หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศจนเริ่มสงสัยว่าตกลงประเทศนี้จะมีอนาคตได้อย่างไร
ยังเป็นประเทศที่มีความหวังและความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
เรื่องที่ท้าทายมากๆ ในการคิดก็คือ ทำไมทุกอย่างมันถึงได้ประดังประเดเข้ามาในช่วงนี้
ผมก็ยังไม่มีคำตอบ
อารมณ์เหมือนฝีมันแตกในช่วงเวลานี้
ตั้งแต่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเจรจาภาษีทรัมป์ เสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจ ปัญหาพุทธศาสนา ภาวะการซ้อนทับเรื่องอำนาจในหลากหลายมิติ ความผิดหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อยเรื่องข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรม
รวมไปถึงเรื่องความขัดแย้งในเรื่องมุมมองที่มีต่อการจัดการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อคนนอกกรุงเทพฯและปริมณฑลถามท้าว่าเรื่องนี้เป็นธรรมแล้วหรือไม่
ยังมีเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการ ความขัดแย้งของเพื่อไทยและภูมิใจไทย และคดีความของคุณทักษิณทั้งกรณีเรื่องชั้น 14 และ 112 รวมทั้งคดีความของนายกรัฐมนตรีต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว
คงเป็นเรื่องที่น่าคาดฝันว่าเราสามารถอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ด้วยเงื่อนไขและเหตุผลเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เราเป็นประเทศที่กำลังประสบปัญหาหลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องของ “การนำ” (political leadership)
ที่ไม่ได้หมายความง่ายๆ แค่ผู้นำ หรืออำนาจอันเด็ดขาด
แต่หมายถึงทั้งจิตวิญญาณ ความมุ่งมั่น หลักการ และการอยู่รวมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน การเข้าอกเข้าใจกัน ของคนในชาติเดียวกัน
ไม่ใช่ทั้งชาตินิยมที่ต้องสร้างศัตรู และไม่ใช่ทั้งผู้นำที่เราต้องเชื่อว่าจะรู้ทุกเรื่องแทนเรา
แน่นอนว่าตอนนี้สิ่งที่เราเผชิญก็คือเรื่องของชาตินิยมที่มีทางออกหนึ่งเดียวตลอดเวลา เพราะผู้นำไม่มีการชี้ทางออกอื่นๆ ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน ทุกวันสถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ
มีแต่เรื่องความเลวร้ายของประเทศติดกับบ้านเราที่เราไม่มองเป็นเพื่อนบ้านอีกต่อไป
ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ แต่การเล่าเรื่องมีทางเดียว คือหลักการของเราถูกทุกเรื่อง
คำถามที่ตอบกันไม่ได้ก็คือ ถ้าเราไม่ต้องการไปขึ้นศาลโลก เราต้องการดีลกับเขาสองฝ่าย ทำไมเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าถ้าไม่ใช่ศาลโลกที่เราอ้างว่าเราเสียเปรียบ และไม่เป็นกลาง
อะไรคือเวทีโลกที่เราเชื่อว่าเป็นกลาง และเป็นเวทีที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างจบและอยู่ด้วยกันได้
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของผู้นำทางการเมืองที่มาจนถึงตอนนี้ สื่อมวลชนก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า การเชิญผู้นำจิตวิญญาณของเพื่อไทย และประชาชนมาออกรายการทอล์กคือเรื่องที่เป็นเนื้อหาที่แท้จริง
มีไหมสักรายการที่อยากจะสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีโดยเชิญคนมาฟัง
ผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่ต่างกัน
เรื่องตอนนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องตลกที่เราอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ผลโพลของผู้นำทางการเมืองอาจไม่ได้ตรงกับผลโพลของพรรคการเมือง
และไม่ได้มีคำตอบมากกว่านั้นว่าประเทศไทยควรจะแก้ปัญหาอะไรได้อย่างไรบ้าง
นอกเหนือไปจากเรื่องเลือกตั้งใหม่ นายกฯลาออก ยุบสภา เอาหรือไม่เอารัฐประหาร
ความท้าทายคือนอกเหนือจากเรื่อง “กระบวนการ” ที่จะต้องไปหรือไม่ไปทางใดทางหนึ่งแล้ว
“คำตอบ” ในแต่ละเรื่องของบ้านเมืองนั้นอยู่ที่ไหน
ถ้าเรามองไม่เห็นข้อเสนอ หรือคำตอบ หรือความพยายามในการตอบ เราจะวนลูปไปสู่ความเชื่อว่าการเลือกตั้งคือคำตอบแบบง่ายๆ
คือเชื่อว่าต้องพาไปสู่การเลือกตั้ง หรือจะไปทำไมในเมื่อรัฐบาลที่มีอยู่ก็มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้วนี่หน่า
หรือการอธิบายว่าการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ แต่การรัฐประหารก็ไม่เคยให้คำตอบในระยะยาวได้เลย
หนึ่งในข้อเสนอที่ผมคิดได้ตอนนี้คือ ทุกฝ่ายต้องเสนอทางออกของประเทศอย่างเร่งด่วนมากกว่าเรื่องแค่ว่าขออำนาจให้ฝ่ายตัวเองก่อน แล้วทางออกจะตามมา
อย่าทำให้ทางออกและนโยบายออกมาเฉพาะช่วงเลือกตั้ง
บางทีประเทศอาจต้องการอะไรมากกว่าโอกาส
และไม่ใช่แค่รูปธรรมในแง่โครงการหรือนโยบาย
ประเทศอาจต้องการเจตจำนงร่วมบางอย่าง ซึ่งตอนนี้ยังหาไม่ได้
และถ้ายังไม่มี สิ่งที่มีคือความสิ้นหวังและอารมณ์ หรืออาจเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะออกมาในรูปของความเห็นที่พบในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์
เจตจำนงร่วมนี้จะหาได้อย่างไรคือเรื่องที่ใหญ่มาก มันคือคุณค่าของส่วนรวม ของสังคม ของประเทศชาติ ของรัฐ
การอธิบายแค่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ใครเป็นองค์อธิปัตย์ก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรงไปตรงมา
อำนาจอยู่ในมือใครก็ยังไม่ได้เท่ากับเจตจำนงร่วม
เจตจำนงร่วมไม่ใช่แค่ดีล
ไม่ใช่แค่การรวมกันของความต้องการของทุกคนแบบบวกกันไปเรื่อยๆ
หรือความต้องการของคนหมู่มาก
แต่เป็นเรื่องของส่วนรวม
อย่างไรก็ดีต้องระวังไม่ให้การพูดถึงส่วนรวมกดทับและปิดกั้นความหลากหลายของความต้องการและปรารถนาของผู้คน
เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะทุกวันเราเผชิญกับการสร้างดีลเทียมตลอดเวลา
หมายถึงการสร้างดีลที่ทำให้เราต้องรู้สึกต้องยอม ต้องแลก เพราะดีกว่าไม่ได้อะไร
ส่วนคนอื่นจะเดือดร้อนก็ช่างมัน ขอให้เราได้ (ไว้) ก่อน
จะนิดจะหน่อยก็ยังดี
ความคิดเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม เสมอภาค หรือความกินดีอยู่ดีของทุกคน มันหายไปทุกที
ในสังคมที่เรารับรู้ว่าการพูดทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มีราคาที่ต้องจ่าย
ความท้าทายก็คือจะสื่อสารกันอย่างไรในสถานการณ์ที่จำกัดเช่นนี้
การเมืองในแง่การเลือกตั้งในรอบหน้า จะเต็มไปด้วยอารมณ์ ความรุนแรงในความรู้สึกที่บางเรื่องพูดได้ พูดไม่ได้ ยุทธศาสตร์การเอาชัยกันด้วยทุกวิถีทาง
เวทีการหาเสียงแบบดีเบตจะมีมากขึ้น เพระมีคนสนใจ แต่จะหาทางออกได้จริงๆ ไหมอันนี้ไม่แน่ใจ
การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบแน่นอน แต่เป็นเรื่องของการพยายามหาหนทางของความเป็นไปได้ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าสังคมมีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากมายไปหมด
บางทีเราอาจจะยังหาเจตจำนงร่วมไม่เจอ
บางทีเราอาจไม่คิดจะหามันด้วยซ้ำ
เรายังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปทั้งในแง่ของกระบวนการ เป้าหมาย และเนื้อหา
ในสังคมที่ภูมิทัศน์ทางอำนาจซับซ้อนและไม่เท่าเทียม
ได้แต่หวังว่าการตั้งคำถามเรื่องเจตจำนงร่วม น่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าแค่อำนาจอธิปไตย
และคือแก่นกลางของการนำทางการเมืองที่ต้องหาให้เจอ มากกว่าแค่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ใครจะชนะเลือกตั้ง
แม้ว่ามันจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

