นอกจากเรื่องการกลับมาของแนวคิดฝ่ายขวา การเติบโต/คงทนของเผด็จการ แนวคิดชาตินิยม รวมทั้งการถดถอยของประชาธิปไตยในโลกนี้ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีปรากฏการณ์หนึ่งที่มีความพยายามทำความเข้าใจกันมากๆ ก็คือเรื่องของการเข้าสู่อำนาจ และการกลับมาอีกครั้งของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐคนปัจจุบัน ที่เหนือคำบรรยายกันทุกฝ่าย
อย่างประเทศไทยนี้ก็เจอปัญหาล่าสุดในการเจรจาการค้ากับทรัมป์ ที่ไม่รู้จะเสียอะไรไปเท่าไหร่
สื่อทางสังคมมีเรื่องราวที่เกี่ยวกับลัทธิทรัมป์นิยมที่เรียกว่า MAGA (Make America Great Again) หรือการทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งกันมากมาย ซึ่งผมคิดว่าน่าสนใจเป็นอย่างมาก เลยนำมาเล่าสู่กันฟังจากอินสตาแกรมหนึ่ง และจากความเห็นอื่นๆ ในสื่อ
ทั้งนี้ ต้องเข้าใจก่อนว่า การทำความเข้าใจทรัมป์นิยมนี้ไม่ใช่การอธิบายว่าทรัมป์เป็นคนบ้า แต่พยายามเข้าใจว่าทำไมทรัมป์จึงประสบความสำเร็จผ่านการทำความเข้าใจจิตวิทยาการเมืองและจิตวิทยามวลชน/สังคมบางประการ ว่าแนวคิดหลักในเรื่องนี้อยู่ที่ไหน เกิดมาได้อย่างไร กลไกการทำงานเป็นอย่างไร และที่มา/ที่ไปของมันเป็นอย่างไร
ในหน้าอินสตาแกรมหนึ่งที่จั่วหัวว่า The Psychology of MAGA หรือจิตวิทยาของขบวนการ “ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง” มีความน่าสนใจมาก เพราะผู้นำเสนอได้เล่าว่าจากการวิจัยของเธอ มี 6 ประเด็นที่สำคัญเบื้องหลังจิตวิทยาของ “ลัทธิทรัมป์” (The Trump Cult) โดยสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางการเมืองปกติ แต่เป็น “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” (Cult of personality) หรือลัทธิบูชาผู้นำอย่างหนึ่ง
ลัทธิบูชาตัวบุคคลนี้หมายถึงการที่บุคคลคนหนึ่งใช้สื่อมวลชน การโฆษณาชวนเชื่อ หรือวิธีการอื่นๆ ในการสร้างภาพลักษณ์อุดมคติ วีรกรรม และลักษณะน่าเคารพบูชา เพื่อประจบสรรเสริญโดยปราศจากข้อสงสัย สิ่งเหล่านี้จะสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในลักษณะของบุญบารมี บุคลิกภาพ มากกว่าแค่เรื่องของกฎหมาย หรือธรรมเนียมประเพณี
1.ทรัมป์ไม่ได้นำเสนอ “นโยบาย” (policy) แต่นำเสนอ “อัตลักษณ์” (identity) หรือพูดอีกอย่าง คำว่า นโยบายของทรัมป์ หรือสิ่งที่ทรัมป์หรือพวกเราเข้าใจว่าคือนโยบายนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาจะทำ แต่คือสิ่งที่เขา “เป็น” หรือเป็น “ตัวแทน” (represent)
สำหรับคนที่สนับสนุนทรัมป์ซึ่งมีมากถึงกับชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย (ดังนั้น ไม่ได้หมายความว่าทรัมป์โกงเลือกตั้ง) ทรัมป์คือ “ตัวแทน” ของคนที่ด่าหรือสู้กับระบบที่ทำลาย/ทำร้ายประชาชนเหล่านั้น (ที่สนับสนุนทรัมป์) ทรัมป์อาจไม่ใช่คนที่ช่วยเขาได้จริงๆ แต่เขาถูกเลือกเพราะเขา “พูดภาษาเดียวกัน” คนเหล่านั้น “โกรธ” เหมือนพวกเขา สิ่งนี้ในทางจิตวิทยาเรียกว่า การหลอมรวมอัตลักษณ์เข้าด้วยกัน (identity fusion) คือ เมื่ออัตลักษณ์ของเราถูกผสม/ผนึกเป็นเนื้อเดียวกันกับผู้นำ หรือกลุ่มที่เราอยู่ด้วย
ดังนั้น เมื่อผู้นำของเรา หรือกลุ่มก้อนของเราถูกวิจารณ์ หรือโจมตี จะเกิดความรู้สึกเหมือนกับว่าเราถูกวิจารณ์ ถูกทำร้าย ถูกโจมตีไปด้วย เช่น เมื่อทรัมป์ถูกวิจารณ์ จะเกิดความรู้สึก หรือความหมายต่อเราว่า เราในฐานะผู้สนับสนุนทรัมป์ หรือพวกเดียวกันถูกวิจารณ์ไปด้วย
2.ทรัมป์ไม่ได้นำเสนอทางแก้ปัญหา (solution) แต่นำเสนอการแก้แค้นเอาคืน (revenge) หรืออธิบายง่ายๆ ว่าหัวใจของเรื่องคือ “แก้แค้นไม่แก้ไข” นั่นเอง ทรัมป์ไม่ได้มีทางออกให้กับเรื่องของการแก้ปัญหาระบบสุขภาพ การขึ้นค่าจ้าง แต่สิ่งที่ทรัมป์สัญญาคือ จะจัดการ “พวกมัน” (them) ไม่ว่าจะหมายถึงพวกคนอพยพ สื่อ (ที่ไม่อยู่ข้างเดียวกัน) นักกิจกรรมผิวสี คนข้ามเพศ พวกหัวเสรี พวกนักศึกษา หรือชนชั้นนำ กล่าวง่ายๆ คือ ทุกคนที่ไม่ได้อยู่ใน “เผ่า/พวก” (tribe) ของเรา
แนวคิดในการแบ่งเขาแบ่งเราเช่นนี้ถือเป็นตัวแบบคลาสสิกของระบอบเผด็จการนิยม (authoritarianism) หมายถึง การที่ทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขา “สูญเสีย” อะไรไปแล้ว ก็บอก (หมายถึงสร้าง) ว่า “ใคร” คือคนที่เอาไป (หมายถึงศัตรูของเรา) แล้วก็สัญญาว่าจะไปจัดการกับคนเหล่านั้น
ลองคิดดูว่าทำไมชาตินิยมแบบคลั่งชาติถึงทรงอิทธิพล ก็เพราะเราได้รับการบอกว่าใครคือศัตรูของเรา เราสูญเสียอะไร ต้องไปทวงอะไรคืนมา หรืออธิบายง่ายๆ ว่า เรารู้ว่าเราจะโทษใครนั่นแหละครับ และโดยเฉพาะกองทัพที่มักพูดทุกอย่างเรื่อง “ความมั่นคง” มันก็ง่ายที่จะได้รับความนิยมและปฏิบัติการ เพราะกองทัพมีไว้จัดการอริราชศัตรูจนบางครั้งเราก็สับสนกับเส้นแบ่งว่าอะไรคือการจัดการศัตรู หรืออะไรคือการใช้เวลาในการ “สร้างศัตรู” นี้ขึ้นมา เพื่ออธิบายว่าใครคือศัตรูของเรา ก่อนที่เราจะไปจัดการมัน
เราจะพบว่าสำหรับคนจำนวนมากที่สนับสนุนรัฐบาลนั้น ความรู้สึกโกรธแค้นจากความเข้าใจเรื่องราวและคำสัญญาของรัฐบาล หรือผู้นำที่สร้าง “ดีล” นี้กับเราว่าจะไปจัดการพวกมันให้ได้ เรื่องนี้สำคัญ เพราะอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง แต่มันทำให้เกิดความรู้สึกว่าเราเข้าใจและเรามีอำนาจในการจัดการ (อย่างน้อยคือด่าและโกรธแค้น) พวกมัน และสิ่งนี้สำคัญกว่าการแก้ปัญหาจริงในแง่ของอารมณ์ของผู้คน
3.ทรัมป์ทำให้คนรู้สึกว่าได้ความเข้มแข็ง (strength) มาสู่พวกเขา มาสู่สังคมประเทศชาติ เพราะคนนั้นมักจะร้องหาระเบียบ (order) หรือเสถียรภาพและความมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อสถาบันทางการเมืองล้มเหลว อาทิ รัฐบาล ศาล การเลือกตั้ง ตำรวจ โรงเรียน คนก็จะร้องหาวีรบุรุษ หรือซุปเปอร์แมน ที่เป็นทางออกในฐานะผู้ปลดปล่อยเพื่อเข้ามาดับทุกข์ พาสู่ทางรอด หรือแก้ปัญหา นี่คือสิ่งที่ทรัมป์ทำบ่อยมาก คือทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั่วๆ ไป แต่เขานำผู้คนไปสู่การพึ่งพา “ตัวเขา” เรื่องนี้ไปไกลถึงขั้นที่ว่า บางทีบางเรื่องอาจเป็นวิกฤตปลอม หรือวิกฤตที่ถูกจัดฉากขึ้นเพื่อสร้างวีรบุรุษจอมปลอมก็ได้
4.ผู้สนับสนุนทรัมป์ตกอยู่ในกับดัก หรือฟองสบู่แห่งข้อมูลข่าวสารแบบหนึ่ง กล่าวคือ พวกเขาไม่ได้แค่ “เชื่อ” หรือ “ไม่เชื่อ” สิ่งที่ทรัมป์พูดในแง่ของการไตร่ตรองก่อน แต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในระบบข่าวสารข้อมูลนั้น หมายถึงว่า ข่าวสารข้อมูลที่ทรัมป์และผู้สนับสนุนมีให้ในกลุ่ม เปรียบเสมือนระบบนิเวศวิทยาหนึ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตของพวกเขา ไม่ใช่ระบบที่ต้องเชื่อจากการคิด แต่มันเสมือนลมหายใจ อาหาร ที่หลอมรวมพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว พวกเขามีสื่อของพวกเขาเองที่คอยบอกว่าพวกชนชั้นนำเกลียดและกีดกันพวกเขา พวกสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่พวกเขาโกหกประชาชน “ความจริงนั้นมีหนึ่งเดียว” คือความจริงจากทรัมป์ จากพวกเราเท่านั้น ไม่ต้องไปหาที่อื่น ไม่ต้องไปรับข้อมูลข่าวสารจากภายนอกระบบ มันเป็นตรรกะในระบบปิด สิ่งที่ทรัมป์และพวกเราบอกคือเรื่องจริง โลกนี้เต็มไปด้วยความหลอกลวง “เขาหลอกพวกเราอยู่”
5.“ความอับอาย” (shame) มีพลังในการทำให้คนในกลุ่มถลำลึกลงไปในลัทธิทางการเมืองที่เชิดชูทรัมป์และแนวทางของทรัมป์ คนในกลุ่มทรัมป์จำนวนไม่น้อยไม่ใช่ไม่รู้ว่าเขาถูกหลอก เขาถูกโกง หรือสิ่งที่ทรัมป์และรัฐบาลของเขาทำไม่ได้เรื่องได้ราว แต่พวกเขารู้ตัวดีว่าพวกเขาลงทุนลงแรง หรือออกตัวแรงกับการหลงเชื่อทรัมป์และสนับสนุนแนวทางนี้มาตั้งแต่แรก แถมยังแก้ตัวให้มาตั้งหลายรอบ ดังนั้น การออกจากกลุ่มนี้ หรือการยุติการสนับสนุน เขาจะต้องเจอกับความน่าอับอายว่าครั้งหนึ่งเขาเป็นพวกสนับสนุนทรัมป์มาก่อน และอาจจะต้อง “เสียเพื่อนและมิตรภาพ” ที่ดีจากชุมชนเหล่านี้ หรือเพื่อนในกลุ่มอาจเลิกคบเขาก็ได้
6.ทรัมป์และลัทธินี้สร้างความรู้สึกว่าทุกคนมีคุณค่า มีความสำคัญและมีความหมาย หมายถึงทรัมป์พยายามอธิบายว่าทรัมป์เป็นตัวขวางทางไม่ให้พวกคนเหล่านั้นถูกจัดการจากรัฐบาลเก่า จากระบบเก่าที่ฉ้อฉล และจากพวกศัตรูต่างๆ ที่เขาระบุไว้ในข้อ 2 เรื่องนี้มีความสำคัญทางอารมณ์มาก เพราะสำหรับพวกเขาที่รู้สึกว่าไม่เคยถูกเห็นหัวมาก่อน ทรัมป์ทำให้คนจำนวนมากเหล่านี้รู้สึกว่าพวกเขามีคุณค่า มีความหมาย มีความสำคัญ พวกคุณไม่ได้เป็นปัญหา ระบบและรัฐบาลเดิมนั่นแหละที่เป็นปัญหา สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการสร้างความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน (belonging) กับทรัมป์ โดยเฉพาะในสังคมที่คนพึ่งพากันน้อยลง ความเหลื่อมล้ำมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นกับความนิยมของทรัมป์จึงมากกว่าเรื่องการเมือง ในความหมายของการเลือกตั้ง การตัดสินใจ แต่มันหมายถึงความเข้าใจเรื่องราวระดับจิตวิทยา อารมณ์ ความรู้สึก ความกลัว และสิ่งนี้ไม่ได้เกิดจากการสร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากการสร้างขึ้นมาจากการเข้าใจจุดอ่อน ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในสังคม และสิ่งนี้กลายเป็นเชื้อมูลสำคัญในการทำให้ความคิดเรื่องทรัมป์นิยมและทรัมป์วิถีนั้นเติบโตงอกงาม
ในตอนท้ายของคลิปมีการพูดถึงว่าเรื่องนี้ไม่ใช่จะแก้ไม่ได้ แม้ว่าหลายกรณีหลายคนจะไปไกลจนยังไงก็ลืมตาโงหัวไม่ขึ้นแล้ว แต่ยังมีคนจำนวนมากที่สามารถออกจากมนต์สะกดของทรัมป์ได้ โดยการที่เราจะต้องให้สิ่งที่ทรัมป์ให้ไม่ได้ คือการสร้างสังคมที่แท้จริง การห่วงใยคนเหล่านั้นจริงๆ และการหาทางออกที่แท้จริงให้กับปัญหา เพราะว่าคนจะไม่เข้าสู่ลัทธิเมื่อเขามีความสุขและมีความมั่นคง แต่เขาจะเข้าร่วมลัทธิต่างๆ เมื่อเขาหวาดกลัว ไม่มีความสุข และต้องการหาความหมายในชีวิต เรื่องนี้สำคัญกว่าการเชื่อว่าถ้าเราให้ข้อมูลที่ถูกต้องแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง ใครไม่เชื่อเราคือโง่ หรือคือศัตรูของเรา
นั่นคือเราจะต้องเข้าใจและไม่ทำให้เขาอับอาย ต้องให้เกียรติ ให้คุณค่ากับเขา พาเขาออกจากมนต์สะกดโดยสร้างสังคมให้น่าอยู่ขึ้น มากกว่าทำลายคนเหล่านั้น โดยการไปทะเลาะแล้วแยกเขาแยกเรา หรือเชื่อว่าแนวคิดนี้สักวันหนึ่งมันก็จะหายไป
ซึ่งในหลายกรณีในโลกนี้ลัทธิบูชาตัวบุคคลมันก็จบลงจริงๆ แต่มันไม่ให้หลักประกันเลยว่า จะไม่กลับมาอีกถ้ารากฐานของปัญหามันไม่หายไปนั่นแหละครับ
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

