มึงวาง กูวาง…กองกำลังเขมรทุกฝ่าย “วางทุ่นระเบิด” ในแผ่นดินตนเองในสงครามยาวนานกว่า 30 ปี เขมรทุกฝ่ายเกลียดชังกันตามที่ผู้นำของตนเสี้ยมสอน ต้องการสังหารฝ่ายอื่น ทั้งๆ ที่เป็นเขมรด้วยกัน… “วาง” กันมั่วไปหมดตามอารมณ์ นึกไม่ถึงว่า “ทุ่นระเบิดเหล่านี้” มันกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่ดักรอสังหารลูกหลานตัวเอง… โดยเฉพาะพื้นที่ติดชายแดนไทย
ผ่านมาแล้วเกือบ 40 ปี ยังมีการสูญเสีย มีคนเจ็บ ตาย
นับตั้งแต่ พ.ศ.2522 ทุ่นระเบิดและระเบิดทำลายล้าง (Explosive Remnants of War: ERW) ได้คร่าชีวิตและทำให้ประชาชนกัมพูชาบาดเจ็บ พิการ กว่า 65,000 คน
จำนวนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ต่อปีลดลง ด้วยเหตุที่หน่วยงานจากหลายประเทศระดมกำลังเข้ามาช่วยเก็บกู้ ระเบิดที่ตกค้างบนดิน ในหนอง บึงสร้างความบอบช้ำทางจิตใจแก่ประชาชนและชุมชน และเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะชาวเขมรในชนบท
การเก็บกู้ที่สหรัฐเคยสนับสนุนมากว่า 30 ปี…ยุติลง
20 มกราคม 2568 ทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง เขาลงนามในคำสั่งระงับความช่วยเหลือต่างประเทศของสหรัฐ เป็นเวลา 90 วัน ชาวโลกตกตะลึง…วอชิงตันยุติพันธกรณีด้านมนุษยธรรมระยะยาวทั่วโลก
เขมร คือ 1 ในประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดนับล้านลูก
(สหรัฐเคยมาทิ้งระเบิดถล่มกองโจรเวียดนามเหนือในช่วงสงครามเวียดนาม มีระเบิดตกค้างในเขมรมหาศาล ตามมาด้วยกองทัพเวียดนามที่เข้ายึดครองเขมร ก็เข้ามาวางทุ่นระเบิดในเขมรซ้ำเข้าไปอีก)
ตั้งแต่ พ.ศ.2536 เขมรเคยได้รับเงิน 208 ล้านดอลลาร์จากสหรัฐ เพื่อใช้ในการกวาดล้างทุ่นระเบิด ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของเงินทุนทั้งหมดสำหรับความพยายามในการกำจัดทุ่นระเบิด
20 เมษายน 2568 คือ เส้นตายที่ทรัมป์กำหนด ที่ผ่านมาสหรัฐยังไม่ได้ให้ความชัดเจนเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้
ขอย้อนอดีตที่น่าขมขื่น สำหรับชาวเขมรนับล้าน ที่เป็นเหยื่อสงครามมาตลอดชีวิต
พ.ศ.2508 สหรัฐเข้ามาทำสงครามในเวียดนาม เพื่อสนับสนุนเวียดนามใต้จากการรุกรานของเวียดนามเหนือ
การสู้รบยืดเยื้อ สหรัฐตัดสินใจทิ้งระเบิดแบบฟ้าถล่ม ดินทลาย ในพื้นที่ทางตะวันออกของเขมร ด้วยเหตุผลที่เวียดนามเหนือใช้ดินแดนเขมรเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงไปทำสงคราม รวมถึงส่งทหารแทรกซึมลงไปเวียดนามใต้ เส้นทางในป่าเขาเส้นนี้ ชื่อว่า เส้นทางโฮจิมินห์ (The Ho Chi Minh Trail)
เส้นทางโฮจิมินห์ กินพื้นที่เข้าไปในดินแดนลาวและเขมร
“ลาว” รับเคราะห์หนักที่สุด โดยเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิดลงลาวเพียงประเทศเดียวคิดเป็นปริมาณประมาณ 2 ล้านตัน เป้าหมายคือเพื่อขัดขวางการส่งกำลังบำรุงของข้าศึก
กองทัพอากาศมะกัน ทิ้งระเบิดใส่ดินแดนลาวมากกว่าจำนวนระเบิดที่สหรัฐทิ้งในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปและเอเชียรวมกัน ทำให้ลาวเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดมากที่สุดเมื่อเทียบเป็นประชากร
ฝูงนกยักษ์ B-52 (ส่วนหนึ่ง) บินขึ้นจากอู่ตะเภาไปถล่มทั้งวันทั้งคืน กองทัพอากาศสหรัฐสูญเสียเครื่องบินและนักบินอเมริกันไปจำนวนมาก แต่บรรดาชาวเวียดนาม ผู้หญิง เด็ก ที่มีเลือดรักชาติสุดชีวิต อาสามาซ่อมแซมเส้นทางโฮจิมินห์นี้อย่างต่อเนื่อง
กองทัพสหรัฐเอง ยังต้องเอ่ยปากชมเลือดนักสู้ของชาวเวียดนาม
ในสงครามครั้งนี้ สหรัฐทิ้งระเบิดมากกว่า 4 ล้านตัน และอาวุธเคมี 80 ล้านลิตร เพื่อจะยุติการส่งกำลังบำรุงบนเส้นทางลับในป่านี้
ปฏิบัติการลับที่สุด …เข้าไปในเขมร
มี นาคม พ.ศ.2512 สหรัฐเปิด “ยุทธการเมนู” ส่งฝูงนกเหล็กเข้าไปถล่มเขมร โดยประธานาธิบดีนิกสันเป็นผู้อนุมัติการทิ้งระเบิด “ลับที่สุด”
พฤษภาคม พ.ศ.2512 เดอะนิวยอร์กไทมส์ เป็นสื่อที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผยต่อสังคมอเมริกัน ก่อให้เกิดการประท้วงและเป็นประเด็นการเมืองในสภาคองเกรส ที่ไม่ทราบว่าสงครามขยายวงเข้าไปในเขมร
ช่วง พ.ศ.2512-2516 การทิ้งระเบิดครั้งใหญ่ของสหรัฐ ประมาณ 500,000 ตัน ลงบนเป้าหมายหลายแห่งในเขมร คร่าชีวิตชาวกัมพูชาประมาณ 150,000-500,000 คน และทำลายหมู่บ้านนับพันแห่ง
เมษายน พ.ศ.2513 กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐ และเวียดนามใต้ ยังบุกเข้าสู่เขมรทางตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อโจมตีสถานที่หลบภัยของคอมมิวนิสต์ ส่งผลให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น
นั่นคือระเบิดที่ฝังในแผ่นดินเขมรส่วนที่ 1
การแบ่งฝ่ายต่อสู้กันเองของเขมร ก็ดำเนินไปควบคู่กัน มีการวางทุ่นระเบิดสังหารเกลื่อนกลาดในท้องนา บนเส้นทางในป่า
17 เมษายน พ.ศ.2518 พล พต ผู้นำเขมรแดง คอมมิวนิสต์ “ตัวพ่อ” ยึดอำนาจจากนายพล ลอน นอล
เข้าปกครองประเทศแบบหฤโหด เขมรแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากจีน ต่อสู้กับทุกฝ่าย ต้องการควบคุมประชาชนอย่างเข้มงวด…วางทุ่นระเบิดซ้ำลงไปอีก 1 รอบ เน้นพื้นที่ชายแดนไทย-เขมร พี่น้องเขมรเสียชีวิตราว 3 ล้านคน ในช่วงเขมรแดงปกครองประเทศ 3 ปี
ฮุน เซน ที่เป็น 1 ในเขมรแดง ย้ายขั้ว เปลี่ยนข้าง หนีไปซบกับกองทัพเวียดนาม เพื่อนำกองทัพเวียดนามมา “โค่นเขมรแดง”
ต้นปี พ.ศ.2522 ช่วงกองทัพเวียดนามราว 1.5 แสนนาย เข้ามายึดครองแผ่นดินเขมร กองทัพญวนไล่ล่า “เขมรแดง” มาติดชายแดนไทย เวียดนาม ยังมาวางทุ่นระเบิดเสริมตามแนวชายแดนไทย-เขมรเพื่อสกัดกั้นเขมรแดง และทุกชีวิตที่จะข้ามมาไทย
เวียดนาม ที่ตามล่าเขมรแดง วางทุ่นระเบิดอีกนับล้านลูกในแผ่นดินเขมร เป็นระลอกที่ 3
ปลายปี พ.ศ.2532 กองทัพเวียดนามถอนกำลังออกไป
ไม่รู้ว่าใครวาง วางตรงไหน วางไว้เท่าไหร่ รบกันไป คนวางตายกันไป หากแต่ทุ่นระเบิด (จากจีน และรัสเซีย) ส่วนมากยังทำงานได้
ทุ่นระเบิดถูกวางกันเรี่ยราด รวมกันเป็นจำนวน “นับล้าน” ลูก ผ่านไปราว 30-40 ปี ทุ่นระเบิดแสนจะซื่อสัตย์ ยังทำงานระเบิดตัดแข้ง ตัดขา ตัดแขน ชาวบ้านที่เป็นชนรุ่นหลัง กลายเป็นคนพิการเกลื่อนประเทศ
พื้นที่ชายแดนในเขตประเทศไทย ก็มีนับแสนลูกนะครับ
มาถึง พ.ศ.2568 หน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิดของเขมรที่ได้รับเงินบริจาคจากนานาประเทศที่เรียกว่า CMAC ยังคงใช้คนเก็บกู้อยู่ ทำงานมาแล้วกว่า 30 ปี เก็บกู้ไปแล้วหลายแสนลูก คาดว่าจะยืดเวลาออกไปถึงปี พ.ศ.2573 กว่าจะปลอดภัยในทุกพื้นที่ มีการว่าจ้างเจ้าหน้าที่กำจัดทุ่นระเบิดชาวกัมพูชาจำนวนกว่า 2,000 คน
เป็น “ทุกข์แสนสาหัส” สำหรับราษฎรเขมร…ที่น้อยคนที่จะทราบ
ข้อมูลสำคัญนะครับ…ทุ่นระเบิดในดินแดนไทยมีการเก็บกู้โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ คือ TMAC (Thailand Mine Action Center) ที่จัดตั้งเมื่อ พ.ศ.2543 ก็กำลังทำงานเสี่ยงตาย ใช้คน ใช้เครื่องมือเก็บกู้มานานกว่า 20 ปีในพื้นที่…
ถ้าเป็นไปตามแผนงาน คงจะใช้เวลาเก็บกู้อีกราว 3 ปี (คาดว่าจะแล้วเสร็จราว พ.ศ.2570)
อันตรายที่เกิดขึ้นในปี 2566 …ชุดปฏิบัติการของ TMAC เคยประสบเหตุระเบิดขณะปฏิบัติภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
(ศัพท์ภาษาอังกฤษครับ : คำว่า ทุ่นระเบิด และสรรพวุธระเบิดที่ยังไม่ระเบิด เรียกว่า Unexploded Ordnance หรือ UXO)
ในปี 2568 TMAC ได้รับเครื่องจักรกวาดล้างทุ่นระเบิด GCS-200 จากสหรัฐอเมริกา และได้รับการฝึกการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวจากหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐ และความช่วยเหลือจากองค์กรเอกชนจากนอร์เวย์
TMAC ทำงานเงียบๆ ในพื้นที่ชายแดนไทยในป่า อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ค่อยมีใครสนใจนัก
ผู้เขียนขอแจ้งให้ทราบว่า ยังมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ อ.อรัญประเทศ ที่เป็นพื้นที่อ้างสิทธิของไทย ที่เชื่อว่ามีทุ่นระเบิดฝังอยู่ไม่น้อย หากแต่ทั้งไทยและเขมรต่างไม่ยินยอมให้ฝ่ายใดเข้าไปตรวจสอบ เก็บกู้ ด้วยเหตุที่จะเป็นการอ้างสิทธิครอบครอง
ตั้งแต่กุมภาพันธุ์ 2568 เกิดบรรยากาศของการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดน… ผู้นำกัมพูชาแสดงออกถึงความไม่เป็นมิตร สร้างความทุกข์ยากมาก-น้อย กับประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายที่ทำมาหากิน
ความทุกข์ระทมของชาวเขมรนับล้านต่อเนื่องมากว่า 40-50 ปี ที่เผชิญกับปัญหากับ “ทุ่นระเบิด” อีกนับแสนลูกโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท มีผู้พิการแขนขาขาดกว่า 40,000 คน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงที่สุดอัตราหนึ่งของโลก
ระหว่างสงครามที่ไม่รู้ใครเป็นใคร ทหารเขมรพยายามปกป้อง “วัด” ด้วยทุ่นระเบิดเพื่อป้องกันการปล้นสะดม เลยกลายเป็นว่า รอบวัดคือพื้นที่อันตรายที่สุด
1 ใน 3 ของผู้บาดเจ็บเป็นเด็ก และเกือบทั้งหมดเป็นเด็กชาย โดยการศึกษาแสดงให้เห็นว่าผู้ชายและเด็กชายมักจะเต็มใจเล่นหรือตรวจสอบวัตถุระเบิดมากกว่าผู้หญิง
เครื่องจักรสังหารบนดินทั้งหมด เป็นมรดกจากความขัดแย้งที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ และปัจจุบันกัมพูชายังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก ทุ่นระเบิดและกระสุนที่ยังไม่ระเบิดหลายล้านลูกปนเปื้อนพื้นที่เป็นวงกว้าง ก่อให้เกิดการบาดเจ็บแก่ผู้คนและขัดขวางการพัฒนา
การค้นหาตำแหน่งของทุ่นระเบิดโดยไม่มีหลักฐานหรือแผนที่เป็นงานที่ยากมากซึ่งต้องใช้เครื่องมือเฉพาะมาก และต้องใช้เวลาและพนักงานที่มีการฝึกอบรมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีการลงทุนจำนวนมาก
หมายเหตุ…ปักกิ่งได้ให้ความช่วยเหลือกัมพูชาไปแล้วกว่า 35 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่ปี 2559 และให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 4.4 ล้านดอลลาร์ หลังจากที่สหรัฐระงับการให้เงินทุน
กุมภาพันธ์ 2568 ญี่ปุ่น ประกาศว่าจะสนับสนุนเงิน 1.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลักเซมเบิร์กประกาศว่าจะสนับสนุนเงิน 2.16 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับโครงการ “Clearing for Results” ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
ที่กล่าวมาข้างต้น ก็ด้วยความเห็นใจ ห่วงใยเพื่อนมนุษย์ชาวเขมรที่คุ้นเคยกัน และที่สำคัญผู้เขียนก็เคยสัมผัสกับสงครามที่ชายแดนไทย-เขมร เคยรักษาชีวิตของ “ทารก” เขมรจำนวนมาก…ฝังกลบศพมิใช่น้อย
เคยเห็นเคราะห์กรรม ทุกข์ยาก ที่พวกเขาไม่ได้ก่อ พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไร ไม่มีผลประโยชน์อันใด มีแต่ทุกข์เวทนา
หากแต่…ประโยชน์สุข ความร่ำรวย ยังคงเป็นของชนชั้นนำและครอบครัว รวมถึงบริวาร ตลอดมาและตลอดไป

