ชาวเขมร อพยพมาเอง ถูกกวาดต้อนมาอยู่ในสยามมหาศาล
ย้อนอดีตไปราว 400 ปี “ราชสำนักเขมร” รบราฆ่าฟัน ชิงอำนาจกันเองเสมอมาเพื่อทะยานขึ้นสู่ราชบัลลังก์… ฝ่ายแพ้ ก็หนีมาพึ่งพาราชสำนักสยาม เจ้านายเขมรพากันมาอยู่อาศัยในสมัยอยุธยาและชายขอบกรุงเทพฯ หลายระลอก รวมถึงที่สยามตั้งใจไปกวาดต้อนมา
ช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ กษัตริย์สยามโปรดฯให้พวกเขมรไปตั้งบ้านเรือนอยู่ชายขอบพระนครไกลโพ้น… มาจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า ชุมชนชาวเขมรตั้งอยู่ใจกลาง กทม.นี่เองนะครับ
รัชทายาทเขมรที่ต้องการขึ้นเป็นกษัตริย์ จะมีที่พึ่ง 2 ฝ่าย คือ สยาม และญวน ฝ่าย 1 ขอความช่วยเหลือจากสยาม และอีกฝ่าย 1 จะขอความช่วยเหลือจากญวน เหตุการณ์ลักษณะนี้ เคยเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ… สมัยอยุธยาโน่น
ญวนตระหนักดีว่าจะต้องเอาสมาชิกราชวงศ์ของเขมรมาเป็นพวกให้มากที่สุด และญวนจะต้องเป็นฝ่ายแต่งตั้งกษัตริย์เขมรให้ได้ เพื่อประชาชนชาวเขมรทั้งหลายมาอ่อนน้อมต่อญวนตามกษัตริย์เขมร
ราชสำนักสยามในอดีต ก็มีนโยบาย “แข่งอำนาจ” กับญวน อุ้มชูดูแล รัชทายาทเขมรแบบยกกันมาเป็นครอบครัว เขมรยุ่งเหยิงเสมอ หอบลูก-จูงหลานเข้ามาในสยามเรื่อยมา ต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยในหลวง ร.1 (ที่ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ.2325)
สมเด็จพระเจ้าตากสินฯนี่แหละ ที่ทรงฟื้นฟูอำนาจของสยามในเขมร
ย้อนไปในตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เขมรยังเป็น “รัฐบรรณาการ” ของอยุธยา แต่เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2 (พ.ศ.2310) แล้ว เขมรก็ตีตัวออกห่างไปสวามิภักดิ์กับญวน
วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ.2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรง “กอบกู้เอกราช” ทรงนำทัพขับไล่กองทัพพม่าออกไปจากอยุธยา (โดยใช้เวลาเพียง 7 เดือนหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2) ทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองเอก
พระราชภารกิจหลักคือ การฟื้นฟูพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์ ปราบปรามกลุ่มต่างๆ ที่ตั้งตัวเป็นกองทัพอิสระ รวมถึงประเทศราช
ในปี พ.ศ.2312 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระราชสาส์นไปถึงสมเด็จพระนารายณ์ราชาธิบดี กษัตริย์เขมรเตือนให้ส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองเหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
แต่กษัตริย์เขมรไม่ทรงยอมรับอำนาจของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ดังปรากฏพระราชดำริของพระองค์ในราชพงศาวดารว่า…
“พ.ศ.2314 ครั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จกลับลงมาจากเชียงใหม่ ทรงขัดเคืองเขมร จึงโปรดฯให้จัดทัพทั้งทัพบกและทัพเรือ ให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพยกกำลัง 10,000 ไปทางปราจีนบุรี พร้อมนำนักองค์โนน พระอนุชาของกษัตริย์เขมรที่หนีเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ที่กรุงธนบุรี ไปในกองทัพ เพื่อจะได้เกลี้ยกล่อมพวกเขมรด้วย ให้กองทัพบกโจมตีหัวเมืองรายทางเรื่อยไป
กองทัพจากกรุงธนบุรี สามารถยึดเมืองบันทายเพชรได้ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯให้ “นักองค์โนน” เป็นกษัตริย์ครองเขมร ทรงพระนามว่า พระรามราชาธิราช หรือพระรามาธิบดี
พระนารายณ์ราชาธิบดีที่ปกครองเขมรอยู่ เสด็จหนีไปพึ่งญวน แต่ขณะนั้นการเมืองภายในญวนไม่มั่นคงพอที่จะช่วยพระองค์ได้ มีดีลเฉพาะกิจ เจรจาปรองดองกันได้ พระนารายณ์ราชาธิบดีจึงยอมลดพระองค์เป็นมหาอุปโยราช ยอมให้พระอนุชาเป็นกษัตริย์ ตามความประสงค์ของพระเจ้ากรุงธนบุรี
ถือได้ว่า…พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแผ่พระราชอำนาจเหนือแผ่นดินเขมร เสมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี
ต่อมาพระมหาอุปราชถูกลอบปลงพระชนม์ พระมหาอุปโยราชก็สิ้นพระชนม์ด้วยพระโรคปัจจุบัน บรรดาขุนนางคิดว่าเป็นแผนของสมเด็จพระรามราชา จึงจับสมเด็จพระรามราชาถ่วงน้ำเสีย
กรุงกัมพูชาจึงเหลือเพียง นักองค์เอง พระโอรสของนักองค์ตน ซึ่งมีพระชนม์เพียง 4 ชันษา ปกครองโดยมี ฟ้าทะละหะ (มู) ว่าราชการแทน ซึ่งฟ้าฟ้าทะละหะ (มู) หันไปฝักใฝ่ญวน ไม่ยอมอ่อนน้อมต่อกรุงธนบุรี
สมเด็จพระเจ้าตากสินฯจึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ต่อมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นในหลวง ร.1) และเจ้าพระยาสุรสีห์ยกทัพไปปราบปราม และมีพระบรมราชโองการให้อภิเษกสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ขึ้นครองกรุงกัมพูชา
ฝ่ายฟ้าทะละหะ (มู) ก็ไปขอกำลังจากญวนมาช่วยทัพกรุงธนฯ ตีเมืองรายทางได้ จนถึงเมืองบันทายเพชรซึ่งเป็นเมืองหลวง ส่วนทัพญวนตั้งคุมเชิงอยู่ที่เมืองพนมเปญ
เกิดเหตุกบฏในกรุงธนบุรี…
สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ต้องยกทัพกลับกรุงธนบุรี ด้วย “พระยาสรรค์” กับพวกก่อกบฏชิงราชสมบัติจากพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยขอให้พระองค์สละราชสมบัติ แล้วให้ไปทรงผนวชที่วัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) คุมพระองค์ไว้ที่พระอุโบสถหลังเก่า จากนั้นพระยาสรรค์ก็ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
เกิดการแบ่งฝ่ายของขุนนางสยามในราชสำนัก ระหว่างพวกที่ยังจงรักภักดีต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี และพวกพระยาสรรค์
ไหนๆ เมื่อเข้าไปถึงดินแดนเขมร และต้องถอนกำลังกลับกรุงเทพฯ กองทัพของสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตัดสินใจกวาดต้อนเชลยศึกนับหมื่นคนถูกบังคับให้เดินเท้าเข้ามาในกรุงเทพฯ เหตุเพราะเวลานั้นกรุงเทพฯต้องการกำลังคนในการก่อสร้างคูเมือง รวมถึงสิ่งปลูกสร้างในพระนคร
มีบันทึกว่า ชาวเขมรกลุ่มนี้ ถูกสั่งให้ไปตั้งที่พักอาศัยเป็นหมู่บ้านบริเวณฝั่งตะวันออกของคูเมือง ต่อเนื่องไปจนถึงวัดจางวางดิส (วัดดิสานุการาม บริเวณถนนวรจักร ใกล้โรงพยาบาลกลางในปัจจุบัน)
ในเวลาต่อมา…ในหลวง ร.3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ชาวเขมรเหล่านั้นมาตั้งบ้านเรือนอาศัยรวมกันอยู่บริเวณที่เรียกว่า “เกาะเขมร” ชาวเขมรเหล่านี้มีฝีมือการทำบาตรพระติดตัวมาด้วย จึงได้ประกอบอาชีพทำบาตรพระ จนกลายเป็นบริเวณที่เรียกว่า “ชุมชนบ้านบาตร”
เป็นข้อสันนิษฐานว่า ชาวเขมรกลุ่มนี้ น่าจะเป็นต้นกำเนิดของชุมชนบ้านบาตร บริเวณสี่แยกเมรุปูน ถนนบำรุงเมือง กทม. ที่มีช่างฝีมือในการทำบาตรพระมาอย่างยาวนาน ซึ่งในอดีต ผลิตภัณฑ์บาตรพระจากชุมชนนี้ถูกส่งไปจำหน่ายที่ตลาดเสาชิงช้าและสำเพ็ง ต่อมาก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนไทยและคนเขมรเข้าด้วยกัน
เมื่อสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกทัพกลับมาถึงกรุงธนบุรี เมื่อวันเสาร์ เดือน 5 แรม 9 ค่ำ จัตวาศก จุลศักราช 1444 ตรงกับวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 พระยาสรรค์เกิดความเกรงกลัว… ยอมแพ้
บรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในวัง จึงเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงนามพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ในหลวง ร.1
กลุ่มชนชั้นนำเขมรยังทยอยอพยพเข้ามาด้วยหลายระลอก
หลังจากในหลวง ร.1 ทรงขึ้นครองราชย์ สยามได้เชิญพระบรมวงศานุวงศ์จำนวน 5 พระองค์มาจากกัมพูชา เนื่องจากเกิดปัญหาระหว่างสยามกับกัมพูชา หนึ่งในนั้นคือ นักองค์เอง มาพำนัก ณ วังหน้า ภายใต้การอุปถัมภ์ของอุปราช…
เมื่อชนชั้นเจ้านายเขมรอพยพย้ายมาพำนักที่กรุงเทพฯ เหล่าบริวารขุนนางและครอบครัว ไพร่พล ตลอดจนผู้ติดตามมากมายพลัดถิ่นมาด้วยเช่นกัน กลุ่มชาวเขมรเหล่านี้ได้รับพระราชทานที่ดินให้อยู่แถบบ้านโรงไหมและบางลำพูบน ซึ่งอยู่นอกเขตศูนย์กลางเมือง
โดยขุนนางนั้นถูกจัดให้อาศัยบริเวณทิศเหนือของวังหน้า ส่วนไพร่พลอาศัยนอกป้อมปราการตรงข้ามฝั่งคูเมือง ซึ่งก็คือ บางลำพูบน… (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับ 7 มิถุนายน พ.ศ.2568…)
ถือได้ว่า ชาวเขมรในอดีต อพยพ ถูกกวาดต้อนเข้ามาสยาม วันเวลาผ่านไป…ชาวเขมรก็ใช้ชีวิตเป็นปกติเช่นประชากรสยาม
การผสมกลมกลืนไม่ใช่เรื่องยาก…เพราะชาวเขมรส่วนใหญ่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท ช่วงเข้าพรรษาจะมีประเพณีกันซง ซึ่งเป็นประเพณีการถือศีล นำอาหารไปทำบุญที่วัด 8 วัน หรือ 15 วัน นอกจากนั้นยังมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ
เขมรบางส่วนก็นับถือคริสต์ศาสนาที่ฝรั่งเศสนำไปเผยแพร่
มีพิธีสู่ขวัญ ขวัญนาค โกนจุก ยกเสาเอก ขึ้นบ้านใหม่ พิธีมอม็วด เป็นพิธีที่ทำเพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย โดยผู้เข้าทรงจะเชิญวิญญาณมาเข้าสู่ร่าง และจะมีผู้คอยซักถามว่าเหตุใดถึงได้เจ็บป่วย นอกจากนั้นชาวเขมรยังเชื่อเรื่องโชคลาง ของขลัง ฤกษ์ยามเครื่องราง ของขลังบางอย่างสามารถป้องกันภัยและรักษาโรคได้
ขอแถมเป็นข้อมูล …ชุมชนชาวเขมรที่สามเสนครับ
ในช่วงรัชสมัยของในหลวง ร.1 กองทัพสยามกวาดต้อนผู้คนจากดินแดนเขมรมาประมาณ 550 คน เป็นกลุ่มชาวเขมรนับถือศาสนาคริสต์ โดยโปรดฯ ให้ชาวเขมรคริสต์เหล่านี้ไปอยู่รวมกับชาวโปรตุเกสที่นับถือคริสต์ที่อพยพมาจากอยุธยาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาแตก ณ พื้นที่ทุ่งสามเสน ชายขอบพระนคร
มีเรื่องเล่าว่า…ชาวเขมรได้นำรูปสลักพระแม่มารี หรือพระแม่ขนมจีน หรือพระแม่ตุ้งติ้ง มาด้วย ภายหลังมีการอัญเชิญรูปสลักนี้กลับกัมพูชา แต่ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ทำให้ไปต่อไม่ได้ จึงนำกลับมาประดิษฐาน ณ วัดคอนเซ็ปชัญ ตามเดิม
ด้วยเหตุที่มีชาวเขมรเข้ามาตั้งถิ่นฐานภายในชุมชนสามเสน จึงทำให้วัดคอนเซ็ปชัญมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง คือ วัดเขมร
วัดคอนเซ็ปชัญแห่งพระแม่เจ้า หรือ Immaculate Conception Church เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ในซอยสามเสน 11 ถนนสามเสน แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กทม.
มีข้อมูลเรื่องชาวเขมรตั้งถิ่นฐานในสยามหลากหลายสำนัก แยกย้ายกันไปหลายพื้นที่ของสยามที่แสนจะกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์
ที่จังหวัดราชบุรี กรมศิลปากร ไปสำรวจมา พบว่า มีเขมร 2 กลุ่ม
คือ กลุ่มเขมรลาวเดิม ถูกกวาดต้อนมาจากทางเหนือ กลุ่มนี้ที่ตั้งบ้านเรือนใน อ.เมือง อ.ปากท่อ อ.วัดเพลง อ.บางแพ เขมรลาวเดิมมีภาษาพูดสำเนียงคล้ายภาษาอีสาน ศัพท์สำนวนบางคำคล้ายกับภาษาไทยเหนือและอีสาน เช่น คำว่า พูด = เว้า ปวดฟัน = ปวดแข้ว ไม่กลัว = บ่ย่าน เป็นต้น
กลุ่มเขมรจากเมืองบารายและโพธิสัตว์ โดยถูกกวาดต้อนครัวมาแต่ครั้งกรุงธนบุรี ในคราวที่เจ้าพระยาจักรี และเจ้าพระยาสุรสีห์ไปตีเขมร และกวาดต้อนครัวเขมรประมาณหมื่นเศษเข้ามายังกรุงธนบุรี และโปรดฯให้ไปตั้งบ้านเรือนที่เมืองราชบุรีเพื่อเป็นกำลังในการสู้รบกับพม่า ชาวเขมรรุ่นปู่ย่าตายายล้วนพูดภาษาเขมร เคยเป็นกองเลี้ยงช้างไว้ทำสงคราม และเลี้ยงช้างให้หลวง กลุ่มนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งแม่น้ำแม่กลองด้านทิศตะวันออก คือ อ.เมือง อ.โพธาราม
คน คือ ทรัพยากรครับ…บรรพบุรุษสยามมีวิสัยทัศน์ กล้าคิด กล้าลงมือทำ ช่วงสร้างบ้าน สร้างเมือง ก็ไปกวาดต้อนผู้คนเข้ามาหลายกลุ่ม เหนือ-ใต้-ออก-ตก จัดพื้นที่ให้เฉพาะกลุ่มเพื่อทำมาหากิน วันเวลาผ่านไปก็ผสมกลมกลืนกันไป ประเทศไทยแทบไม่มีปัญหาเรื่องชาติพันธุ์ ในที่สุดกลายเป็น “รัฐชาติ” ประเทศอื่นๆ ในโลกนี้ก็ผสมกลมกลืนกันได้
“ผู้นำ” ที่พยายามสร้างความสำคัญให้ตัวเอง สร้างลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง เพื่อผลประโยชน์ตัวเอง เพราะมีปมด้อย…คนพวกนี้…น่ากลัวที่สุด
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

