หน้าแรก คอลัมนิสต์ พลังแห่งคนรุ่...

พลังแห่งคนรุ่นใหม่ที่นครนิวยอร์ก

9.07.25 | 11:05 น.

พลังแห่งคนรุ่นใหม่ที่นครนิวยอร์ก

ในเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2568 ทั่วทั้งนครนิวยอร์กตื่นขึ้นมาพร้อมกับข่าวพลิกวงการการเมืองแบบหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อ นายโซห์ราน มัมดานี (Zohran Mamdani) วัย 33 ปี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐนิวยอร์กผู้เป็นมุสลิม เป็นแร็พเปอร์ (นักร้องเพลงประเภทฮิพ-ฮอพประเภทเดียวกับเพลง “ประเทศกูมี” ของไทยนั่นแหละ) เป็นลูกชายผู้กำกับภาพยนตร์หญิงชาวอินเดียที่มีชื่อเสียง เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย-ยูกันดาและเป็นนักสังคมนิยมประชาธิปไตยได้เบียดคว้าชัยชนะเหนืออดีตผู้ว่าการมลรัฐนิวยอร์ก คือ นายแอนดรูว์ คูโม่ ในการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคเดโมแครต ด้วยคะแนน 56% ต่อ 44% ในรอบที่สามของระบบโหวตแบบจัดอันดับ (ranked-choice voting เป็นระบบการลงคะแนนที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถจัดอันดับผู้สมัครตามความชอบได้ โดยผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงข้างมากเมื่อมีการจัดอันดับตามลำดับความชอบจะชนะการเลือกตั้ง ระบบนี้ช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถแสดงความชอบได้อย่างละเอียด และทำให้มั่นใจได้ว่าผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง) โดยชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลฝัน หากแต่เป็นการโค่นกรอบเก่าของอำนาจการเมือง ที่สะท้อนว่านครนิวยอร์กที่เป็นนครแห่งความหลากหลายนี้ เปิดรับผู้นำรุ่นใหม่ที่กล้าเปลี่ยนระเบียบเดิม และเป็นเครื่องยืนยันว่าการเลือกตั้งของประชาธิปไตยแบบจัดอันดับมีศักยภาพพลิกเกมการเมืองได้จริง

นายโซห์ราน มัมดานี เกิดที่กรุงกัมปาลา ประเทศยูกันดา บิดาเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยชื่อ มามูด มัมดานี และมารดาเป็นชาวอินเดีย ชื่อ นางมีร่า แนร์ เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อ แม้ว่านายมัมดานีจะเติบโตในประเทศแอฟริกาใต้ (ประเทศเดียวกับนายอีลอน มัสก์) และอพยพมาอาศัยที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่รากเหง้าความหลากหลายแห่งวัฒนธรรมยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขาเสมอ

นายโซห์ราน มัมดานี สำเร็จชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนในนครนิวยอร์ก และจบปริญญาตรีด้านแอฟริกันศึกษาจากวิทยาลัยโบเดียน (Bowdoin College) เขาเริ่มต้นทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านที่อยู่อาศัย (housing counselor) ช่วยคนจนผิวสีในเขตควีนส์ให้ไม่ถูกขับไล่จากที่อยู่เพราะระบบการเคหะที่ซับซ้อนของนครนิวยอร์ก และผันตัวสู่โลกการเมืองในฐานะผู้จัดการการเลือกตั้งของบรรดาผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งในตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ จนกระทั่งมีประสบการณ์เพียงพอนายมัมดานีจึงได้ลงสมัครชิงชัยในตำแหน่งผู้แทนราษฎรของมลรัฐนิวยอร์ก ใน พ.ศ.2563 และชนะคะแนนเหนือผู้แทนราษฎรคนเดิมอย่างขาดลอยด้วยการหาเสียงว่า “คนรุ่นใหม่คือพลัง” ด้วยความคิดความอ่านตลอดจนทัศนคติของคนรุ่นใหม่จากการเปิดเผยตัวตนความเป็นแร็พเปอร์ของเขาและอุดมการแบบสังคมนิยมประชาธิปไตยอย่างไม่ปิดบัง

ต่อมานายมัมดานีได้รับการเลือกตั้งใหม่เป็นผู้แทนราษฎรของมลรัฐนิวยอร์กอีกสองครั้ง ทั้งนี้ เขาเป็นชาวเอเชียใต้คนแรก และเป็นชาวมุสลิมคนที่สามในสภาผู้แทนราษฎรของมลรัฐนิวยอร์ก แม้ช่วงแรกๆ ชาวนครนิวยอร์กส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จักนายมัมดานีมากนัก แต่ผลงานที่โดดเด่นของนายมัมดานี ซึ่งเน้นการกระจายความมั่งคั่ง พร้อมทำให้คนเข้าถึงสาธารณูปโภคได้ง่ายขึ้น อาทิการผลักดันโครงการนำร่อง ที่ทำให้รถบัสบางคันให้บริการฟรีเป็นเวลา 12 เดือน นโยบายสนับสนุนค่าเลี้ยงดูเด็กแบบถ้วนหน้า มัมดานีเห็นด้วยกับค่าแรงขั้นต่ำชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์สหรัฐ การตรึงอัตราค่าเช่าของบ้านที่อยู่อาศัย และส่งเสริมซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ดำเนินการโดยเทศบาล ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้จะต้องจ่ายด้วยภาษีจากชาวนิวยอร์กผู้ที่มีรายได้สูงสุด 1% ก็สร้างชื่อเสียงให้เขามากขึ้นเรื่อยๆ

Advertisement

การหาเสียงในการเลือกตั้งเบื้องต้นเพื่อเป็นนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กครั้งนี้ นายมัมดานีก็ได้ยืนหยัดในนโยบายเพื่อชนชั้นกลางและคนรายได้น้อยโดยการสะท้อนตัวตนอย่างแท้จริงด้วยนโยบายการส่งเสริมการขนส่งสาธารณะฟรี เพิ่มสถานที่ดูแลเด็ก การมีร้านค้าสาธารณะของเทศบาลทุกเขตในนครนิวยอร์กเพื่อช่วยลดค่าครองชีพของคนรายได้น้อย การลดค่าสาธารณูปโภค จนถึงมุ่งมั่นที่จะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นชั่วโมงละ 30 ดอลลาร์สหรัฐภายใน พ.ศ.2573 โดยมัมดานีมองว่า นิวยอร์กเป็น “เมืองที่ร่ำรวยที่สุด ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุด ในประวัติศาสตร์ของโลก แต่ชาวนิวยอร์ก 1 ใน 4 คนกลับต้องอยู่อย่างยากจน”

ทีมงานหาเสียงของนายมัมดานีใช้งบผลิตวิดีโอแค่ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่ดึงอิทธิพลจากอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่อย่างนายนิค มัลเลน (Nick Mullen) และนายเจฟฟรี ซีล (Jeffrey Seal) มาสร้างมุขตลก เสียดสีคูโม่ ทำให้คนรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z รู้สึกเข้าถึงง่ายขึ้น และหนึ่งในมุมกล้องไวรัล คือ มัมดานีเดินเท้าตลอดแมนฮัตตัน ให้เห็นภาพจริงของเมือง เป็นสัญลักษณ์ถึงความใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งต่างจากนโยบายของคูโม่ที่ไม่เข้าถึงคนรุ่นใหม่

กลไกการเลือกตั้งแบบ ranked-choice voting เปิดช่องให้ผู้สมัครรองอย่างนายมัมดานีได้รับการโอนคะแนนจากผู้สนับสนุนผู้สมัครคนอื่นๆ เมื่อผลของการเลือกตั้งรอบแรกยังไม่มีผู้ใดได้เกิน 50% เพราะที่น่าทึ่งคือคู่แข่งหลักอย่างนายบราด แลนเดอร์ และนายไมเคิล เบลค ต่างตัดสินใจสนับสนุนนายมัมดานีขึ้นเป็นอันดับสอง จึงช่วยรวมคะแนนกองหนุนกลุ่มเดโมแครตสายใหม่ ส่งคะแนนกระโจนข้ามนายคูโม่ไปถึง 56% ในรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย

มัมดานีให้สัมภาษณ์ภายหลังที่เขาได้ชัยชนะว่า “ผมไม่คิดว่าเราควรมีมหาเศรษฐีในช่วงเวลาแห่งความไม่เท่าเทียมกันเช่นนี้ และท้ายที่สุด สิ่งที่เราต้องการมากขึ้น ก็คือความเท่าเทียมกันในเมืองของเรา ในมลรัฐของเรา และในประเทศของเรา” เนื่องจากนโยบายหาเสียงของมัมดานีที่สำคัญคือการผลักภาระภาษีไปยังบ้านที่มีราคาแพงกว่า ในย่านที่ร่ำรวยและคนผิวขาวมากกว่า ซึ่งหากเขาได้เป็นนายกเทศมนตรีของนิวยอร์ก เขาจะมีอำนาจในการเสนอให้ขึ้นภาษีทรัพย์สิน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา และผู้ว่าการของมลรัฐนิวยอร์กอยู่ดี

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์