
ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ที่คนไทยต่างรอคอย เป็นประเพณีที่รับมาจากอินเดีย ประเพณีสงกรานต์เคยถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยนั้น เป็นประเพณีขึ้นปีใหม่ใช้ร่วมกันในกลุ่มชาวอุษาคเนย์ที่นับถือพุทธศาสนา อาทิ สยาม ลาว เขมร มอญ พม่า รวมไปถึงศรีลังกา และสิบสองปันนาในประเทศจีน
คำว่า สงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่า ก้าวย่าง ซึ่งในวัฒนธรรมอินเดีย ให้ความสำคัญเมื่อดวงอาทิตย์ย้ายจากราศีมีน (มีนาคม) เข้าสู่ราศีเมษ (เมษายน) ถือว่าเป็นการขึ้นปีใหม่ตามคติฮินดู
ในอดีต สิ่งที่ชาวภารตะนิยมทำกันในช่วงก้าวย่างของอินเดีย คือการนำสิ่งของสกปรกออกไปจากบ้าน ไปกองรวมกันไว้ แล้วเผาทิ้งไป ระหว่างนั้นก็จะมีการร้องรำทำเพลงไปเรื่อย พอวันรุ่งขึ้นก็จะมีการเฉลิมฉลองด้วยการสาดสี ที่มีความเชื่อกันว่าเป็นการปัดเป่าเชื้อโรคร้ายให้ออกจากร่างกายเราให้หมดสิ้น
สีที่นำมาสาดใส่กันนั้น เป็นสีที่ได้มาจากพืช ต้นไม้และสมุนไพรตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีคราม ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย เป็นการใช้ธรรมชาติบำบัด กาลเวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่มีใครทราบได้ เมื่อประเพณีนี้แพร่ในภูมิภาค ถูกเปลี่ยนจากการสาดสีเป็นการสาดน้ำแทน เนื่องจากในช่วงเดือนห้าเป็นช่วงที่อากาศร้อนมากที่สุดของปี การสาดน้ำนั้นก็เป็นไปเพื่อการคลายร้อน และเป็นการเฉลิมฉลองที่สนุกสนานในวันขึ้นปีใหม่นั่นเอง
ช่วงหยุดยาวสงกรานต์ที่คนไทยรอคอย ถนนหนทางคลาคล่ำไปด้วยรถทุกชนิด เครื่องบินเต็มทุกเที่ยวบินขึ้น-ลงพลุกพล่าน รถไฟต่อตู้ยาวสุดสายตา สถานีขนส่งรถทัวร์วิ่งเข้า-ออกชุกชุมเหมือนยุง คนไทยส่วนใหญ่ใช้เวลาเพื่อออกและกลับเข้ามากรุงเทพฯ ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน เพราะมีให้เลือกแค่นี้
สงกรานต์ปีนี้ เราลองย้อนไปดูข้อมูลการสูญเสียจากอุบัติเหตุในสังคมไทยที่เริ่มคุ้นเคยและชินชา
สถิติที่บ่งบอกพฤติกรรมของคนไทย (ไม่ขอลงรายละเอียด) ซึ่งผู้เขียนคัดย่อข้อมูลบางส่วนมาจาก THAIPUBLICA ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2016 โดยท่านวรากรณ์ สามโกเศศ ดังนี้ครับ
ในช่วงวันที่ 11-17 เมษายน 2559 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 3,447 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 442 ราย บาดเจ็บ 3,656 คน (พิการจำนวนหนึ่ง) ซึ่งมากกว่าปี 2558 ซึ่งเกิดขึ้น 3,373 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 364 ราย บาดเจ็บ 3,559 คน ข้อสังเกตหลายประการจากอุบัติเหตุสงกรานต์ 2559
1.การเกิดอุบัติเหตุถือได้ว่ามีจำนวนสูงมาก (เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 63 ราย เมื่อเทียบกับตัวเลขตายเฉลี่ยปกติวันละ 40 ซึ่งถือว่าสูงมากในระดับมาตรฐานโลก
2.ร้อยละ 57 ของผู้ที่เกี่ยวพันกับอุบัติเหตุเสียชีวิต ณ จุดเกิดอุบัติเหตุ และส่วนใหญ่คือร้อยละ 59 เป็นคนในพื้นที่แถวนั้น
3.กว่า 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตเป็นผู้ขับขี่ยานยนต์เอง
4.จักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ประมาณ 2 ใน 3 หรือ 239 ราย รองลงมาคือรถปิกอัพ (ร้อยละ 16)
5.สถิติย้อนหลังไป 5 ปี ชี้ว่ามีแนวโน้มของดัชนีความรุนแรง (SI-Severity Index ซึ่งได้แก่ จำนวนผู้เสียชีวิตต่อ 100 ครั้งของอุบัติเหตุ) เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มจาก 10.23 ในปี 2555 เป็น 11.35 ในปี 2556 และ 12.82 ของสงกรานต์ปี 2559
6.ทางการระบุว่าสาเหตุหลักของอุบัติเหตุคือ เมาแล้วขับ (ร้อยละ 31.7) รองลงมาคือ ขับรถเร็ว (ร้อยละ 28.5) หากนำสองปัจจัยนี้มารวมกันก็จะเป็นร้อยละ 60 หรือพอกล่าวได้ว่า 2 สาเหตุที่พันกันอยู่นี้เป็นสิ่งสร้างความวิบัติอย่างจริงแท้แน่นอน
7.ผู้ขับขี่ที่บาดเจ็บและเสียชีวิตที่มีการดื่มร่วมด้วย มักมีพฤติกรรมเสี่ยงประกอบด้วยเสมอ กล่าวคือร้อยละ 87 ไม่สวมหมวกนิรภัย และร้อยละ 98 ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย
8.กว่าครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุ (ร้อยละ 53) เกิดในช่วงบ่ายถึงค่ำ (12.00-20.00 น.)
เป็นที่ชัดเจนว่า การดื่มสุรา และ การขับรถเร็ว เป็นสาเหตุหลักของอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ 2559 (ซึ่งไม่ต่างจากปีที่ผ่านๆ มา) มีการเปรียบเปรยที่แสลงใจคนไทยไม่น้อยคือ ในช่วงสงกรานต์ พ.ศ.2559 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงในเอกวาดอร์ มีคนตาย 654 ราย ประเทศไทยไม่มีภัยธรรมชาติอะไรเลย แต่คนไทยตายตอนสงกรานต์ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 442 ราย
ข้อมูลที่ขอแถมให้ทราบครับ สยามประเทศเคยใช้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ต่อมาในวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2484 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาโดยมีหลวงวิจิตรวาทการ เป็นประธาน และที่ประชุมก็ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ตั้งแต่นั้นมา
ภาพเก่า..เล่าตำนาน ตอนนี้ ผู้เขียนพยายามไปค้นหาหลักฐานในอดีตว่าตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวสยามทำอะไร อย่างไร เลยไปพบข้อมูลที่ “โดนใจ” เห็นภาพในอดีตชัดเจน ที่ขอนำมาถ่ายทอดให้ลูกหลานได้รับทราบดังนี้ครับ
ประกาศว่าด้วยคนพาลเสพสุราในเวลาตรุษสงกรานต์
คัดจากหมายรับสั่ง
ปีเถาะ สัปตศก

ด้วยพระอินทราบดีสีหราชครองเมือง เจ้ากรมกองตระเวนขวา รับพระราชโองการใส่เกล้าฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สั่งว่า เทศกาลตรุษสงกรานต์ ควรที่ราษฎรจะชักชวนกันทำบุญให้ทาน กระทำการกุศลจึงจะชอบ นี่หาดังนั้นไม่ คนที่เป็นพาลสันดานหยาบ ชวนกันเสพสุราแล้วพากันไปเที่ยวกลางถนนหนทาง พูดจาท้าทายกล้าหาญให้เกิดการก่อวิวาทชกตีกัน เพราะเสพสุราแล้วหาอยู่ในบ้านในเรือนของตัวไม่ แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ผู้ใดผู้หนึ่งจะเสพสุราเมาสักเท่าใดก็มิได้ห้าม ด้วยสุรามีอากรอยู่แต่เดิม ครั้นจะห้ามเสียทีเดียวก็หาควรไม่ ถ้าผู้ใดเสพสุราแล้วก็ให้อยู่แต่ในบ้านในเรือนของตัว ห้ามอย่าให้ไปเที่ยวชกตีวิวาทตามถนนหนทางที่มีบ้านเรือน เขตแดนผู้อื่นเป็นอันขาดทีเดียว
อนึ่ง ให้เจ้าของบ้านเจ้าของเรือน รักษาบ้านเรือนเขตแดนของตัว อย่าให้ผู้อื่นมาชกตีวิวาทที่หน้าบ้านเรือนของตัวได้ ถ้าผู้ใดเมาสุราแล้วมิได้อยู่ในบ้านเรือนของตัว บังอาจไปเที่ยวชกตีวิวาทกันที่บ้านเรือนเขตแดนผู้อื่น ก็ให้เจ้าของบ้านเจ้าของเรือนจับตัวผู้ที่เมาสุรามาชกตีวิวาทให้จงได้ ถ้าแลผู้ที่เมาสุรามาเที่ยวชกตีวิวาทถึงบ้านเรือนเขตแดนผู้อื่น ตัวจะมีบาดเจ็บมากกว่าผู้ที่มิได้บุกรุก แลผู้มิได้บุกรุกจะมีบาดเจ็บ ก็จะตัดสินผู้ที่บุกรุกให้เป็นแพ้ จะทำโทษให้กับผู้ที่มิได้บุกรุกแต่ฝ่ายเดียว เพราะว่าตัวบังอาจไปเที่ยวชกตีวิวาทบุกรุกถึงบ้านถึงเรือนเขตแดนผู้อื่น หาอยู่ในที่บ้านเรือนเขตแดนของตัวไม่
ให้มหาดไทย กลาโหม กรมพระสัสดี หมายบอกกับข้าราชการในพระบรมมหาราชวัง พระบวรราชวัง ข้าเจ้าต่างกรม เจ้ายังมิได้ตั้งกรม แล้วประกาศแก่ราษฎรให้รู้จงทั่วกันตามรับสั่ง
————————–
ประกาศดังกล่าวข้างต้น เป็นประกาศใน พ.ศ.2398 ในรัชสมัยในหลวง ร.4 สะท้อนให้เห็นภาพว่า ตรุษสงกรานต์ในสยามมีเหตุที่ทางราชการตักเตือน สั่งการและกำหนดบทลงโทษ ซึ่งการเมาสุราแล้วทะเลาะวิวาท ท้าตีท้าต่อยเป็นสาเหตุหลักของสังคมในยุคนั้น
น่าสนใจนะครับว่า เหตุปัจจัย นิสัยใจคอของชาวสยาม (กลุ่มหนึ่ง) ในช่วงเทศกาลสงกรานต์เมื่อ 162 ปีที่แล้วเหมือน-ต่าง กับปัจจุบันอย่างไร
เพื่อเป็นการยืนยันอีกครั้งว่า การเสพสุรา เมาสุราของชาวสยาม (กลุ่มหนึ่ง) แล้วเป็นต้นเหตุของการตีรันฟันแทง ผู้เขียนค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องอีก 1 ฉบับที่อยู่ในบริบทเดียวกัน จึงขอนำมาเผยแพร่ ดังนี้
ประกาศเรื่องคนเสพสุราเมาในวันสงกรานต์
ณ วันอาทิตย์ เดือน 5 ขึ้น 14 ค่ำ ปีมะเมีย ยังเป็นนพศก
ด้วยเจ้าพระยายมราช ชาติเสนางคนรินทร มหินทราธิบดีศรีวิชัย ราชมไหศวรรย์บริรักษ์ ภูมิพิทักษโลกากรณ ทัณฑฤทธิธรนครบาลสมุหบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ รับพระบรมราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมสั่งว่า เป็นเยี่ยงอย่างสืบมาแต่โบราณยามตรุษยามสงกรานต์ ผู้ชายโดยมาก เป็นนักเลงบ้าง มิใช่นักเลงบ้าง พากันเสพสุราเมามายไปทุกหนทุกแห่ง แล้วก็ออกเที่ยวเดินไปในถนนแลซุกซนเข้าไปในวัดวาอาราม ก่อความวิวาท ชก ตี แทง ฟันกัน ตรุษสามวันเป็น 4 ทั้งวันจ่ายเป็น 5 ทั้งวันส่งสงกรานต์สามวันหรือสี่วันเป็น 4 หรือ 5 ทั้งวันจ่าย เป็น 5 หรือ 6 ทั้งวันส่งนั้น มักเกิดถ้อยความวิวาทตีรันฟันแทงกันหลายแห่งหลายตำบลนัก ทั้งในกำแพงพระนคร แลภายนอกพระนคร เหลือกำลังที่นายอำเภอแลกองตระเวนจะดูแล แต่นี้ไป เวลาตรุษแลสงกรานต์ ให้เจ้าของบ้านเอาใจใส่ระวังรักษาหน้าบ้านของตัว ถ้ามีคนเมาสุรามาเอะอะอื้ออึงที่หน้าบ้าน ก็ให้จับเอาตัวมาส่งกรมพระนครบาลที่หน้าหับเผย ให้ทันเวลาที่ผู้นั้นยังเมาอยู่อย่าให้ทันสร่างเมา แต่ห้ามมิให้พวกบ้านอื่นๆ มาพลอยกลุ้มรุมจับด้วย ถ้าคนเมามีพวกมาก ต่อสู้เจ้าของบ้าน ถึงเจ้าของบ้านจะชกตีมีบาดเจ็บก็ดี ถ้าเมื่อจับตัวไปส่งกรมพระนครบาล กรมพระนครบาลชันสูตรรู้แน่ว่าคนนั้นเมาจริง ก็ให้เจ้าของบ้านเป็นชนะ ถ้าผู้จับมาส่งเห็นว่าถ้าจับตัวคนผู้บุกรุกไปส่งจะมีพวกของผู้นั้นสกัดกั้นทาง แก้ไขตามทางที่จะไปส่งจะเกิดวิวาทกัน ถ้าอย่างนั้นก็ให้ยึดเอาไว้ มาบอกเล่ากับกรมพระนครบาลหรือนายอำเภอคนใดคนหนึ่งให้ไปชันสูตรว่าเมาหรือไม่เมา อย่าให้ทันคนเมานั้นสร่าง จะเป็นคำโต้เถียงกันไป
อนึ่ง ในยามตรุษยามสงกรานต์นั้น ผู้ใดจะเสพสุราเมามากก็ให้อยู่แต่ในบ้านเรือนของตัว ถึงจะมีที่ไปก็ให้งดรอต่อสร่างเมาแล้วจึงไป
หมายประกาศมา ณ วันอาทิตย์ เดือนห้า ขึ้นสิบสี่ค่ำ ปีมะเมีย ยังคงเป็นนพศก เป็นวันที่ 2510 ในรัชกาลปัจจุบันนี้
(ประกาศฉบับนี้ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2400 : ผู้เขียน)
————————–
ประกาศ 2 ฉบับถือว่ามีสถานะเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้ในสมัยในหลวง ร.4 ปอกเปลือกให้เห็นตัวตนของคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่นับว่าเป็นภัยคุกคามต่อผู้อื่นในช่วงสงกรานต์เมื่อ 162 ปีที่แล้ว
สงกรานต์ พ.ศ.2560 ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยปลอดภัย สนุกสุขใจแบบพอหอมปากหอมคอ ตักเตือนกันให้รักษาชีวิตไว้เล่นสงกรานต์ปีหน้าอีก เพราะมีให้เล่นทุกปี
นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เดินทางเข้ามาเล่นสงกรานต์ที่เรียกกันว่า Water Festival ที่โด่งดังไปทั่วโลก มีประเทศเพื่อนบ้านอยากจัดให้มีเทศกาลสงกรานต์เพื่อเรียกนักท่องเที่ยวแข่งกับไทยแล้วนะครับ
อย่าลืมแบ่งปันน้ำใจและรอยยิ้มให้กับเจ้าหน้าที่ที่ยังต้องทำงานไม่ได้หยุดพัก เพราะบุคคลเหล่านี้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลให้ท่านมีความสุข


