หน้าแรก คอลัมนิสต์ คุณเป็นคนไทยห...

คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

13.04.17 | 13:15 น.

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับใหม่ล่าสุด ประกาศใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 ข้อโต้แย้ง ถกเถียง ตีความว่าด้วยการใช้อำนาจพิเศษ คำสั่งมาตรา 44 ตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2557 ยังดังอยู่เป็นระยะ
ฝ่ายผู้มีอำนาจยืนกรานว่า สิทธิการใช้อำนาจพิเศษดังกล่าวยังคงอยู่ต่อไป ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าควรยุติลงทันทีเมื่อรัฐธรรมนูญใหม่ประกาศใช้ หากไม่เป็นเช่นนั้นก็หมายถึงการมีรัฐธรรมนูญซ้อนรัฐธรรมนูญ
วิวาทะดังกล่าวทำให้แฟนคลับฝ่ายแรกต้องออกมาช่วยแก้ต่าง ทำนองเตือนว่าหากจะใช้อำนาจพิเศษต่อไปก็ขอให้รอบคอบ อย่าพร่ำเพรื่อจนเกิดความเสียหาย เสียภาพลักษณ์ที่โฆษณาว่ากำลังจะก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครในโลก
เมื่อฝ่ายผู้มีอำนาจยืนกรานจะคงอำนาจพิเศษต่อไป เท่ากับเป็นการยืนยันแนวทางการบริหารจัดการประเทศ ภายใต้โครงสร้างอำนาจซ้อนทับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เหนือคณะรัฐมนตรี ยังคงดำรงอยู่ต่อไป โดยมีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เป็นกลไกรองรับที่สำคัญ จนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ภายหลังการเลือกตั้งปี 2561
และจากนี้ต่อไปเมื่อกฎหมายฉบับสำคัญสองฉบับคือ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ และ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ คลอดภายใน 120 วันนับแต่วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ นั่นคือวันที่ 6 สิงหาคม 2560
ก็จะเกิดกลไกเพื่อการปฏิรูปตั้งแต่กรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ จนถึงคณะกรรมการปฏิรูปต่างๆ มากมาย เป็นรายด้าน ตามรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 7 ด้านคือ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ
ขณะที่ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการคณะกรรมการ ป.ย.ป.บอกกับผู้สื่อข่าวล่าสุดว่า อำนาจมาตรา 44 ที่ประกาศใช้ยังคงอยู่ หากรัฐบาลใหม่ที่เข้ามาต้องการยกเลิกก็ต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่วนการปฏิรูป ป.ย.ป.จะส่งไม้ต่อให้กับคณะกรรมการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ตามแผนแม่บทปฏิรูป 11 ด้าน
ฟังจากถ้อยแถลง แสดงว่าคณะกรรมการปฏิรูปที่คาดกันว่าจะมีประมาณ 7 ด้าน เอาเข้าจริงตามแผนแม่บทมีถึง 11 ด้านหรืออาจจะมากกว่านั้น เพราะรัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้โดยใช้คำว่าด้านอื่นๆ
ในบรรดาคณะกรรมการปฏิรูปที่จะตั้งขึ้นทั้งหมดนี้ สองคณะที่มีลักษณะเร่งด่วนพิเศษคือ ด้านกระบวนการยุติธรรม กับด้านการศึกษา
ด้านกระบวนการยุติธรรม กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ส่วนด้านการศึกษา เขียนไว้ชัด ให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระ ภายในหกสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ นั่นคือภายในวันที่ 6 มิถุนายน 2560 จะต้องทำคลอดกรรมการอิสระชุดนี้ออกมาเป็นคณะแรก
โดยคณะรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งเพื่อดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประเด็นวิวาทะ คงไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาการทำคลอด ซึ่งเชื่อว่าถึงอย่างไรก็ทันแน่ แต่อยู่ที่คำว่า “ที่มีความเป็นอิสระ” นี่แหละครับ ความเป็นจริงในทางปฏิบัติ ภายใต้โครงสร้างอำนาจซ้อนทับตามลำดับที่ว่ามาแต่แรก ความเป็นอิสระมีแค่ไหน เพียงไร
ต้องเห็นด้วย ยอมรับต่อสิ่งที่องค์กรอำนาจต่างๆ ดำเนินการมาและวางกรอบแนวทางให้เดินต่อไปโดยดุษฎี ห้ามมีข้อโต้แย้ง ปรับรื้อทำใหม่ใดๆ ทั้งสิ้น ใช่หรือไม่
อาทิ ปฏิรูปการศึกษาที่ยังเดินหน้าแนวทางปรับโครงสร้างองค์กรเป็นหลัก ทำให้ต้องใช้เวลาไปกับการจัดวางกำลัง จัดสรรตำแหน่งแห่งหนหัวโขน เป็นด้านหลัก ตั้งแต่มีคำสั่งตามมาตรา 44 ที่ 10 และ 11 วันที่ 21 มีนาคม 2559 จนถึงล่าสุดคำสั่งที่ 19 วันที่ 3 เมษายน 2560 ใช้เวลาไปปีกว่ายังไม่ลงตัว เพื่อแก้ปัญหาธรรมา
ภิบาลก็จริงอยู่
แต่อีกด้านหนึ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่งและเร่งด่วนไม่น้อยไปกว่ากันคือ การพัฒนาคุณภาพและโอกาส ปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนของครูจาก Passive เป็น Active ที่ สปท.พูดกันครั้งแล้วครั้งเล่า รวมกระทั่งปฏิรูปเนื้อหา หลักสูตร กลับไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร
ในลักษณะที่สมดุลกัน
รูปธรรม การขับเคลื่อนเพื่อให้การปฏิรูปเป็นจริง เป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็นทำนองนี้ หากกลไกที่ว่ามีความเป็นอิสระจริง เห็นตรงข้ามกับทิศทางหลัก กรอบและแผนที่ถูกกำหนดและดำเนินการมา เสนอให้กลับหลังหัน ทำในสิ่งที่ควรทำให้มากกว่า จะมีความเป็นไปได้เพียงไร
ในเมื่อโครงสร้างอำนาจพิเศษยังคงถูกใช้เป็นเครื่องมือกดทับ เป็นอุปสรรคต่อความเห็นต่างแทบทุกด้านของการปฏิรูป อย่างเหนียวแน่นมั่นคง บนฐานทัศนคติที่ยังมองอีกฟากความคิดหนึ่งว่า “คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” ดังให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ เช่นนี้

สมหมาย ปาริจฉัตต์