หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : อะไรที่หายไป

22.07.25 | 13:20 น.

หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศจนเริ่มสงสัยว่าตกลงประเทศนี้จะมีอนาคตได้อย่างไร

ยังเป็นประเทศที่มีความหวังและความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

เรื่องที่ท้าทายมากๆ ในการคิดก็คือ ทำไมทุกอย่างมันถึงได้ประดังประเดเข้ามาในช่วงนี้

ผมก็ยังไม่มีคำตอบ

อารมณ์เหมือนฝีมันแตกในช่วงเวลานี้

Advertisement

ตั้งแต่ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเจรจาภาษีทรัมป์ เสถียรภาพและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล สภาพเศรษฐกิจ ปัญหาพุทธศาสนา ภาวะการซ้อนทับเรื่องอำนาจในหลากหลายมิติ ความผิดหวังของผู้คนจำนวนไม่น้อยเรื่องข้อเสนอเรื่องการนิรโทษกรรม

รวมไปถึงเรื่องความขัดแย้งในเรื่องมุมมองที่มีต่อการจัดการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล เมื่อคนนอกกรุงเทพฯและปริมณฑลถามท้าว่าเรื่องนี้เป็นธรรมแล้วหรือไม่

ยังมีเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการ ความขัดแย้งของเพื่อไทยและภูมิใจไทย และคดีความของคุณทักษิณทั้งกรณีเรื่องชั้น 14 และ 112 รวมทั้งคดีความของนายกรัฐมนตรีต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว

คงเป็นเรื่องที่น่าคาดฝันว่าเราสามารถอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ด้วยเงื่อนไขและเหตุผลเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

เราเป็นประเทศที่กำลังประสบปัญหาหลายระดับ โดยเฉพาะเรื่องของ “การนำ” (political leadership)

ที่ไม่ได้หมายความง่ายๆ แค่ผู้นำ หรืออำนาจอันเด็ดขาด

แต่หมายถึงทั้งจิตวิญญาณ ความมุ่งมั่น หลักการ และการอยู่รวมกัน มีเป้าหมายร่วมกัน การเข้าอกเข้าใจกัน ของคนในชาติเดียวกัน

ไม่ใช่ทั้งชาตินิยมที่ต้องสร้างศัตรู และไม่ใช่ทั้งผู้นำที่เราต้องเชื่อว่าจะรู้ทุกเรื่องแทนเรา

แน่นอนว่าตอนนี้สิ่งที่เราเผชิญก็คือเรื่องของชาตินิยมที่มีทางออกหนึ่งเดียวตลอดเวลา เพราะผู้นำไม่มีการชี้ทางออกอื่นๆ ที่จะอยู่ร่วมกับเพื่อนบ้าน ทุกวันสถานการณ์มีแต่จะเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

มีแต่เรื่องความเลวร้ายของประเทศติดกับบ้านเราที่เราไม่มองเป็นเพื่อนบ้านอีกต่อไป

ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ แต่การเล่าเรื่องมีทางเดียว คือหลักการของเราถูกทุกเรื่อง

คำถามที่ตอบกันไม่ได้ก็คือ ถ้าเราไม่ต้องการไปขึ้นศาลโลก เราต้องการดีลกับเขาสองฝ่าย ทำไมเราไม่สามารถอธิบายได้ว่าถ้าไม่ใช่ศาลโลกที่เราอ้างว่าเราเสียเปรียบ และไม่เป็นกลาง

อะไรคือเวทีโลกที่เราเชื่อว่าเป็นกลาง และเป็นเวทีที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างจบและอยู่ด้วยกันได้

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของผู้นำทางการเมืองที่มาจนถึงตอนนี้ สื่อมวลชนก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า การเชิญผู้นำจิตวิญญาณของเพื่อไทย และประชาชนมาออกรายการทอล์กคือเรื่องที่เป็นเนื้อหาที่แท้จริง

มีไหมสักรายการที่อยากจะสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรีโดยเชิญคนมาฟัง

ผู้นำฝ่ายค้านก็ไม่ต่างกัน

เรื่องตอนนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องตลกที่เราอยู่ในสถานการณ์ทางการเมืองที่ผลโพลของผู้นำทางการเมืองอาจไม่ได้ตรงกับผลโพลของพรรคการเมือง

และไม่ได้มีคำตอบมากกว่านั้นว่าประเทศไทยควรจะแก้ปัญหาอะไรได้อย่างไรบ้าง

นอกเหนือไปจากเรื่องเลือกตั้งใหม่ นายกฯลาออก ยุบสภา เอาหรือไม่เอารัฐประหาร

ความท้าทายคือนอกเหนือจากเรื่อง “กระบวนการ” ที่จะต้องไปหรือไม่ไปทางใดทางหนึ่งแล้ว

“คำตอบ” ในแต่ละเรื่องของบ้านเมืองนั้นอยู่ที่ไหน

ถ้าเรามองไม่เห็นข้อเสนอ หรือคำตอบ หรือความพยายามในการตอบ เราจะวนลูปไปสู่ความเชื่อว่าการเลือกตั้งคือคำตอบแบบง่ายๆ

คือเชื่อว่าต้องพาไปสู่การเลือกตั้ง หรือจะไปทำไมในเมื่อรัฐบาลที่มีอยู่ก็มาจากการเลือกตั้งอยู่แล้วนี่หน่า

หรือการอธิบายว่าการเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบ แต่การรัฐประหารก็ไม่เคยให้คำตอบในระยะยาวได้เลย

หนึ่งในข้อเสนอที่ผมคิดได้ตอนนี้คือ ทุกฝ่ายต้องเสนอทางออกของประเทศอย่างเร่งด่วนมากกว่าเรื่องแค่ว่าขออำนาจให้ฝ่ายตัวเองก่อน แล้วทางออกจะตามมา

อย่าทำให้ทางออกและนโยบายออกมาเฉพาะช่วงเลือกตั้ง

บางทีประเทศอาจต้องการอะไรมากกว่าโอกาส

และไม่ใช่แค่รูปธรรมในแง่โครงการหรือนโยบาย

ประเทศอาจต้องการเจตจำนงร่วมบางอย่าง ซึ่งตอนนี้ยังหาไม่ได้

และถ้ายังไม่มี สิ่งที่มีคือความสิ้นหวังและอารมณ์ หรืออาจเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ ที่จะออกมาในรูปของความเห็นที่พบในพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์

เจตจำนงร่วมนี้จะหาได้อย่างไรคือเรื่องที่ใหญ่มาก มันคือคุณค่าของส่วนรวม ของสังคม ของประเทศชาติ ของรัฐ

การอธิบายแค่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ใครเป็นองค์อธิปัตย์ก็ไม่ได้ตอบคำถามนี้ตรงไปตรงมา

อำนาจอยู่ในมือใครก็ยังไม่ได้เท่ากับเจตจำนงร่วม

เจตจำนงร่วมไม่ใช่แค่ดีล

ไม่ใช่แค่การรวมกันของความต้องการของทุกคนแบบบวกกันไปเรื่อยๆ

หรือความต้องการของคนหมู่มาก

แต่เป็นเรื่องของส่วนรวม

อย่างไรก็ดีต้องระวังไม่ให้การพูดถึงส่วนรวมกดทับและปิดกั้นความหลากหลายของความต้องการและปรารถนาของผู้คน

เรื่องนี้เป็นเรื่องยาก เพราะทุกวันเราเผชิญกับการสร้างดีลเทียมตลอดเวลา

หมายถึงการสร้างดีลที่ทำให้เราต้องรู้สึกต้องยอม ต้องแลก เพราะดีกว่าไม่ได้อะไร

ส่วนคนอื่นจะเดือดร้อนก็ช่างมัน ขอให้เราได้ (ไว้) ก่อน

จะนิดจะหน่อยก็ยังดี

ความคิดเรื่องความยุติธรรม ความเท่าเทียม เสมอภาค หรือความกินดีอยู่ดีของทุกคน มันหายไปทุกที

ในสังคมที่เรารับรู้ว่าการพูดทุกเรื่องอย่างตรงไปตรงมา มีราคาที่ต้องจ่าย

ความท้าทายก็คือจะสื่อสารกันอย่างไรในสถานการณ์ที่จำกัดเช่นนี้

การเมืองในแง่การเลือกตั้งในรอบหน้า จะเต็มไปด้วยอารมณ์ ความรุนแรงในความรู้สึกที่บางเรื่องพูดได้ พูดไม่ได้ ยุทธศาสตร์การเอาชัยกันด้วยทุกวิถีทาง

เวทีการหาเสียงแบบดีเบตจะมีมากขึ้น เพระมีคนสนใจ แต่จะหาทางออกได้จริงๆ ไหมอันนี้ไม่แน่ใจ

การเมืองเป็นเรื่องที่ไม่มีคำตอบแน่นอน แต่เป็นเรื่องของการพยายามหาหนทางของความเป็นไปได้ท่ามกลางความเชื่อที่ว่าสังคมมีเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มากมายไปหมด

บางทีเราอาจจะยังหาเจตจำนงร่วมไม่เจอ

บางทีเราอาจไม่คิดจะหามันด้วยซ้ำ

เรายังไม่มีคำตอบสำเร็จรูปทั้งในแง่ของกระบวนการ เป้าหมาย และเนื้อหา

ในสังคมที่ภูมิทัศน์ทางอำนาจซับซ้อนและไม่เท่าเทียม

ได้แต่หวังว่าการตั้งคำถามเรื่องเจตจำนงร่วม น่าจะเป็นเรื่องใหญ่กว่าแค่อำนาจอธิปไตย

และคือแก่นกลางของการนำทางการเมืองที่ต้องหาให้เจอ มากกว่าแค่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ใครจะชนะเลือกตั้ง

แม้ว่ามันจะไม่ง่ายสักเท่าไหร่

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์