นักดาราศาสตร์จากทั่วโลก กำลังตื่นเต้น ยินดีกับการเดินทางมาถึงของแขกลึกลับ ผู้มาเยือนจากนอกระบบสุริยะ ดุจเดียวกับการที่คนเราทั่วไปตื่นเต้นกับการมาถึงของผู้มาเยือนจากดินแดนไกลโพ้นที่เราไม่รู้จัก ไม่คุ้นเคย ด้วยความกระหาย ใคร่รู้เรื่องราวของเขาเหล่านั้น
สิ่งที่ทำให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกตื่นเต้นยินดี ก็คือ วัตถุลึกลับที่เพิ่งมีการตรวจพบเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ว่าเดินทางมาจากภายนอกระบบสุริยะของเรา และถูกขนานนามว่า “3ไอ/แอทลาส” (3I/Atlas)
เลข 3 และตัวอักษร “I” ที่เป็นส่วนหนึ่งของชื่อนั้น บ่งบอกให้รู้ว่า วัตถุนี้คือนักเดินทางระหว่างหมู่ดาว หรือ “อินเตอร์สเตลลา” (interstellar) รายที่ 3 เท่านั้นที่ถูกตรวจพบว่าเดินทางมาจากแหล่งที่มาซึ่งอยู่ไกลโพ้นออกไป เพื่อมาเยือนระบบสุริยะ ส่วน “แอทลาส” เป็นชื่อที่มีที่มาจากชื่อของกล้องโทรทรรศน์เพื่อการสำรวจอวกาศ แอทลาส ในประเทศชิลี ที่ช่วยให้ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ค้นพบมันเมื่อ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลการค้นพบเบื้องต้นเกี่ยวกับ แอทลาส ถูกนำเสนอต่อที่ประชุมระดับชาติของ ราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักร (UKs Royal Astronomical Society) ที่เมืองเดอแรม เมื่อ 11 กรกฎาคมนี้นี่เอง
นักดาราศาสตร์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้สูงมากที่ แอทลาส จะมีอายุเก่าแก่กว่าระบบสุริยะของเรา โดยอาจถือกำเนิดขึ้นมาก่อนหน้าระบบสุริยะมากถึง 3,000 ล้านปี ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด อาศัยความเร็วในการเคลื่อนที่ของ แอทลาส คำนวณว่า แหล่งกำเนิดของมันอาจมาจากกลุ่มดาวที่มีอายุมากกว่า 7,000 ล้านปี ที่ทำให้การค้นพบนักเดินทางไกลในหมู่ดาวดวงนี้ ยิ่งโดดเด่นน่าศึกษามากยิ่งขึ้นไปอีก
แอทลาส ถูกพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2025 ขณะอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะราว 670 ล้านกิโลเมตร และอยู่ห่างจากโลก พอๆ กับระยะห่างจากโลกถึงดาวพฤหัสบดี (จูปีเตอร์) อันเป็นระยะห่างที่ทำให้ผู้คนบนโลกมองเห็นมันได้ก็ต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่มากๆ เท่านั้น แต่นับตั้งแต่ตรวจพบ บรรดานักดาราศาสตร์ทั่วโลกก็พากันศึกษา ค้นคว้า เพื่อค้นหาเส้นทางโคจรและพยายามอย่างยิ่งที่จะค้นพบรายละเอียดเกี่ยวกับมันให้มากยิ่งขึ้น
แมทธิว ฮอปกินส์ หนึ่งในทีมนักดาราศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด ผู้ค้นพบแอทลาส เชื่อว่า แหล่งที่มาของแอทลาส น่าจะมาจากกลุ่มดาวที่ใดที่หนึ่งซึ่งฟอร์มตัวขึ้นในบริเวณที่เรียกกันว่า “Thick disk” ของกาแล็กซีทางช้างเผือก บริเวณดังกล่าวนี้เป็นที่สิงสถิตของกลุ่มดาวเก่าแก่ ที่โคจรอยู่บนหรือ อยู่ด้านล่างของอีกอาณาบริเวณหนึ่ง ซึ่งดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์อื่นๆ สถิตอยู่
หากเราขีดเส้นตามวงโคจรของ แอทลาส (สีแดง) และดวงอาทิตย์ (สีเหลือง) เราจะได้ภาพคร่าวๆ อย่างที่ลงตีพิมพ์เป็นภาพประกอบให้เห็น
นักดาราศาสตร์เชื่อด้วยว่า ด้วยเหตุที่ แอทลาส ก่อตัวขึ้นมาจากดาว (ฤกษ์) ที่มีอายุเก่าแก่ที่ให้ความร้อนได้น้อยกว่า ทำให้องค์ประกอบของมันน่าจะมีส่วนที่เป็นน้ำแข็งอยู่ด้วย ซึ่งนั่นหมายความว่า
เมื่อมันโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้นในตอนปลายปีนี้ ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะก่อให้เกิดการรวมกลุ่มของไอน้ำและฝุ่นผง ซึ่งจะกลายเป็น “หาง” ที่สุกสว่าง และเปลี่ยนแอทลาส ให้กลายเป็น “ดาวหาง” ที่เก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์เคยได้พบเห็นกันมา
ศาสตราจารย์ คริส ลินทอตต์ หนึ่งในทีมนักดาราศาสตร์ของออกซ์ฟอร์ด ชี้ให้เห็นถึงนัยสำคัญของแอทลาสว่า ประการหนึ่งเป็นเพราะมันเป็นวัตถุที่เป็นส่วนหนึ่งของกาแล็กซี อันเป็นส่วนที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน นอกจากนั้นยังมีความเป็นไปได้ถึง 2 ใน 3 ที่ว่า แอทลาสจะมีอายุเก่าแก่กว่าระบบสุริยะ และใช้เวลาเดินทางมายาวนานมาก
ฮอปกินส์อธิบายเพิ่มเติมว่า วัตถุจากต่างกลุ่มดาวนั้นก่อตัวขึ้นในตอนที่ดาวฤกษ์ที่เป็น “ดาวแม่” ก่อกำเนิดขึ้น ความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้ ทำให้การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแอทลาส ก็เท่ากับได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับกลุ่มดาวที่เป็นต้นกำเนิดของมันนั่นเอง
ข่าวดีก็คือ ในช่วงปลายปีนี้ แอทลาสจะเคลื่อนเข้ามาใกล้โลกมากพอที่จะทำให้นักดาราศาสตร์สมัครเล่น สามารถใช้กล้องดูดาวสมัครเล่นทั่วไปมองเห็นได้ ใครอยากมีส่วนร่วมในการจารึกถึงการมาเยือนของ “แขกลึกลับ” รายนี้ก็เตรียมตัวให้พร้อมได้
สุดท้ายก็คือ ในเมื่อแอทลาส คือ หมายเลข 3 แล้วอีก 2 หมายเลขคือใครกัน คำตอบก็คือ หมายเลข 1 คือ “อูมูอามูอา” อันโด่งดังที่มาเยือนเมื่อปี 2017 ส่วนหมายเลข 2 ก็คือ “บอริซอฟ” ที่ถูกค้นพบเมื่อปี 2019 นั่นเอง

