หากพิจารณาผ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) ภายหลังมีคนของ โจรโพกผ้าเหลือง แทนที่จะนำ หนังสือลับ ไปให้กับ ฮองสี ขันทีซึ่งเป็น สาย ของตนในราชสำนักกลับนำเอาหนังสือลับนั้นไปให้ขุนนางกราบทูลพระเจ้าเลนเต้
พระเจ้าเลนเต้จึงให้โฮจิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่ ยกกองทัพไปจับม้าอ้วนยี่ซึ่งเอาของกำนัลไปให้ฮองสี ขันที มาฆ่าเสีย
จับฮองสี ขันที ใส่คุกไว้
นั่นย่อมเป็นจุดเริ่มต้นแห่งบทบาทของโฮจิ๋น ขุนนางผู้ใหญ่
ขณะเดียวกัน เมื่อโฮจิ๋นจัดทัพไปแล้วแต่ไม่สามารถจัดการได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากสถานการณ์เป็นอย่างที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุ
ชาวบ้านทั้งปวงพากันเข้าด้วยกับเตียวก๊ก ต่างโพกผ้าเหลืองกันทุกคน เบ็ดเสร็จมีกำลังพลถึงสี่ห้าสิบหมื่นคน เป็นคณะโจรที่เข้มแข็งใหญ่โตมากจนทหารหลวง ไม่สามารถต้านทานได้ถูกตีแตกกระเจิดกระเจิง
จึงนำไปสู่สถานการณ์ใหม่ จังหวะก้าวใหม่ทางการเมือง การทหาร
สํานวน วรรณไว พัธโนทัย เบื้องหน้าสถานการณ์ที่บานปลายเช่นนั้นโฮจิ๋นจึงรีบกราบทูลขอให้ทรงมีพระราชโองการเร่งไปยังหัวเมืองทุกหนทุกแห่งให้เตรียมกำลังรบพุ่งไว้ให้พร้อมสรรพ กับให้ประกาศปูนบำเหน็จให้แก่ผู้สามารถปราบโจรโพกผ้าเหลืองด้วย
อีกด้านหนึ่ง มีรับสั่งให้โลติด 1 ฮองฮูสง 1 จูฮี 1 ล้วนเป็นนายทหารรักษาพระองค์ คุมกำลังออกปราบโจร
ให้ยกไปเป็น 3 ทาง
เจาเจ้งเสนอว่า ทหารโจรมีมาก แต่ทหารของเรามีน้อย เราต้องเร่งระดมพลสู้กับมันโดยเร็วเถิด
เล่าเอี๋ยนเห็นด้วย จึงสั่งให้ปิดป้ายประกาศรับสมัครทหารอาสาทั่วทุกตำบล
นี่ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นและความต่อเนื่อง เริ่มต้นจากราชสำนักโดยโฮจิ๋นมีบทบาทสำคัญ ต่อเนื่องไปยังแต่ละเมืองแต่ละแคว้น เพื่อร่วมในการปราบปรามกับโจรโพกผ้าเหลือง
คำถามก็คือ โฮจิ๋นเป็นใคร เหตุปัจจัยใดจึงเข้ามามีบทบาท
พลิกหนังสือ พิชัยสงคราม สามก๊ก จากการเรียบเรียงโดย สังข์ พัธโนทัย ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 โดยสำนักพิมพ์ธรรมชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2541 ไปยังภาคว่าด้วยนามานุกรมบุคคลในสามก๊ก
ที่หน้า 703 จะปรากฏชื่อของ โฮจิ๋น หรือ เหอจิ๋น
ระบุว่าเป็นชาวเมืองอ่วน (ชื่อเดิมของมณฑลอันฮุย) มีฉายาว่า สุยเกา เดิมเป็นคนฆ่าสัตว์ พอ โฮเฮา น้องสาวได้เป็นพระสนมของพระเจ้าเลนเต้ ก็กลายเป็นผู้มีอำนาจขึ้น
และเมื่อโฮเฮาได้เป็นอัครมเหสีโฮจิ๋นก็ได้เป็น ต้าเจียงจวิน (จอมพล) มีบรรดาศักดิ์เป็น เส้นโหว (พระยา)
เป็นคนทึ่มไม่มีความรู้ทางการทหารและการปกครองบ้านเมือง
การประสานระหว่างกำลังจากราชสำนักเข้ากับกำลังในท้องถิ่นทำให้สามารถได้ชัยชนะโดยพื้นฐานต่อการลุกขึ้นสู้ของโจรโพกผ้าเหลือง และทำให้อำนาจของโฮจิ๋นมีมากขึ้นไปด้วย
รากฐานและเส้นทางแห่งอำนาจของโฮจิ๋นจึงสำคัญ
จํ าเป็นต้องย้อนกลับไปศึกษางานเขียนอย่างน้อยก็ 2 งานเขียน 1 คือ ประวัติศาสตร์จีน ของ ทวีป วรดิลก 1 ก็คือ มหาอาณาจักรฮั่น อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหาร ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
ทวีป วรดิลก ประเมินด้วยความมั่นใจว่า ผลสำคัญที่ได้จากกบฏโพกผ้าเหลืองที่เห็นกันโดยชัดแจ้งก็ได้แก่ อำนาจการปกครองของราชสำนักฮั่นสลายลง เพราะในการปราบกบฏโพกผ้าเหลืองนั้นผู้ที่บังคับ บัญชากำลังทหารเข้าสู้รบได้แก่แม่ทัพหรือขุนศึก
ซึ่งส่วนใหญ่หรือแทบทั้งหมดมาจากตระกูลเจ้าที่ดินใหญ่ๆ ที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพส่วนตัวของตนจนสามารถพิชิตกบฏโพกผ้าเหลืองได้
แต่อำนาจและอิทธิพลของขุนศึกประจำถิ่นยังคงมีต่อไปอีก
ในตอนปลายรัชสมัยจักรพรรดิหลิงตี้ขันทีมีอำนาจอยู่ในราชสำนักและก็สร้างความยุ่งยากขึ้นมาก ภายหลังกบฏโพกผ้าเหลืองถูกปราบแล้วในปี ค.ศ.189 หลิงตี้ก็สิ้นพระชนม์
โอรสองค์ใหญ่คือเจ้าชายหลิวเปี้ยนได้ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่าเล่าตี้
พระเจ้าเล่าตี้มีพระราชมารดาเหอฮวงโฮ่วเป็นสมเด็จพระพันปี หรือเหอไท่โฮ่ว แม้ว่าพี่ชายของเหอไท่โฮ่วคือเหอจิ้นจะดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพใหญ่หรือเสนาบดี ก็ไม่มีอำนาจเพราะปราศจากคุณวุฒิความ
สามารถใดๆ เนื่องจากแต่เดิมเป็นแต่คนฆ่าสัตว์ขาย
หลังจากหลิงตี้สิ้นพระชนม์ความขัดแย้งระหว่างขันทีที่พยายามครองอำนาจกับขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริตรุนแรงขึ้นอีก เหอจิ้นไม่ใช้อำนาจที่ตนมีทำการปราบปรามขันที
แต่กลับส่งหนังสือออกไปตามดินแดนแว่นแคว้นต่างๆ เรียกขุนศึกท้องถิ่นให้ยกกำลังเข้าเมืองหลวงเพื่อกำจัดขันทีเสีย
สอดรับกับข้อมูลของ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
หลังปราบกบฏโพกผ้าเหลืองสำเร็จอาณาจักรฮั่นตะวันออกหาได้กลับสู่ความรุ่งเรืองดังเก่าไม่ แต่กลับกลายเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้แก่ขุนศึกท้องถิ่น เช่น ต่งจั๋ว (ตั๋งโต๊ะ)
อาณาจักรฮั่นเหลือแต่เพียงโครงสร้างที่ว่างเปล่า
ปี ค.ศ.189 ฮั่นหลิงตี้สิ้นพระชนม์ หลิวเปี้ยนหรือฮั่นเส้าตี้ขึ้นครองราชย์ แม่ทัพใหญ่เหอจิ้น
พี่ชายของเหอไท่โฮ่วเกลียดชังกลุ่มขันที แก๊งสิบคน เป็นอย่างมาก ได้วางแผนให้หยวนเส้า (อ้วนเสี้ยว) เตรียมนำทหารกวาดล้างขันที
แต่ข่าวไปถึงหู แก๊งสิบคน เสียก่อน
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายเหตุการณ์ในห้วงเวลานี้ว่า ครั้นอยู่มา ณ เดือนหก พระเจ้าเลนเต้ทรงพระประชวรหนัก จึงมีขันทีคนหนึ่งชื่อเกนหวน นอกจากขันที 10 คน
กราบทูลพระเจ้าเลนเต้ว่า
ซึ่งพระองค์รับคำตังไทฮอผู้เป็นพระมารดาว่าจะให้หองจูเหียบเสวยราชสมบัตินั้นข้าพเจ้ามีความยินดีด้วย แต่ว่าจะมิฆ่าโฮจิ๋นเสียก่อนนั้นเห็นไม่ได้
พระเจ้าเลนเต้เห็นชอบด้วยจึงให้หาโฮจิ๋นเข้ามาจะปรึกษาราชการด้วย
โฮจิ๋นก็เข้ามาถึงประตูวังพอพบขุนนางพัวออิ๋นจึงบอกว่า บัดนี้เกนหวนคิดอ่านจะฆ่าท่านเสีย ท่านอย่าเข้าไปเลย
โฮจิ๋นได้ยินข่าวก็ตกใจ
กลับมาบ้านจึงให้หาขุนนางทั้งปวงมากินโต๊ะแล้วปรึกษาว่า เราจะคิดฆ่าเกนหวนเสียท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด
โจโฉได้ยินดังนั้นจึงว่า อันเกนหวนนั้นพระเจ้าเลนเต้ก็โปรดปราน พรรคพวกในวังก็มีเป็นอันมาก ท่านคิดการทั้งนี้เกลือกจะมิสำเร็จจะไม่ตายแต่ตัวจะพาญาติพี่น้องตายเสียสิ้น ขอท่านจงดำริให้ควรก่อน
โฮจิ๋นได้ยินโจโฉว่าดังนั้นก็โกรธจึงว่า ตัวเป็นแต่ผู้น้อยเราคิดการใหญ่หลวงตัวไม่รู้ตัวมาว่าดังนี้ไม่ควร
ขุนนางทั้งปวงยังนิ่งอยู่
เป็นการนิ่งอย่างมิได้นิ่ง เป็นการนิ่งเพื่อประเมินและรอว่าโฮจิ๋นจะเคลื่อนไหวอย่างไรไปในทิศทางใด
จะเป็นอย่างที่ สังข์ พัธโนทัย สรุปหรือไม่
จะเป็นอย่างที่ ทวีป วรดิลก ประเมินหรือไม่ จะเป็นอย่างที่ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ วัดหรือไม่
ย่อมขึ้นกับโฮจิ๋น ย่อมขึ้นกับเหล่าขุนนางแวดล้อม และขึ้นกับขันที

