หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ที่ทางของจริยธรรมทางการเมือง ในสังคมประชาธิปไตย

8.07.25 | 13:29 น.

ในความเข้าใจกว้างๆ ของรัฐศาสตร์ จริยธรรมทางการเมือง (political ethics) และคุณธรรมทางการเมือง (political morality) มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือแทนที่กันได้ในระดับกว้างๆ โดยมีความหมายถึงการศึกษาและการกระทำในการนำเอาหลักการการประเมินคุณค่าทางศีลธรรมมาใช้กับประเด็นทางการเมือง ทั้งในแง่การกระทำทางการเมืองและตัวกระทำทางการเมืองทั้งหลาย

ในแง่นี้จริยธรรมทางการเมืองจึงระบุถึงมาตรฐานทางจริยธรรรมและหลักการที่ชี้นำพฤติกรรมของตัวกระทำการทางการเมือง สถาบันทางการเมือง และระบบการเมือง เพื่อให้หลักประกันว่าการตัดสินใจทางการเมืองและการกระทำทางการเมืองต่างๆ นั้นเป็นไปในทางเดียวกับคุณค่ากว้างๆ ทางศีลธรรม และความคาดหวังทางสังคม

โดยทั่วไปจริยธรรมทางการเมืองถูกแบ่งออกเป็น 2 สาขาย่อย หนึ่งคือ จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยกระบวนการ และจริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะ

เกี่ยวข้องกับตัวผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งมีสถานะเป็นบุคคลสาธารณะและวิธีการของเขาในการตัดสินใจ

จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะหมายถึงการให้คุณค่าในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับตัวนโยบายและกฎหมายแต่ละเรื่อง

Advertisement

ทั้งนี้ ในการพิจารณาเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองมันย่อมเกี่ยวพันกับเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งแต่ละคนมีรากฐานทางจริยธรรมที่ต่างกัน โดยเรื่องของรากฐานของจริยธรรมที่ต่างกันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน “ประเด็น” เรื่องจริยธรรมทางการเมือง อาทิ ประเด็นเรื่องจริยธรรมทางการเมืองที่นักปรัชญาการเมืองสายหนึ่งเอาจริงเอาจังมากในข้อถกเถียงคือเรื่อง “ความยุติธรรม” (justice) เรื่องนี้คนที่มีรากฐานในเรื่องจริยธรรมอาจจะตีความและประเมินคุณค่าต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายก็รู้สึกว่าเรื่องของความยุติธรรมนั้นเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในเรื่องจริยธรรมทางการเมือง

ในรายละเอียดอีกนิดหนึ่ง จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยกระบวนการนำไปสู่ข้อถกเถียงสำคัญ เช่น ผู้นำสามารถทำสิ่งที่ผิดกระบวนการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องได้ไหม? รวมไปถึงประเด็นที่ว่าผู้นำของเขาจะต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมสูงกว่าประชาชนในประเทศไหม อาทิ เรื่องของความประพฤติส่วนตัว และจะต้องไม่เอาตำแหน่งหน้าที่สาธารณะไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ซึ่งเรื่องนี้ก็รวมไปถึงผู้นำทางการเมืองในระดับขบวนการขับเคลื่อนด้วย เมื่อเขาเข้าสู่ปริมณฑลทางการเมืองเขาก็เป็นบุคคลสาธารณะ

ขณะที่จริยธรรมทางการเมืองว่าด้วยเรื่องของนโยบายสาธารณะมีความหมายใน 2 มิติ หนึ่งคือ ในฐานะผู้นำทางการเมืองเขาจะต้องเข้าใจถึงความหลากหลายของรากฐานในเรื่องจริยธรรม แต่จะต้องเป็นผู้ตัดสินใจท่ามกลางความหลากหลายของรากฐานเหล่านั้น ทั้งนี้ ก็ต้องอยู่ภายใต้ของกรอบทางกฎหมาย และมิติที่สองคือ เรื่องของการถกเถียงกันเรื่องเป้าหมายของนโยบาย อาทิ เป้าหมายของนโยบาย หรือการกระทำเป็นเรื่องของการรักษาอธิปไตยของชาติ หรือเป็นเรื่องของการร่วมมือกันพัฒนาพื้นที่ของทั้งสองชาติที่ยังตกลงไม่ได้เรื่องเส้นเขตแดน

ตัวอย่างอื่นๆ ก็เช่นเรื่องของการเก็บภาษีแบบก้าวหน้าดีไหม หรือแบบที่รวยเสียน้อย หรือควรมีระบบโควต้าในการเข้ามหาวิทยาลัยของคนด้อยโอกาส หรือให้เป็นการแข่งขันกันทั้งหมด หรือสิทธิในการทำแท้ง หรือเรื่องของการประกันสุขภาพแห่งชาติ เรื่องแบบนี้แบบไหนยุติธรรมกว่ากัน เป็นธรรมกว่ากัน

จากที่กล่าวมาแล้วนั้นจะพบว่าอีกมิติที่สำคัญในเรื่องของจริยธรรมทางการเมืองก็คือ เรื่องของความสัมพันธ์ของจริยธรรมทางการเมืองกับมิติของประชาธิปไตย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ว่าตกลงจริยธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องที่เป็นศีลที่กำกับประชาธิปไตยจากภายนอก หรือเป็นคุณธรรมที่ต้องมีจากภายในเพื่อให้ประชาธิปไตยนั้นไปรอด

หมายถึงว่าประชาธิปไตยนั้นหมายถึงอะไรก็ได้ ขอให้เป็นที่ชื่นชอบ และมาจากการเลือกตั้งตามเวลา

หรือว่ามันต้องมี “ศีลขั้นต่ำ” หรือ “กติกา” บางอย่างที่ต้องมีเพื่อให้ประชาธิปไตยมันไปรอด เหมือนเป็นเงื่อนไขแบบ “ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด” อะไรทำนองนี้เพื่อให้ประชาธิปไตยทำงานอย่างมีประสิทธิผลและเป็นธรรม ไม่ลากไปแบบสามารถโหวตฆ่าคนได้ หรือทำให้ประชาธิปไตยตกต่ำจนกลายสภาพไปเป็นรูปแบบการปกครองอื่นโดยทำลายตัวเอง หรือลดทอนคุณค่าของตัวเอง เช่น การต้องจำกัดเสรีภาพในบางเงื่อนไขเอาไว้บ้าง หรือต้องมีกฎเกณฑ์บางประการที่ประชาธิปไตยจะต้องถูกกำกับเพื่อให้มันอยู่รอด

อธิบายง่ายๆ ว่ามีเส้นแบ่งที่บางระหว่างประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ และเผด็จการเสียงข้างมากที่อาจถูกครอบงำและสุดท้ายทำลายประชาธิปไตยไปเอง

อาจจะมีตัวอย่างสัก 5 ประการ ที่เชื่อมโยงให้เห็นระหว่างประชาธิปไตยกับจริยธรรมทางการเมือง

1.ความชอบธรรมเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย สิ่งนี้จะแข็งแรงทนทานยั่งยืนได้ก็ด้วยการมีจริยธรรมทางการเมืองที่เน้นเรื่องการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจต่อระบบการเมืองและผู้ใช้อำนาจ (ซึ่งต่างกับการสร้างความชอบธรรมด้วยระบอบการเมืองอื่นที่อาจใช้ความกลัว หรือกำลังกดปราบ)

2.การปกป้องสิทธิของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญ จริยธรรมทางการเมืองที่จะต้องมีก็คือ การปกป้องเสียงข้างน้อยและเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน

3.ความพร้อมรับผิดเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย โดยจริยธรรมทางการเมืองที่ต้องมีก็คือเรื่องของการเรียกร้องถึงความโปร่งใส และความรับผิดชอบของผู้นำ

4.การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นเงื่อนไขสำคัญของประชาธิปไตย จริยธรรมทางการเมืองที่ต้องมีคือ การส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมที่เปิดกว้างและเคารพซึ่งกันและกัน เรื่องนี้ถ้าขยายความว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ก็คงจะต้องเป็นเรื่องของการเลือกตั้งที่จะต้องเสรี เป็นธรรม สม่ำเสมอ และมีความหมายต่อประชาชน

5.ประชาธิปไตยก็ต้องการคุณภาพของการตัดสินใจ แต่การตัดสินใจก็ต้องถูกกำหนดอยู่ในกรอบจริยธรรมของการส่งเสริมความเสมอภาค หลักเหตุผล และการเข้าใจผลประโยชน์ส่วนรวม

เขียนมาอย่างยืดยาวก็เพื่อตั้งหักตั้งเกณฑ์กันไว้ก่อน ซึ่งผมคิดว่าคนทั่วไปที่มีเหตุมีผลก็คงจะรับได้แหละครับว่าจริยธรรมทางการเมืองมันควรมีที่ทางในสังคมประชาธิปไตย โดยเฉพาะในประเทศไทย คำถามในสังคมไทยเอาเข้าจริงอาจจะมี 2 เรื่องที่เป็นเรื่องที่ท้าทาย

หนึ่งคือ เรายอมรับได้ไหมว่าแต่ละเรื่องในสังคมนี้มีรากฐานทางจริยธรรมทางการเมืองที่แตกต่างกันได้ คือฟังกันและอดทนกันพอไหมในฐานะคนร่วมสังคมเดียวกัน และเรามีผู้นำที่กล้าหาญพอที่จะยอมรับไหมว่าในการตัดสินใจแต่ละเรื่องมันมีคนที่คิดแตกต่างกัน

เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกที่น่าหนักใจ เพราะคิดต่างอาจเท่ากับผิดจริยธรรมได้

สองคือ ใช่ว่าสังคมนั้นไม่ควรมีการพิจารณาเรื่องจริยธรรมทางการเมือง แต่ใคร หรือสถาบันทางการเมืองใด กลไก และกระบวนการอะไรในการตัดสินการละเมิดจริยธรรม และแค่ไหนที่เรียกว่าร้ายแรง รวมไปถึงโทษที่ต้องได้รับนั้น “ได้สัดส่วน” กับความผิดหรือไม่ อีกทั้งผู้ที่ตัดสินว่าใครละเมิดจริยธรรมมีที่มาและความชอบธรรมทางอำนาจอย่างไร

เรื่องที่เขียนนี้ไม่ง่ายเลย เพราะในโลกแห่งความจริง ตัวกระทำทางการเมืองจำนวนมากไม่ได้พยายามเล่นตามกติกา ขณะที่แนวโน้มของการกำกับดูแลก็มักจะคาดหวังกับอภิมหามนุษย์ และการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนเพื่อให้หลาบจำและกลัว ซึ่งผลที่คาดหวังอาจไม่ได้ทำให้ระบบดีขึ้น และจริยธรรมทางการเมืองทำงานได้จริง

จริยธรรมทางการเมืองบางทีมีเส้นที่เบลอ ต้องตีความถกเถียง หาข้อยุติ แต่มันก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เช่น ต้องรอให้ครบ 4 ปีไหมกับรัฐบาลที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบธรรม เราควรขับไล่รัฐบาลไหม ขับไล่แบบไหน เช่น ลาออก ยุบสภามาตัดสินกันใหม่ หรือสร้างสถานการณ์ให้การแทรกแซงด้วยกลไกอื่นทำงาน

ผมไม่ได้คิดไปถึงขั้นว่าศาลรัฐธรรมนูญต้องมาจากการเลือกตั้ง หรือควรยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญไปเลย เพียงแต่ในหลายครั้งการถกเถียงเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะในเรื่องของ “คำตัดสิน” มันยังไม่ได้ถูกนำมาถกเถียงวิเคราะห์ในสังคมให้เหตุผลสาธารณะในระยะยาวมันลึกซึ้งขึ้น มากกว่าลุ้นแต่ “ผลการตัดสิน” และการได้มาขององค์กรอิสระของประเทศเรามันค่อนข้างคับแคบ เพราะมันบีบให้คนที่จะมีคุณสมบัติมีฐานคติที่คล้ายกันมากจนเกินไป คือต้องเป็นคนที่อยู่ในระบบ หรือ “เทียบเท่า” ข้าราชการผู้ใหญ่ นั่นแหละครับ

ในอีกส่วนหนึ่งหากสังคมมีการถกเถียงที่เข้มข้นเสียงต่างๆ มันก็จะสะท้อนขึ้นไปยังองค์กรอิสระเหล่านี้ด้วย ไม่ใช่รอฟังจากบนลงล่างอย่างเดียว

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์