อีลอน มัสก์ตั้งพรรคการเมืองใหม่: เมื่อมหาเศรษฐีทำการเมือง และการเมืองก็กลายเป็นธุรกิจ
ในโลกเสรีนิยมประชาธิปไตยที่สหรัฐอเมริกาเคยเป็นต้นตำรับหรืออย่างน้อยก็พยายามจะอุปโลกน์ว่าตนเองคือผู้ผลิตซอฟต์แวร์ทางการเมืองที่ดีที่สุดในโลกนั้น บัดนี้ได้ถึงจุดที่ชายคนหนึ่งซึ่งเคยหลงใหลในจรวด รถไฟฟ้า และเอไอ หันมาเล่นการเมืองโดยตรงเสียที แน่นอน คนผู้นั้นคือ นายอีลอน มัสก์ (Elon Musk) เจ้าพ่อเทสลา สเปซเอ็กซ์ ทวิตเตอร์ (ที่เขาตั้งชื่อใหม่ว่า X อย่างกล้าหาญปนประหลาด) และล่าสุดเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่แห่งสหรัฐอเมริกา พรรคที่เขาตั้งชื่อว่า “เสรีภาพก้าวหน้า (Liberty Forward)” ซึ่งจะไม่เพียงแต่เขย่าระบบพรรคสองพรรคของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังเสี่ยงต่อการฉีกระบอบประชาธิปไตยแบบเดิมของสหรัฐอเมริกาให้กลายเป็นเศรษฐกิจการเมืองแบบโอเปอเรเตอร์โมเดล กล่าวคือ “ใครถือทุน คนนั้นถืออำนาจ”
คำถามที่คนทั่วไปสงสัยคือ ทำไมอีลอน มัสก์ถึงเลือกตั้งพรรคการเมือง? ทำไมไม่สนับสนุนพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตอย่างนักธุรกิจทั่วไปที่โยนเงินสองฝั่งแล้วรอผลประโยชน์กลับมา
คำตอบอาจอยู่ที่ความเย่อหยิ่งผสมแรงผลักของบุคลิกมัสก์เองที่ไม่เชื่อในระบบเดิม มัสก์เคยกล่าวไว้ว่า “Democracy is outdated code หรือประชาธิปไตยคือโค้ดเก่าที่ควรอัพเดต” ซึ่งในสายตาเขา สิ่งที่เรียกว่า “กระบวนการ” เป็นเพียงอุปสรรคต่อ “ประสิทธิภาพ”
ในขณะเดียวกัน การที่เขาเคยเป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กับทั้งสองพรรคการเมืองนี้ ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าเสียงของเขาจะถูกฟังมากกว่ากลุ่มล็อบบี้ยิสต์อื่นๆ ดังนั้นอีลอน มัสก์จึงหันมาทำพรรคการเมืองเสียเลย ไม่ต้องง้อใครเพราะพรรคเสรีภาพก้าวหน้าของมัสก์จึงไม่ใช่พรรคในความหมายเก่าแบบการรวมตัวของพลเมืองตามอุดมการณ์ร่วมกัน หากแต่เป็น platform ทางการเมืองในแบบเดียวกับที่ Amazon เป็นตลาดกลางของสินค้า หรือ Tesla เป็นตลาดกลางของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนให้ประชาธิปไตยแบบตัวกลางหายไป กลายเป็นประชาธิปไตยโดย ซีอีโอ (CEO Democracy) โดยสมบูรณ์
ลองดูนโยบายของพรรคเสรีภาพก้าวหน้า แล้วจะรู้ว่ามันคือการแปลงโลกทัศน์ของซิลิคอนวัลเลย์ให้กลายเป็น “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” อย่างแนบเนียน กล่าวคือ
1) เสรีภาพทางข้อมูล (Data Freedom): รัฐไม่ควรควบคุมข้อมูล แต่ควรเปิด open source ทุกอย่าง
2) ภาษีแบบอัลกอริธึม: ลดระบบภาษีที่ซับซ้อนลงเหลือการจัดเก็บผ่านการคำนวณของ AI
3) Universal Tech Dividend: คนอเมริกันทุกคนควรได้รับ “หุ้นเทคโนโลยี” เป็นรายได้ขั้นพื้นฐาน
4) กองทุนแห่งอนาคต (Future Sovereign Fund): ใช้กำไรจากเทคโนโลยีชั้นสูงในการสร้างรัฐสวัสดิการใหม่
ทั้งหมดนี้อาจฟังดูสวยหรู แต่หากพิจารณาให้ดี นี่คือการแปลงการเมืองเป็นแอพพลิเคชั่นชุดหนึ่ง ที่ออกแบบโดยคนเพียงกลุ่มเดียว แล้วบอกว่า “ใช้ไปเถอะ มันดี” แต่ความหลากหลายทางความคิด อาทิ เสียงของแรงงาน, เสียงของชนผิวดำ ชนพื้นเมือง หรือคนยากจนในเมืองนอกสายตากลับไม่มีใครเขียนโค้ดแทนพวกเขาไว้ในระบบใหม่นี้เลย
ว่าที่จริงแล้วพรรคเสรีภาพก้าวหน้าเป็นพรรคที่ไม่มีราก แต่มีดาวเทียมเพราะในอดีต การตั้งพรรคการเมืองต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานระดับรากหญ้า ต้องมีองค์กรระดับเขต ต้องมีสมาชิกพรรค ต้องมีการรณรงค์ตามลำดับชั้น
แต่อีลอน มัสก์ไม่ต้องการสิ่งเหล่านั้น เพราะเขามี Twitter/X ที่สามารถยิงข้อความหา 180 ล้านคนได้ภายใน 10 วินาที และเขามี Starlink ที่ทำให้ระบบการสื่อสารของพรรคไม่ขึ้นกับรัฐหรือผู้ให้บริการท้องถิ่นกับ Neuralink ที่กำลังวิจัยการเชื่อมสมองกับระบบดิจิทัล ซึ่งอาจเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อในอนาคตนอกจากนี้ที่สำคัญที่สุดคือเขามีแบรนด์ของตัวเอง เพราะมัสก์คือแบรนด์ พรรคการเมืองคือส่วนต่อของแบรนด์ นี่คือการเมืองยุคหลังการเมือง (Post-politics) ที่จุดขายไม่ใช่อุดมการณ์ แต่คือ “คุณจะได้อะไร”
ดังนั้นสหรัฐอเมริกาในยุค Muskification น่าจะมีผลกระทบระยะสั้นและระยะยาวดังนี้
ในระยะสั้น พรรคมัสก์จะเล่นบท “อาชญากรระบบ” (system disruptor) โดยจะทำให้พรรครีพับลิกันแตกเป็น 2 เสี่ยง เพราะมัสก์ดึงฐานเสียงกลุ่มอนุรักษนิยมสายเทคโปรเสรีภาพ และพรรคเดโมแครตก็จะเจ็บหนักเพราะมัสก์ยังดึงกลุ่มเสรีนิยมที่ไม่พอใจระบบราชการของเดโมแครต ส่วนพรรคกรีน พรรคอิสระ ฯลฯ หายไปจากเรดาร์ เพราะสูญเสียพื้นที่สื่อและทุนสนับสนุน
ในระยะยาว หากมัสก์ชนะการเลือกตั้ง (หรือแม้แต่ได้ ส.ส. ส.ว. หรือผู้ว่าการมลรัฐจำนวนหนึ่ง) การเมืองสหรัฐ จะเปลี่ยนเป็น Politics-as-a-Service (PaaS) โดยสมบูรณ์นั่นคือการเลือกตั้งกลายเป็นการเลือกแบรนด์ ส่วนรัฐธรรมนูญกลายเป็นสัญญาการให้บริการ สำหรับประชาชนกลายเป็นผู้ใช้งาน (Users) ไม่ใช่พลเมือง (Citizens) ผลคือ ความเป็นสาธารณะหายไป เหลือเพียงความเป็นลูกค้า ซึ่งหากใครไม่ “จ่าย” หรือไม่ “อยู่ในระบบ” ก็จะไม่มีสิทธิเข้าถึงอะไรเลย
ที่น่ากลัวคือระบบที่อีลอน มัสก์สร้างนั้นสร้างความน่าเชื่อถือ “รวดเร็ว” และ “ดูดี” จนทำให้ประชาชนลืมถามคำถามสำคัญไปว่า
“ใครควบคุมระบบนี้?”
เรากำลังอยู่ในโลกที่การเลือกตั้งอาจยังมีอยู่ แต่การเลือกของเรานั้นถูกทำให้เหลือแค่ Yes หรือ No ต่ออัลกอริธึมชุดหนึ่งที่คนคนเดียวเป็นผู้เขียน ซึ่งนี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการบริหารรัฐด้วยโมเดลของบริษัท
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

