฒนาการศึกษาไทยเริ่มตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประกาศตั้งโรงเรียนวัดมหรรณพารามสำหรับประชาชนทั่วไป ต่อมาเมื่อโรงเรียนเพิ่มขึ้น กระทรวงศึกษาธิการจึงจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูขึ้น โดยให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่จบชั้นมัธยมบริบูรณ์ที่สอบได้ที่ 1 จากโรงเรียนทั่วประเทศเข้ามาเป็นนักเรียนฝึกหัดครู โดยเป็นนักเรียนประจำจึงได้รับทั้งความรู้ทางวิชาการและวิชาครูในเวลาเดียวกัน เมื่อเรียนจบหลักสูตรก็บรรจุเป็นครูทันที ในวุฒิ ครู ป., ป.ป., และ ป.ม. โดยไม่ต้องมีใบประกาศวิชาชีพครู ครูในสมัยก่อนจึงมีคุณภาพคับแก้ว
ในขณะนั้น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ให้นิสิตคณะวิทยาศาสตร์ที่จบปีที่ 3 แต่ไม่เรียนต่อได้วุฒิ ป.ม. (จุฬา) ออกมาเป็นครู ต่อมา ม.ล.ปิ่น มาลากุล ได้เปิดแผนกฝึกหัดครูขึ้นในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา เรียนจบได้วุฒิ ป.ม. และต่อมาก็ได้เปิดโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงที่ซอยประสานมิตร เพื่อผลิตครูระดับปริญญา และโอนแผนกฝึกหัดครูในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเข้ามารวมกันเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา (ประสานมิตร และปทุมวัน) ผู้เรียนจบ จะได้วุฒิ กศ.บ.
ในปีการศึกษา 2500 มีการตั้งคณะครุศาสตร์ ในจุฬาฯ เพื่อผลิตครูวุฒิ ค.บ. ในปีเดียวกันนี้ ศ.ดร.แถบ นีละนิธิ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ เห็นว่าประเทศกำลังขาดแคลนครูวิทยาศาสตร์ จึงต้องเร่งผลิตครูวิทยาศาสตร์โดยปรับหลักสูตรเตรียมแพทยศาสตร์ (2 ปี) และวิทยาศาสตร์ (4 ปี) เข้าเป็นหลักสูตรวิทยาศาสตร์ (5 ปี) เมื่อสอบได้ชั้นปีที่สอง ใครจะไปเรียนแพทย์ก็ไปสอบ (ข้ามฟาก) เข้าเรียนแพทย์ ส่วนที่เหลือก็เรียนต่ออีก 1 ปี ได้อนุปริญญาวิทยาศาสตร์ (อนุ วท.) และถ้าเรียนต่ออีก 2 ปีจะได้ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต (วท.บ.) โดยมีสาขาวิทยาศาสตร์ทั่วไป
สำหรับผู้ที่ประสงค์จะไปประกอบอาชีพครูด้วย ซึ่งในหลักสูตร 2 ปีแรก นิสิตทุกคนต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เต็มที่ ดังนั้น ผู้ที่จบปีที่ 2 จากคณะวิทยาศาสตร์ จะสามารถสอบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายคนเดียวได้ทั้ง 5 วิชา ซึ่งโรงเรียนประจำจังหวัดบางแห่ง ที่มีครู อนุ วท. หรือ วท.บ. คนเดียว สามารถสอนชั้นมัธยมปลายทั้งสองชั้น แต่หลังจากเปิดหลักสูตรวิทยาศาสตร์ 5 ปี ได้ไม่นาน ก็ถูกทักท้วงว่าหลักสูตรปริญญาตรี ต้องไม่เกิน 4 ปี คณะวิทยาศาสตร์จุฬาฯ จึงต้องลดหลักสูตรเหลือ 4 ปี โดยคนที่สอบได้ปีที่ 2 สามารถไปสอบข้ามฟากเพื่อเรียนแพทย์ได้เหมือนเดิม
ต่อมาอาชีพแพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก เจริญก้าวหน้าขึ้นตามการพัฒนาประเทศ นักเรียนที่เก่งในวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์จึงหันไปเรียนวิชาชีพดังกล่าวมากขึ้นและเรียนวิชาครุศึกษาน้อยลง ในเวลาเดียวกัน วิทยาลัยครูก็เปิดหลักสูตรปริญญา ต่อมายกฐานะเป็นสถาบันราชภัฏ และแยกตัวเป็นมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทำให้มีสถาบันผลิตครูปริญญามากมายประกอบกับกระทรวงศึกษาธิการยกเลิกการสอบไล่ชั้น ม.6 (ซึ่งมีนักเรียนสอบไล่ได้ปีละประมาณ 60% นักเรียนที่จบชั้น ม.6 ยุคนั้นจึงมีคุณภาพคับแก้วเช่นกัน) แล้วให้โรงเรียนประเมินผลเอง ทำให้มีนักเรียนจบ ม.6 ทั่วประเทศ 100% คุณภาพนักเรียนที่จบ ม.6 โดยรวมจึงตกต่ำลงทันทีในขณะที่นักเรียนที่เรียนเก่งในวิชาคณิต-วิทย์ ก็ยังไม่สนใจเรียนวิชาครูศึกษา นักเรียนที่จบ ม.6 จึงกระจายไปเรียนต่อในสถาบันราชภัฏ จนมีการเปรยกันว่า เรียนอะไรไม่ได้ไปเรียนครูก็ได้ ทำให้โรงเรียนขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพมากขึ้นเรื่อยๆ
กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องหาวิธีจูงใจคนเก่ง ด้วยการขยายหลักสูตรครุศึกษาเป็น 5 ปี (ความจริงจะให้เป็น 6 ปีด้วยซ้ำ) เพื่อให้บัณฑิตครูมีเงินเดือนเริ่มต้นสูงกว่าบัณฑิตสาขาอื่น และกำหนดให้ได้รับใบประกอบวิชาชีพครูด้วย แต่ก็จูงใจนักเรียนเก่งไม่สำเร็จ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ก็คือ ผลการทดสอบ PISA ของนักเรียนไทยรั้งท้ายมาตลอด การทดสอบ PISA เป็นการวัดคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต โดยทดสอบใน 3 ด้าน คือ ด้านการอ่าน ด้านคณิตศาสตร์ และด้านวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญยิ่ง นอกจากบัณฑิต 2 สาขาดังกล่าวแล้ว เรื่องความสามารถด้านภาษาอังกฤษก็มีสภาพย่ำแย่ จึงทำท่าจะสู้เขมรและลาวไม่ได้
ดังนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันจึงต้องผลักดันนโยบายดึงดูดบัณฑิต สาขาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และภาษาต่างประเทศ ที่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูเข้ามาเป็นครูรุ่นใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศให้ดีขึ้น อย่างไรก็ดี บัณฑิตที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูเหล่านี้ แม้จะสอบเป็นครูผู้ช่วยได้ แต่ระหว่างทดลองปฏิบัติงานจะถูกประเมินคุณสมบัติความเป็นครูอีก 2 ปี ถ้าไม่ผ่านการประเมินก็จะไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพครู และเป็นครูต่อไปไม่ได้ ความเห็นต่างคงคลี่คลาย
แต่ปัญหาที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ปัจจุบันมีการผลิตบัณฑิตครูถึงปีละประมาณห้าหมื่นคน ในขณะที่ความต้องการครูมีประมาณปีละห้าพันคน มีการประเมินว่าปีการศึกษา 2559 จะมีบัณฑิตตกงาน 1.8 แสนคน ในจำนวนนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นบัณฑิตสาขาครุศึกษา ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการก็คือ จะปฏิรูปครูอย่างไร ซึ่งมีข้อเสนอของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ลงพิมพ์ใน มติชน เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2543) ที่เสนอให้ “ยกหรือแยกการฝึกหัดครูออกมาให้เด่นชัดในสถาบันราชภัฏ ในมหาวิทยาลัย การฝึกหัดครูต้องคัดคนเป็นพิเศษ ไม่ใช่คนเรียนเก่งอย่างเดียว แต่มีคุณลักษณะเหมาะกับการเป็นครูด้วย…ระหว่างเรียนต้องให้อยู่หอพักกินนอนแบบนักเรียนนายร้อย จปร.ได้รับเงินเดือนระหว่างเรียน ใครเรียนเก่งแต่ลักษณะนิสัยไม่เหมาะสมจะเป็นครูก็คัดเลือกออกระหว่างเรียนได้อีก อาจจะให้ไปเรียนบัญชี วิทยาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ จะเหลือแต่ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นครู เรียนจบบรรจุให้ทันที… จัดให้มีเงินเดือนสูงเป็นพิเศษ เพื่อชักจูงให้คนดีคนเก่งเป็นครู เงินเดือนครูให้เป็นไปทำนองเงินเดือนของผู้พิพากษา ของอัยการ…”
ข้อเสนอนี้กระทรวงศึกษาธิการไม่เคยสนใจ แต่ครูและองค์กรวิชาชีพครู รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการในปัจจุบันควรยกขึ้นมาพิจารณา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพประชากรไทยอย่างจริงจัง คงต้องออกแรงเชียร์
จารึก อะยะวงศ์
ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนวัดพุทธบูชา
[email protected]

