หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : รั้วเขตแดน…ไม่อยากสร้าง…แต่คงต้องสร้าง

21.07.25 | 13:40 น.

ไม่มีรั้ว-กำแพงชายแดนที่ไหน..ขวางกั้นความพยายามของมนุษย์ได้ หากแต่เมื่อ “ไม่เป็นมิตร มีแต่ปัญหา ไม่ชอบหน้ากัน” ก็จำเป็นต้องสร้าง อย่างน้อยก็เพื่อกำหนด-บอกเขตแดน ทั้งๆ ที่ใช้เงินมหาศาล รวมถึงเทคโนโลยีการเฝ้าตรวจที่จะต้องติดตั้ง

รั้วชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่ยาวกว่า 600 กม.สร้างไปบนภูเขา ป่า และแม่น้ำโก-ลก ตลอดแนวชายแดนถือว่าเป็นตัวอย่างที่ “ดีที่สุด” เป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชม เป็นความกล้าหาญในการตัดสินใจของผู้นำทั้ง 2 ประเทศในอดีต เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ประเทศทำงานต่อเนื่องแบบเงียบๆ ใช้เวลามากกว่า 30 ปี ค่อยๆ พูดคุยกันด้วยเหตุ-ผล มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน ตกลงใจ…จึงสำเร็จเป็น ปฐมบท การปักปันเขตแดน

หลังจากนั้นมา…งานสำรวจ-ปักปันเขตแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านก็มีความชัดเจนมากขึ้นระหว่างไทย-ลาว มีบางพื้นที่ยังตกลงกันไม่ได้จึงส่งต่อกันมาหลายพื้นที่ เรื่องเขตแดนที่เหลือรอบบ้านเป็นภารกิจที่ “ขมขื่น-ค้างคา” กันมาตลอด…

หลายประเทศในโลกมีปัญหาต่อกัน หลายประเทศปักปันเขตแดนกันสำเร็จชื่นมื่น หลายประเทศต้องสู้รบกัน และอีกหลายประเทศที่ไม่เคยต้องคำนึงถึงเขตแดน บางประเทศมีพรมแดนติดต่อกันรอบด้านหลายประเทศ ก็เพียรพยายามปักปันกันแบบ “มิตรไมตรี”

บางประเทศ พูดกันยากนัก งี่เหง้า ก็ต้องใช้กำลังเข้าตัดสิน

Advertisement

ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นราชธานี ต่อเนื่องมาถึงต้นรัตนโกสินทร์ เขตแดนของ “ราชอาณาจักรสยาม” ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ “ตีวงกว้าง” ออกไปประมาณครึ่งหนึ่งของแผ่นดินกัมพูชา (ปัจจุบัน) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของแผ่นดินกัมพูชาอยู่ใต้การควบคุมของญวน

ขอให้ลูกหลานไทยได้ทราบว่า กองทัพสยามไปทำศึก ไปวางกำลังเผชิญหน้ากับ “กองทัพญวน” ในแผ่นดินเขมรยาวนาน 14 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2376-2390 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.3) กองทัพจากกรุงเทพฯครอบครองดินแดนราวครึ่งหนึ่งของเขมร ในหลวง ร.3 โปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์) เป็นแม่ทัพไป หากแต่ต้องถอนกำลังออกมา เพราะกองทัพฝรั่งเศสมายึดดินแดนเขมร…

ฝรั่งเศสเข้ามาลากเส้นเขตแดนให้เขมร บังคับสยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องเขตแดน (ที่เป็นปัญหาทางเทคนิคและทางกฎหมาย)

เรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะคดีเขาพระวิหาร คือ ยาพิษ ที่คนไทยรังเกียจคำตัดสินศาลโลก (เมื่อ พ.ศ.2505) และศาลโลกพิจารณา “ตีความ” คำร้องเขมรอีกครั้งเมื่อ พ.ศ.2556 ที่ตอกย้ำ ซ้ำเติมความรู้สึกด้านลบของคนไทย

ช่วงสงครามกลางเมืองในเขมรที่ประหารกันเองยาวนานกว่า 30 ปี ตายไปกว่า 2.5 ล้านคน ช่วงนั้น..ถือว่ารัฐบาลไทยช่วยเหลือเกื้อกูล ช่วยรักษาชีวิตพี่น้องเขมรเอาไว้ แสดงน้ำใจต่อกัน เลยไม่มีเวลาได้พูดถึงเรื่องเส้นเขตแดน เพราะมีใจต่อกัน

ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา…ผู้นำเขมรเริ่มมีท่าทีดุดันเรื่องเขตแดน…ขอ “แสดงกำลัง” ต่อไทยเรื่องเขตแดน จึงเกิดการสู้รบอย่างหนักในปี พ.ศ.2554 (ในที่สุดไทยต้องไปขึ้นศาลโลกอีกครั้งในปี พ.ศ.2556 เรื่องการขึ้นชมเขาพระวิหารจากฝั่งไทย เป็นอันยุติโดยสิ้นเชิง)

ตั้งแต่นั้นมา…ท่าทีของเพื่อนบ้าน “เปลี่ยนไป” อย่างมีนัยยะสำคัญ จากที่ชาวบ้านเคยข้ามไป-มา เริ่มมีการแสดงกำลังในลักษณะรุกล้ำ

ขอตัดฉากผ่านมาต้นปี พ.ศ.2568 ที่เขมรเข้ามาเผาศาลาตรีมุข และอีกหลายเหตุการณ์ที่ “ยกระดับ” ความขัดแย้งตามแนวชายแดนถึงขั้นผิดใจกันรุนแรง มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่อเนื่อง โดยผู้นำระดับสูงของกัมพูชา ตามมาด้วยมวลชนในลักษณะยั่วยุ

สังคมไทยเข้าใจดีว่า รากเหง้าของปัญหาคือ เรื่องเขตแดน ที่ก่อความรำคาญแสนสาหัส รวมถึงการฉวยโอกาสสร้างเรื่องเสมอมา

สังคมไทยจึงเกิดความคิด ความเห็น ร้อนระอุ เรื่องความเป็นไปได้ที่จะสร้างรั้วที่ชายแดนไทย-เขมร เพื่อชนรุ่นหลังจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันว่า เขตแดนใครอยู่ตรงไหน.. ที่สำคัญ คือ เบื่อการประชุม JBC ที่ประชุมกันร่วมแล้ว..มีการชิงแถลงการตามความเห็นตนเอง

ลองมาดูบ้านเมืองอื่น ใกล้บ้านเราว่าเขาแก้ปัญหากันอย่างไร ?

จีน คือ ต้นแบบ เป็นตัวอย่างในการสร้างรั้วยาวนับพันกิโลเมตร ระหว่าง จีน-เวียดนาม และจีน-พม่า

ย้อนไปช่วงโควิด-19 ที่มนุษย์ด้วยกันแพร่เชื้อใส่กัน เจ็บป่วย ล้มตายกันประดุจใบไม้ร่วง …จีน ถูกกล่าวหาว่าเป็นแหล่งกำเนิด ปล่อยเชื้อโรคตัวนี้ (อาจจะเป็นเรื่องสับสน เป็นเรื่องใส่ร้าย ที่ไม่มีข้อสรุป) ประชากรจีนราว 1,400 ล้านคน บางเมืองใหญ่ ถูกห้ามออกจากบ้าน ที่เรียกว่า Lockdown เป็นมาตรการที่สร้างทุกข์ระทมแสนสาหัส

เรื่องที่รัฐบาลจีน เพ่งเล็งหนัก คือ การผ่านเข้า-ออก บริเวณชายแดน

จีนตัดสินใจปรับปรุง เสริมความแข็งแรง และสร้างกำแพงชายแดนยาวเหยียดกับประเทศเพื่อนบ้าน เวียดนามและพม่า (เดิมมีแนวรั้วอยู่บ้างแล้ว ไม่มีกำแพงมีแต่รั้วไม้ ไม่ชัดเจน ไม่แข็งแรง) แล้วประกาศปิดพรมแดน

รั้วชายแดนจีน-เวียดนาม ครับ

พรมแดนทางบกระหว่างจีน-เวียดนาม ยาว 1,347 กิโลเมตร ? ฝั่งจีนมี 2 เมืองมีพรมแดนเชื่อมกับเวียดนาม และมี 7 จังหวัดของเวียดนามที่มีพรมแดนติดกับจีน

ชายแดนที่ปักปันกันเสร็จแล้ว…แทบไม่มีเส้นตรง โดยส่วนใหญ่ผ่านพื้นที่ภูเขาที่ห่างไกลซึ่งมี “ชนกลุ่มน้อย” อาศัยอยู่ในบางพื้นที่ แม่น้ำถูกใช้เป็นช่วงสั้นๆ เช่น แม่น้ำหลี่เซียน แม่น้ำแดง หนาน ซีซ่งกัมซ่งไช และจินเจียง ทางทิศตะวันออก พรมแดนไปถึงปากแม่น้ำ เป่ยหลุน/กาหลง ใกล้กับเมืองตงซิง ของจีน และเมืองมงไก ของเวียดนาม โดยไหลตามแม่น้ำผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำออกไปสู่อ่าวตังเกี๋ย

เคยมีเหตุทหาร จีน-เวียดนาม ปะทะกันตามแนวชายแดนนับครั้งไม่ถ้วน เพราะเขตแดนไม่ชัดเจน

17 กุมภาพันธ์ 2522 เกิด “สงครามจีนสั่งสอนเวียดนาม” ที่โลกตกตะลึง กองทัพจีนนับแสนบุกข้ามชายแดนโจมตีเวียดนาม ทหารจีนรุกเข้าสู่เวียดนามตอนเหนือและยึดหลายนครใกล้ชายแดน เป็นสงครามดุเดือดในเวลา 3 สัปดาห์ แล้วจีนถอนทหารกลับ ทหารทั้ง 2 ฝ่ายเสียชีวิตรวมกันราว 5 หมื่นนาย

เรื่องเส้นเขตแดน เรื่องลักลอบข้ามแดน ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงคราม

ไม่น่าเชื่อ…จีน-เวียดนาม หันมาร่วมมือกันปักปันเขตแดน

ตุลาคม 2535 จีน-เวียดนาม เริ่มทำงานในการแก้ไขปัญหาดินแดนที่ค้างอยู่ ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับความถูกต้องของเส้นแบ่งเขตแดนปี พ.ศ.2430 และ 2438 และสนธิสัญญาเขตแดนขั้นสุดท้ายได้รับการลงนามในวันที่ 30 ธันวาคม 2542

ปี 2543 ทั้ง 2 ฝ่าย ให้สัตยาบัน เริ่มมีการสำรวจ ปักปัน แบ่งเขตแดนอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเสร็จสมบูรณ์ในปี 2551

จีน-เวียดนาม ตกลง “แบ่งปัน” ดินแดนที่เป็นข้อพิพาทมานานจำนวน 227 ตารางกิโลเมตร จีนได้ 114 ตารางกิโลเมตร และเวียดนามได้มา 113 ตารางกิโลเมตร (เมื่อไม่ทราบว่าจะอ้างอะไร ก็แบ่งกันไปคนละครึ่ง)

พ.ศ.2543 ได้มีการตกลงกันเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลในอ่าวตังเกี๋ย …แต่ข้อพิพาทเกี่ยวกับหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ยังคงมีอยู่

ตามรายงานของสื่อรัฐบาลจีน “ซินหัว” รั้วที่สร้างกั้นเขตแดนกับเวียดนาม เป็นรั้วเหล็กสูง 4.5 เมตร พร้อมลวดหนามอยู่ด้านบน ตามแนวแม่น้ำเป่ยหลุน

โครงการนี้ใช้เงิน 29 ล้านดอลลาร์ สร้างขึ้นระหว่างปี 2555 ถึง 2560 ระยะทาง 12 กิโลเมตร และมีจุดประสงค์เพื่อปราบปรามการลักลอบขนสินค้า ยาเสพติด และผู้คน เป็นปัญหาปวดหัวอย่างยิ่ง สำหรับทั้งจีนและเวียดนาม

ปัญหาโลกแตกตามแนวชายแดน คือ เครือข่ายอาชญากรผู้ลักลอบขนคนเข้าเมือง รวมถึงการค้ามนุษย์หญิงชาวเวียดนามอย่างผิดกฎหมายไปยังประเทศจีน

เด็กสาวเวียดนาม ถูกขายส่งไปจีน ก็เพราะ “ผู้หญิง” ในจีนมีสัดส่วนจำนวนน้อยมาก จากนโยบายคุมกำเนิดในอดีตของจีน

แถมเป็นข้อมูลสำคัญที่นึกไม่ถึงครับ…

มีมุมมองน่าสนใจว่า อันที่จริงแล้ว กำแพงระหว่าง จีน-เวียดนาม เป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจด้วย เพราะเวียดนามได้สร้างสภาพตลาดที่เอื้ออำนวยและปลอดภัยสำหรับการลงทุนจากต่างประเทศและดึงดูดบริษัทการผลิตที่มีฐานการผลิตในจีนเดิมให้ย้ายมาเวียดนาม รวมถึงบรรดาหนุ่มสาวชาวจีน ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว ไม่มีงานทำ พร้อมที่จะหลั่งไหลไปใช้ชีวิตในเวียดนาม

ก่อนเกิดการระบาดของโควิด แรงงานชาวจีนที่มีทักษะหลายหมื่นคนอพยพออกจากจีนไปยังเวียดนาม (รายงานว่ามีชาวจีนราว 33,770 คน ที่ทำงานอย่างถูกกฎหมายในเวียดนาม)

มาตรการ Lockdown ที่ทำให้ชาวจีนตกงาน เศรษฐกิจพังพินาศ ส่งผลให้แรงงานชาวจีนที่มีทักษะมหาศาลอพยพออกจากจีนไปยังเวียดนาม บริษัทของจีนบางแห่งก็ย้ายที่ตั้ง เนื่องจากสถานะเศรษฐกิจของเวียดนามเย้ายวนยิ่งนัก

โดยสรุป ถือว่า มีรั้วเขตแดนเรียบร้อยระหว่าง จีน-เวียดนาม

ลองมาดูเรื่องรั้วชายแดนจีน-พม่า ครับ

ชายแดนจีน-พม่า (มีความยาวกว่า 2,000 กม.) มีปัญหาสารพัดที่จีนต้องการแก้ไข จีนต้องการปราบปรามการเดินทางของชาวจีนไปยังบ่อนกาสิโนในพม่า ปักกิ่งกังวลว่าชาวจีนเหล่านี้อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างกองทัพและชนกลุ่มน้อยติดอาวุธในรัฐฉาน จีนตัดสินใจสร้างรั้วยาว 659 กิโลเมตร

จีนถือโอกาสใช้ช่วงวิกฤตโควิด-19 สร้างรั้วตามแนวพรมแดน ระหว่างมณฑลยูนนานของจีนและรัฐฉานทางตอนเหนือของพม่า

มณฑลยูนนานของจีนมีพรมแดนติดกับเวียดนาม พม่า และลาว เป็น “ช่องทาง” สำหรับชาวอุยกูร์และชนชาติอื่นๆ ที่ต้องการขอสถานะผู้ลี้ภัยในโลกตะวันตกมาอย่างยาวนาน รวมถึงเป็นเส้นทางสำหรับผู้ลี้ภัยที่หลบหนีจากเกาหลีเหนือที่เคยหลบหนีเข้ามาในไทย

อันที่จริง…เรื่องโควิด-19 ก็เป็นเหตุผลหนักแน่นพอเพียงสำหรับการสร้างรั้วจีน-พม่า เพื่อ “จำกัด” มนุษย์ที่เดินทางไปมา หากแต่ปัญหาที่ฝังรากลึกมาแสนนาน คือ จีนต้องการสกัดขบวนการลักลอบคนเข้า-ออก ป้องกันการลักลอบขนของผิดกฎหมายและหยุดยั้งยาเสพติด

จีนลงทุนสร้างรั้วสูง 3 เมตร กั้นบริเวณเขตเเดน พร้อมทั้งวางลวดหนามด้านบน แต่เดิมทั้ง 2 ประเทศเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หากแต่ปัญหาอาชญากรรมสารพัดเกิดขึ้นโดยไม่ทราบว่าใครเป็นใคร

จีน…ไม่จำเป็นต้องแถลงหรือชี้แจงเหตุผล หรือปรึกษาหารือกับรัฐบาลพม่า หรือแม้แต่องค์กรปกครองในท้องถิ่นก่อนหน้าที่จะเริ่มการก่อสร้างแต่อย่างใด

ทุกฝ่ายเชื่อว่า เป็นความพยายามยับยั้งไม่ให้ยาเสพติดจากพม่าทะลักเข้าไปในจีน

ที่ผ่านมาทางการพม่าก็มิได้แสดงท่าทีอะไรมากมายนักกับรั้วกั้นแนวชายแดนครั้งนี้ เพียงยื่นประท้วงใน 8 จุดของการสร้างรั้วที่ “ละเมิดความตกลง” เรื่องชายแดนระหว่างกัน ที่ตกลงกันไว้ว่า ห้ามไม่ให้มีการปลูกสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดในระยะ 10 เมตรทั้งสองด้านของเส้นแบ่งเขตแดน

รัฐบาลพม่าส่งจดหมายประท้วงไปหลายครั้ง แต่ทางการจีนยังคงดำเนินการสร้างกำแพง จีนไม่ฟัง เพราะเป็นผลประโยชน์ของจีน

เหตุการณ์เมืองเล่าก์ก่ายที่คนไทยรู้จักดี เป็นเมืองเอกของเขตปกครองตนเองชนชาติโกก้างในภาคเหนือของรัฐฉาน

จีนขอสร้างรั้วเองพร้อมส่งทหารมาคุม ฝ่ายปกครองเมืองเล่าก์ก่าย ได้ทำหนังสือประท้วงไป จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้ส่งตัวแทนลงมาเจรจากัน ณ จุดที่ตั้งหลักเสาหิน ผลการเจรจาคือ จีนยอมรื้อรั้วลวดหนามและถอยร่นไปสร้างใหม่ในแนวที่ห่างจากหลักเสาหินไป 10 เมตร

ที่นำมาบอกเล่ากันตรงนี้ ก็เป็นไปตามสถานการณ์ชายแดนไทย-เขมร นะครับ มีเสียงเรียกร้องว่า..ตรงไหนที่เขตแดนชัดเจนในช่วง 798 กิโลเมตร ถ้าเป็นไปได้ก็สร้างรั้วซะเลย สกัดกั้นคนไม่ได้หรอกครับ ทั้งปีนทั้งขุด หากแต่ “เป็นการหมายแนว”

ตรงไหนสร้างเป็น “รั้วทึบ” ก็จะได้ไม่ต้องเห็นหน้ากันอีก..

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก