เมื่อบ่ายของวันที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ กองทัพอากาศอิสราเอลได้เข้าโจมตีกรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย โดยเป้าหมายสำคัญคือ กระทรวงกลาโหมซีเรีย ซึ่งถูกถล่มด้วยขีปนาวุธจนตัวอาคารพังทลายไปหลายชั้น และด้านหน้าของอาคารได้รับความเสียหายหนัก นอกจากนี้ อิสราเอลยังโจมตีเป้าหมายทางทหารใกล้กับทำเนียบประธานาธิบดีซีเรียบนเนินเขาชานกรุงดามัสกัสด้วย ซึ่งทางการซีเรียรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บ 34 ราย จากการโจมตีครั้งนี้ ทั้งนี้ ทางการอิสราเอลยืนยันว่าการโจมตีเป็นการส่งสัญญาณเตือนและมีเป้าหมายจำกัด เพื่อยับยั้งการส่งกองกำลังของซีเรียเข้ามาในจังหวัดสุไวดาเพื่อช่วยปกป้องชุมชนดรูซในเมืองสุไวดา ทางตอนใต้ของซีเรีย ซึ่งมีการปะทะรุนแรงระหว่างกองกำลังรัฐบาลซีเรียกับชาวดรูซ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งภายในซีเรียในช่วงหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ภายหลังการโค่นล้ม ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ในปลายปี พ.ศ.2567 โดยซีเรียมีรัฐบาลรักษาการชุดใหม่ภายใต้ประธานาธิบดีอาเหม็ด อัล-ชารา ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกมองว่าใกล้ชิดแนวคิดอิสลามิสต์ โดยก่อนเกิดเหตุได้เกิดความรุนแรงในจังหวัดสุไวดา ทางตอนใต้ของซีเรีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวดรูซ โดยการปะทะกันระหว่าง นักรบชาวดรูซกับกองกำลังของรัฐบาลซีเรียและชนเผ่าเบดูอินที่อาศัยอยู่แถบนั้น
ความขัดแย้งเริ่มปะทุจากเหตุลักพาตัวและการสังหารโต้ตอบกันระหว่างกลุ่มชนเผ่าเบดูอินสุหนี่กับกลุ่มติดอาวุธชาวดรูซในพื้นที่ดังกล่าวโดยกองทัพซีเรียใหม่ได้ส่งกำลังเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่กลับปะทะกับกองกำลังติดอาวุธชาวดรูซ จนเกิดความสูญเสียอย่างหนัก มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนภายในเวลาเพียง 4 วัน ของเหตุรุนแรงนี้ ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความหวั่นวิตกว่าจะบานปลายเป็นความขัดแย้งระหว่างนิกายหรือชาติพันธุ์ที่ขยายตัวมากขึ้น ทางด้านรัฐบาลอิสราเอลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ประกาศจุดยืนว่าจะไม่ยอมให้กองทัพซีเรียเคลื่อนกำลังลงมายังภาคใต้ของซีเรีย และจะช่วยปกป้องชุมชนชาวดรูซในบริเวณนั้นจากการโจมตีของฝ่ายรัฐบาลดามัสกัสนัยว่าจะใช้ชุมชนชาวดรูซเป็นกันชนระหว่างซีเรียกับอิสราเอลนั่นเองสาเหตุหลักที่อิสราเอลตัดสินใจโจมตีทางอากาศครั้งนี้ คือเพื่อตอบโต้การที่กองทัพรัฐบาลซีเรียโจมตีกลุ่มชนชาวดรูซทางตอนใต้ และเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นที่ชายแดนซีเรีย-อิสราเอลกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มติดอาวุธที่อิสราเอลมองว่าจะเป็นภัยต่ออิสราเอล
ผลจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลครั้งนี้ทำให้รัฐบาลซีเรียได้ถอนกำลังทหารออกจากเขตดรูซในสุไวดา โดยเปลี่ยนเป็นบทบาทรักษาความสงบในลักษณะตำรวจหรือกองกำลังท้องถิ่นร่วมกับผู้นำดรูซ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามยืดเยื้อ เรียกว่าการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลครั้งนี้ได้ผลชะงัดจริงๆ
ครับ! แล้วชาวดรูซคือใคร ?
ชาวดรูซ (Druze) เป็นกลุ่มชนที่นับถือศาสนาซึ่งแตกแขนงมาจากศาสนาอิสลาม มีความเชื่อและพิธีปฏิบัติเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยศาสนาดรูซผสมผสานหลักคำสอนหลายอย่างและไม่เปิดรับผู้นับถือใหม่จากภายนอก จึงถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์-ศาสนาที่มีลักษณะเฉพาะที่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด จึงไม่ใช่ชาวมุสลิมสุหนี่หรือชีอะห์ แม้จะมีรากฐานจากอิสลามก็ตาม ปัจจุบันชาวดรูซมีประชากรรวมหลายล้านคนกระจายอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยประเทศที่มีชาวดรูซอาศัยอยู่มากที่สุด ได้แก่ ซีเรีย, เลบานอน, อิสราเอล และจอร์แดน สำหรับซีเรียนั้น มีชาวดรูซอาศัยอยู่ราว 700,000 คน ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่จังหวัดสุไวดาทางตอนใต้ (บริเวณเทือกเขาที่เคยเรียกว่า จาบัล อัล-ดรูซ แปลว่า “ภูเขาชาวดรูซ”) ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของชุมชนนี้ นอกจากนี้ ยังมีชาวดรูซจำนวนหนึ่งในเขตที่ราบสูงโกลันซึ่งอิสราเอลยึดครองจากซีเรียตั้งแต่ พ.ศ.2510 และทางภาคเหนือของอิสราเอล โดยชาวดรูซในอิสราเอลก็ถือสัญชาติอิสราเอลและมีบทบาทในสังคมอิสราเอล รวมถึงการรับราชการทหารในกองทัพอิสราเอล ในขณะที่ชาวดรูซในโกลันบางส่วนยังคงยึดถืออัตลักษณ์ชาวซีเรียอยู่
ชาวดรูซมีชื่อเสียงว่าเป็นกลุ่มที่มีความสามัคคีภายในสูงและมักวางตัวระมัดระวังท่ามกลางความขัดแย้งระดับชาติ ชุมชนดรูซมักใช้กลยุทธ์อยู่รอดโดยการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจปกครองในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลประเทศใดเพื่อปกป้องความปลอดภัยของชุมชนตนเอง ซึ่งเห็นได้จากพฤติกรรมทางการเมืองที่ยืดหยุ่นของดรูซในแต่ละประเทศ ตัวอย่างเช่น ชาวดรูซในเลบานอนเคยมีบทบาททางการเมืองโดดเด่นผ่านผู้นำตระกูลจุมบลัต ส่วนในอิสราเอลชาวดรูซจำนวนมากภักดีต่อรัฐอิสราเอลและรับราชการทหาร อย่างไรก็ดี ในยามที่ชุมชนของตนถูกคุกคาม ชาวดรูซก็พร้อมจับอาวุธขึ้นปกป้องตนเองเช่นกัน สำหรับในสงครามกลางเมืองซีเรีย ชาวดรูซในสุไวดาได้จัดตั้งกองกำลังป้องกันตนเองขึ้นมาเพื่อป้องกันพื้นที่จากการรุกรานของกลุ่มไอซิส (ISIS) และกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ ในช่วงที่รัฐบาลส่วนกลางซีเรียไม่สามารถดูแลความปลอดภัยให้พวกเขาได้ ช่วงระยะเวลากว่า 13-14 ปีของสงคราม ซีเรีย ชาวดรูซพัฒนาเครือข่ายกองกำลังติดอาวุธของตนเองขึ้นมา และพยายามรักษาความเป็นอิสระในระดับหนึ่งจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายกบฏ
ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดในซีเรีย ในช่วง พ.ศ.2567-2568 ชาวดรูซก็มีความกังวลต่อรัฐบาลใหม่ที่มีอุดมการณ์อิสลามิสต์อย่างมาก มีการเจรจากับรัฐบาลซีเรียชุดใหม่เพื่อขอให้รับรองสิทธิและจัดรูปแบบการปกครองตนเองบางส่วนหรือการคุ้มครองชุมชนชาวดรูซเป็นพิเศษ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้อย่างชัดเจนว่าชาวดรูซจะมีสถานะเช่นไรภายใต้รัฐซีเรียใหม่
การไร้ข้อตกลงดังกล่าวประกอบกับเหตุการณ์ความรุนแรงล่าสุดในสุไวดาทำให้ชาวดรูซจำนวนมากยิ่งไม่ไว้วางใจรัฐบาลซีเรีย พวกเขารู้สึกถูกคุกคามทั้งจากกรณีความขัดแย้งกับกลุ่มเผ่าเบดูอินซึ่งมีมิติความขัดแย้งทางนิกายระหว่างดรูซกับสุหนี่และจากการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเข้าข้างฝ่ายตรงข้าม โดยสัญญาณที่น่ากังวลคือมีรายงานกรณีทหารหรือกองกำลังฝ่ายรัฐบาลโพสต์ข้อความเชิงยุยงให้เกิดความรุนแรงทางนิกายต่อชาวดรูซ ผ่านโซเชียลมีเดีย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อพลเรือนดรูซในสุไวดา เช่น การสังหารประชาชนหรือปล้นสะดมบ้านเรือนได้สร้างความโกรธแค้นในหมู่ชาวดรูซอย่างมาก ในบริบทเช่นนี้ ชาวดรูซจึงเริ่มมีผู้นำท้องถิ่นบางคนที่ประกาศต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเปิดเผย เช่น เชคฮิกมัด อัล-ฮิจรี ที่สั่งการกองกำลังยึดอาคารที่ทำการรัฐบาลในสุไวดาและประกาศไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐใหม่ของซีเรียขณะที่ผู้นำบางส่วนยังพยายามหาทางประนีประนอมเช่น เชคยูซุฟ จาร์บูอ์ ที่ร่วมตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลซีเรีย
ชาวดรูซจำนวนมากรวมตัวที่แนวชายแดนบริเวณเมืองมัจดัลชัมส์ ระหว่างอิสราเอลกับซีเรีย ใกล้ที่ราบสูงโกลัน เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคมปีนี้ เพื่อประท้วงและเรียกร้องให้อิสราเอลและนานาชาติเข้าแทรกแซงหยุดความรุนแรงต่อชุมชนดรูซในซีเรียโดยเฉพาะการปะทะที่จังหวัดสุไวดาครั้งนี้ ชาวดรูซถือเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง โดยชาวดรูซท้องถิ่นได้จัดตั้งกลุ่มติดอาวุธขึ้นต่อสู้เพื่อปกป้องชุมชนของตนจากทั้ง กลุ่มนักรบเบดูอิน ที่มีข้อพิพาทกันมาเป็นเวลานานในพื้นที่ และกองกำลังของรัฐซีเรีย ที่ส่งเข้ามาปราบปรามในพื้นที่สุไวดา นักรบชาวดรูซบางส่วนได้โจมตีตอบโต้หน่วยทหารรัฐบาลที่เข้าพื้นที่ และสามารถยึดที่ตั้งที่ทำการของรัฐบางแห่งในสุไวดาไว้ได้ ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงจนรัฐบาลต้องใช้กำลังขั้นเด็ดขาดเข้าปราบปรามนั่นเอง
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานะที่ล่อแหลมของชาวดรูซในความขัดแย้งภูมิภาค ชาวดรูซในซีเรียต้องเดินบนเส้นทางที่ละเอียดอ่อนระหว่างการรักษาความอยู่รอดของชุมชนตนกับการเกี่ยวข้องกับผู้เล่นภายนอกอย่างอิสราเอล ในขณะที่ชาวดรูซในอิสราเอลก็ใช้สถานะพลเมืองของประเทศที่มีกองทัพเข้มแข็งในการกดดันรัฐบาลตนให้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติแดนไกล ผลลัพธ์ของเหตุการณ์นี้คือชาวดรูซในสุไวดารอดพ้นจากการถูกปราบปรามอย่างรุนแรงในทันที เนื่องจากการแทรกแซงของอิสราเอลได้บีบให้รัฐบาลซีเรียต้องยอมรับข้อตกลงหยุดยิงและถอนกำลัง แต่อนาคตยังไม่แน่นอน ชาวดรูซยังคงต้องเจรจาต่อรองสถานะและความปลอดภัยของตนในซีเรียยุคใหม่ต่อไป และต้องระมัดระวังไม่ให้ชุมชนของตนกลายเป็นหมากในการเมืองระดับภูมิภาคที่มหาอำนาจต่างๆ เข้ามาแสวงประโยชน์จากความขัดแย้งในพื้นที่ของพวกชาวดรูซเองในอนาคต
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

