การ ‘ระวัง’ ที่จะ ‘ระวัง’ เนื้อหาที่อาจจะไม่ดีต่อใจ
(Trigger warning)
ต้นทางที่มาของเรื่องนี้เกิดจากที่มิตรสหายรุ่นน้องท่านหนึ่งได้เขียนและโพสต์บ่นถึงการแทรก “คำเตือนเนื้อหาที่อาจกระทบต่อจิตใจ” หรือ (Trigger warning) ในรวมเรื่องสั้นแนวลึกลับและฆาตกรรมเรื่องหนึ่ง ที่ข้อความนั้นพิมพ์ด้วยตัวอักษรขนาดใหญ่และห้อยไว้ใต้ชื่อเรื่อง อย่างที่ไม่ว่าอย่างไรคนอ่านก็ต้องได้เห็นข้อความ
แถมข้อความคำเตือนที่ว่านั้นก็พูดถึง “ประเด็นที่อาจทำให้สะเทือนใจ” ที่กลายเป็นการบอกใบ้เนื้อหาของเรื่องชัดเจน จนคนมีประสบการณ์อ่านหนังสือหรือเสพสื่อแนวนี้อาจจะถึงกับคาดเดาเนื้อหาสำคัญได้เลย ความที่มิตรสหายท่านนั้นเป็นอาจารย์สอนวิชาการเขียนเรื่องแต่ง (Fiction) และเป็นผู้มีชื่อเสียง มีบทบาทคนหนึ่งในแวดวงหนังสือและสำนักพิมพ์ ทำให้เขาตั้งค่าโพสต์ตั้งข้อสังเกตนั้นเป็นสาธารณะ
ไม่ทราบว่าเพราะถูกแชร์ผ่านช่องทางไหน หรือไปกระตุ้น (Trigger) อะไรใครเข้า ทำให้โพสต์นั้นโดนทัวร์ลงกันแบบถล่มทลาย แต่เอาเข้าจริงจะเรียกว่า “ทัวร์ลง” ก็ไม่เชิง เพราะความคิดเห็นที่มาถกเถียงกันอย่างดุเดือดในโพสต์ รวมถึงที่แชร์ไปวิพากษ์วิจารณ์ต่อนั้นก็แบ่งเป็นสองทางในสัดส่วนพอๆ กัน
ทางแรกคือฝ่ายที่ไม่พอใจในโพสต์ข้อสังเกตของมิตรสหายท่านนั้น ก็มา “สั่งสอน” (ที่สมัยนี้เรียกว่า “เอ็ดดูเขต”) ประมาณว่าเนื้อหาบางอย่างมันอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตหรือความรู้สึกของคนเสพคนอ่านได้ หนังสือและสื่อยุคใหม่จึงต้องรับผิดชอบด้วยการใส่คำเตือน Trigger warning ที่ว่า เจ้าของโพสต์ไปอยู่ไหนมา ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเลยหรืออย่างไร
ในขณะที่อีกทางหนึ่งก็มีฝ่ายที่เห็นว่าการมีคำเตือนเนื้อหา Trigger warning เป็นเรื่องเหลวไหลรุงรัง เป็นความเอาแต่ใจพวกจิตอ่อนเรื่องเยอะ เพราะผู้อ่านหรือเสพสื่อก็ควรจะรู้ว่าถ้าอ่านงานแนวไหนก็ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงที่จะได้เจอเนื้อหาอย่างไรที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจหรือทำให้ Trigger ได้อยู่แล้ว การมาอ่านหรือเสพงานแนวนี้ก็คือความเสี่ยงภัยเองเหมือนคนแพ้กุ้งแต่ไปกินบุฟเฟต์อาหารทะเลอย่างนั้นแหละ
สำหรับผู้อ่านหนังสือแปลหรือดูซีรีส์ต่างประเทศ หรือแม้แต่งานของคนไทยในระยะหลังๆ คงพอสังเกตได้ว่าในช่วง 3-5 ปีนี้ มี “ธรรมเนียมปฏิบัติ” เกี่ยวกับการแจ้งเตือนเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อสุขภาพจิตหรือไม่สบายใจ เช่นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการจบชีวิตตัวเองหรือการใช้ความรุนแรงบางประเภทให้ผู้อ่านผู้ชมทราบล่วงหน้าก่อนตัดสินใจว่าจะอ่านหรือชมต่อไปหรือไม่ เช่นเนื้อหาบางประเภทที่มีใน YouTube จำเป็นต้องกดยอมรับก่อนระบบถึงจะเล่นแสดงวิดีโอนั้น
ที่มาของการแจ้งเตือนนี้แต่แรกคือเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชอาการซึมเศร้า (Depress) หรือวิตกกังวล (Panic) สามารถหลีกเลี่ยงการรับรู้เนื้อหาที่อาจจะกระตุ้นหรือ Trigger ให้อาการกำเริบ ที่สำหรับบางกรณีก็อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ต่อมาธรรมเนียมการมีคำแจ้งเตือนนี้ขยายออกไปถึงเนื้อหาที่อาจจะทำให้ผู้อ่านผู้ดูหรือเสพสื่อเกิดความรู้สึกไม่สบายใจหรือกระทบกระเทือนทางจิตใจในรูปแบบอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะปัญหาทางจิตเวชด้วย การแจ้งเตือนนี้บางครั้งแยกออกมาจาก Trigger warning โดยใช้คำว่า Content warning หรือการเตือนเนื้อหาที่อาจทำให้ไม่สบายใจ
ปัจจุบันเนื้อหาที่จัดว่าล่อแหลมซึ่งจำเป็นหรือควรแจ้งไว้ให้ผู้ที่จะเข้าถึงเนื้อหานั้นทราบล่วงหน้า นอกจากกรณีการจบชีวิตตัวเองแล้ว ก็ยังรวมไปถึงเนื้อหาที่มีการทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดหรือล่วงเกินทางเพศ การล่วงละเมิดหรือทำอนาจารเด็ก การมีสัมพันธ์หรือพฤติกรรมทางเพศกับพี่น้องหรือเครือญาติ (Incest) การทำร้ายตัวเองทางอ้อม เช่น พฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (Eating Disoder) การทารุณกรรมสัตว์ หรือเนื้อหาที่มีสัตว์ตายอย่างทรมานหรือหวาดเสียวน่ากลัว การลักพาตัว การกักขัง การทำแท้ง การเหยียดสีผิวและการเหยียดเชื้อชาติ ตลอดถึงการล้อเลียนศาสนาหรือความเชื่อ
ธรรมเนียมที่หนังสือและสื่อต่างๆ ในยุคนี้ที่จะมีคำเตือนเนื้อหา Trigger warning นั้นก็เหมือนกับทุกเรื่องที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามยุคสมัย ว่ามันเป็นเรื่องที่ดีหรืออย่างน้อยก็เริ่มต้นมาจากเจตนาที่ดี สำหรับเรื่องนี้ก็เพราะผู้อ่านและผู้เสพสื่อแต่ละคนก็อาจจะมีความอ่อนไหวต่อเนื้อหาบางประเภทที่แตกต่างกัน โดยถ้าได้อ่าน ดู หรือรับรู้เนื้อหาที่ตัวเองไม่รู้สึกไม่สบายใจแล้ว ก็อาจจะเกิดอาการจิตตก กินข้าวไม่ลง หรือไม่สบายใจแบบข้ามวันก็ได้ หลายคนคงอาจจะมีประสบการณ์ที่ดูหนังสักเรื่องแล้วอยู่ดีๆ ก็เจอบางฉากที่ทำให้ติดตาแล้วรู้สึกแย่จนลืมสนใจเนื้อหาอื่นๆ ของหนังเรื่องนั้นไปเลย ดังนั้นจะว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาของคน “จิตอ่อน” ก็ไม่เชิง
หรือถ้าจะมองว่าผู้รับสื่อรู้อยู่ว่ากำลังจะอ่านหนังสือ ดูหนัง หรือเล่นเกมในแนวไหน ก็น่าจะคาดเดาได้ว่าจะเจออะไรบ้าง ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไม่ไปหาอ่านหรือเลือกดูตั้งแต่ต้นก็ดูเหมารวมแบบหยาบเกินไป เพราะยกตัวอย่างเรื่องแนวฆาตกรรมที่ใครก็รู้ว่าต้องมีคนตาย มีการฆ่า อาจจะมีฉากเลือดสาดหรืออะไรก็ตาม แต่คนอ่านก็อาจจะคาดไม่ถึงว่าจะมีฉากทำร้ายหรือกักขังเด็กเล็กที่บางคนได้อ่านหรือได้เห็นแล้วจิตตก หรือคนที่เล่นเกมแนวต่อสู้ยิงซอมบี้ภาพสยดสยองอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าเกมนั้นมีฉากที่บังคับให้ผู้เล่นต้องฆ่าสุนัขตามเนื้อเรื่องก็คงไม่หยิบมาเล่นหรือดูตั้งแต่แรก ซึ่งก็อย่างที่ว่าไว้ในตอนแรก คือแต่ละคนมีจุดที่กระทบกระเทือนหรือทำให้รู้สึกไม่สบายใจที่แตกต่างกัน
แต่ถึงอย่างนั้น การมีคำเตือน Trigger warning แจ้งล่วงหน้าว่างานที่จะได้อ่านหรือดูต่อไปนั้นมีเนื้อหาอ่อนไหวเรื่องใด ในอีกทางหนึ่งก็เสี่ยงต่อการเสียอรรถรสในการอ่านหนังสือหรือเสพสื่อบันเทิง หรือการ “สปอยล์” (Spoiled) ได้เหมือนกัน เช่นถ้านิยายหรือภาพยนตร์สักเรื่องมีคำเตือนมาตั้งแต่เริ่มเรื่องว่าจะมีฉากการเสียชีวิตของเด็ก แล้วเรื่องเปิดมาเป็นว่ามีพ่อลูกคู่หนึ่งขับรถไปเที่ยวเมืองในหมอกด้วยกัน แค่นี้คนอ่านหัวไวก็พอจะเดาได้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น ซึ่งสำหรับเรื่องแนวลึกลับ การได้รู้ข้อมูลแค่นี้ก็ทำให้เรื่องขาดความน่าติดตามหรือเสียอรรถรสไปมากแล้ว ยิ่งถ้าเป็นเรื่องแนวสืบสวนแบบที่มีการเฉลยตัวคนร้าย หรือเรื่องแนวอื่นที่มีจุดหักมุมสำคัญก็อาจจะถึงกับทำให้การอ่านหรือดูชมเรื่องนั้นต่อไปไม่เหลือความสนุกตื่นเต้นระดับที่ไม่ต้องอ่านไม่ต้องดูต่อไปแล้วก็ได้
ประเด็นเรื่องข้อความเตือน Trigger warning นี้อาจจะเป็นแต่ข้อถกเถียงเล็กๆ ในหมู่นักอ่านนักเขียนและคนทำสื่อที่เข้าถึงผู้คนในยุคปัจจุบันซึ่งก็ไม่ได้ลุกลามบานปลายอะไรมากนัก แชร์กันเถียงกันไปๆ มาแค่สี่หรือห้าวันก็ไปทะเลาะกันต่อเรื่องอื่น แต่ก็เห็นว่ามันเป็นประเด็นเล็กที่ใช้อธิบายถึงความพยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างน่าสนใจ
เพราะ “ข้อดี” ของการปกป้องสุขภาพจิตหรือความสบายใจของผู้อ่านผู้เสพสื่อนี้ กับ “ข้อเสีย” ที่อาจจะทำให้เรื่องหรือสื่อนั้นเสียอรรถรสนี้เอง ทำให้ฝ่ายที่คัดค้านและสนับสนุนการมีคำเตือนเนื้อหาแบบนี้เถียงกันในกรอบที่ว่า “จำเป็นหรือควรที่จะมีคำเตือน Trigger warning หรือไม่ต้องไม่ควรที่จะมีการเตือนอะไรแบบนี้หรือไม่
ในแง่หนึ่ง คำเตือนเนื้อหา Trigger warning หรือ Content warning นั้นเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ก่อนหน้านั้นสังคมหรือแวดวงที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไร ไปสู่การสร้างความตระหนักรู้ว่าผู้เขียนและผู้สร้างสรรค์สื่อต่างๆ นั้นควรมีส่วนในการรับผิดชอบสุขภาพจิตและความรู้สึกสบายใจของผู้อ่าน ผู้เสพ ผู้รับสื่อที่มีความแตกต่างหลากหลายกัน ไม่ต่างจากที่สมัยนี้ผู้คนมีความตระหนักรู้ว่า การ “แพ้อาหาร” เป็นเรื่องอันตรายถึงชีวิต ทำให้ร้านอาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารจะต้องมีข้อมูลส่วนผสมสำหรับผู้แพ้หรืออาจจะแพ้อาหารนั้นไว้
เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงเพื่อนำไปสู่ “แนวทางใหม่ที่ดีกว่า” นั้น ก็ควรทำอย่างมีศิลปะเพื่อให้คนที่อาจจะยังไม่เห็นด้วยหรือยังไม่เห็นประโยชน์จะสามารถยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นโดยรู้สึกว่าเรื่องนั้นมีแง่ดีที่อาจจะแค่ “แปลกตา” หรือมีอะไรเพิ่มเติมมาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ไปทำลาย “สิ่งเดิม” ในสาระสำคัญ คืออรรถรสในการอ่าน การดู การเสพสื่อต่างๆ เช่นในสมัยที่ยังไม่เคยมีคำเตือนแบบนี้อยู่
แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สนใจกับศิลปะในการเปลี่ยนผ่านความคุ้นเคยนี้ ทำจนเกิดความรู้สึกที่ว่า “ของใหม่” ที่ใส่เข้ามานั้นเป็น “สิ่งแปลกปลอม” ที่รบกวนทำลายความสุขในการอ่าน ดู หรือเสพสื่อไปในระดับที่ยอมรับได้ยาก ก็จะนำไปสู่การปฏิเสธ และการถกเถียงที่มีทางเลือกเพียงแค่จะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงนั้น
ดังนั้นแทนที่เราจะมาเถียงกันว่า “ควร” หรือ “ไม่ควร” มี Trigger warning ก็อาจจะต้องหาจุดที่ยอมรับได้กันทั้งสองฝ่าย
อย่างกรณีของหนังสือที่เป็นต้นเรื่อง ก็อาจจะเป็นแนวทางที่สำนักพิมพ์และคนทำหนังสืออาจจะตกลงกันเป็นมาตรฐานหรือธรรมเนียมปฏิบัติไปเลยว่า คำเตือนเนื้อหา Trigger warning หรือ Content warning ไม่ว่าจะเยอะน้อยหรือละเอียดยิบย่อยอย่างไรก็ควรพิมพ์หรือแสดงไว้โดยรบกวนการเข้าถึง “เนื้อหา” ของหนังสือนั้นให้น้อยที่สุด และจัดไว้ในจุดเดียวกันทุกสำนักพิมพ์เพื่อให้ผู้อ่านจะได้รู้ตรงกันว่า ถ้าอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้หรือเรื่องสั้นเรื่องนี้มีเนื้อหาใดที่ควรหลีกเลี่ยงหรือไม่ ก็เข้าไปอ่านหรือหาข้อมูลจากส่วนนั้น เช่น อาจจะพิมพ์ไว้ในใบรองปกหน้าหลังชื่อเรื่องหรือไว้ท้ายเล่ม หรือถ้าเป็นเรื่องสั้นก็อาจจะพิมพ์ไว้ส่วนล่างสุดด้วยขนาดตัวอักษรที่ยังอ่านได้สะดวกโดยไม่เรียกร้องความสนใจจากสายตาเกินไปนักก็ได้ เพื่อคนที่ไม่อยากรู้ก็จะได้ไม่ต้องไปอ่านหรือเห็นข้อความนั้น
ถ้าทำได้แบบนี้คนที่ไม่สบายใจกับเนื้อหาที่สัตว์เลี้ยงจะถูกทำร้ายในนิยายหรือเรื่องสั้นก็จะได้หลีกเลี่ยงไม่ต้องอ่านเรื่องนั้นให้จิตตกไปเปล่า แต่ก็ไม่ไปบอกใบ้ว่าแมวที่โผล่มาตั้งแต่ต้นเรื่องนั้นจะมีชะตากรรมอย่างไร สำหรับคนอ่านที่อยากจะลุ้นกับเรื่องราวโดยที่ไม่อยากรู้อะไรล่วงหน้า

