หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : เมื่อคนเจนใหม่ ‘หันขวา’

23.07.25 | 13:23 น.

จากที่ได้สัมผัสกับตัว และจากที่เริ่มเห็นการกล่าวถึงในสื่อก็พบข้อสังเกตในแนวทางที่ว่า เด็กเยาวชนและคนรุ่นใหม่ (ในที่นี้หมายถึงปลาย Gen Z ถึง Alpha ส่วนกลุ่ม Beta นั้นตอนนี้คงเพิ่งเริ่มหัดกินอาหารอ่อนเสริมนม) “หันขวา” กันมากขึ้น

ตอนแรกก็คิดว่าอาจจะเป็นอุปาทานของตัวเอง หรือเป็นเรื่องของ “กฎแห่งความสนใจ” ที่ทำให้พอเราเอาใจไปจับกับเรื่องใดแล้ว เราก็จะได้เห็นเรื่องนั้นชัดเจนขึ้น เห็นกรณีตัวอย่างมากขึ้น เช่นเมื่อใครที่สนใจจะซื้อรถยนต์รุ่นใดยี่ห้อใด หรือแม้แต่สีใด ก็จะเห็นแต่รถยนต์รุ่นนั้นยี่ห้อนั้น รวมถึงสีที่เล็งไว้นั้นเต็มท้องถนนแบบขับมาห้าคันต้องเจอสักสามคันอย่างนั้นแหละ

เมื่อหาข้อมูลจะมาเขียนคอลัมน์นี้ก็ได้พบว่ามีหลายคนตั้งข้อสังเกตไว้ตรงกัน อย่างล่าสุดก็เช่นบทความในคอลัมน์ “กาแฟดำ” ของคุณสุทธิชัย หยุ่น ใน “มติชนสุดสัปดาห์” วันที่ 15 ก.ค.68 ก็เป็นเรื่อง “จริงหรือที่ว่าเด็กรุ่นใหม่ ‘หันขวา’ มากขึ้น?” และเร็วๆ นี้ก็มีการเปิดเผยผลการวิจัยของคุณฉัตร คำแสง ผู้อำนวยการสำนักพิมพ์ 101 PUB ที่ลงพื้นที่สำรวจทัศนคติของเยาวชนไทยอายุ 15-25 ปี เกี่ยวกับความคิด ความเชื่อต่อคุณค่าในทางการเมืองและสังคม

ข้อสังเกตจากทั้งสองท่านออกมาตรงกันโดยมีที่แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด

จุดที่ตรงกันคือข้อสรุปที่ว่า เยาวชนและคนรุ่นใหม่ “หันขวา” จริง แต่ก็แตกต่างจาก “ขวาเก่า” แบบที่เราเคยชินกันว่าเป็นพวกเชียร์ลุง และยึดมั่นในสถาบันและศาสนาศีลธรรม แต่เป็นขวาแบบเด็กเนิร์ดสายดิจิทัล ที่สร้าง meme เชียร์ขวาแบบฮาๆ แต่เนื้อหาแอบแฝงความรุนแรงในระดับน่ากลัว

Advertisement

นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังมีสำนึกในความ “รักชาติ” มากขึ้น กล่าวคือคนรุ่นใหม่มีความภูมิใจในความเป็นชาติสูง เริ่มมองว่าตนเองเป็น “คนไทย” มากกว่า “พลเมืองโลก” และมีความคิดว่า “ชาติไทยเหนือกว่าชาติอื่น” และให้ความสำคัญกับการปกป้องดินแดนของชาติมากขึ้น รวมถึงมุมมองที่เห็นว่าประเทศไทยนั้นเป็น “พี่ใหญ่ของอาเซียน” ซึ่งส่งผลต่อมุมมองความขัดแย้งระหว่างไทยกัมพูชาที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบันอย่างมาก

สำหรับการเมืองระดับโลกก็มีแนวโน้มจะเชียร์ไปทางฝั่งขวา ชอบอิสราเอล เชียร์ทรัมป์ แต่หมั่นไส้จีน ส่วนการเมืองนั้นก็กลับไปสู่การให้ความสนใจแต่การเมืองในระบบในเชิงสถาบันการเมือง โดยปฏิเสธบทบาทของฝ่ายค้านและองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งคุณฉัตรเชื่อว่ามาจากการที่เยาวชนรู้สึกว่าความคิดและการกระทำของตนเองมีผลต่อการเมืองได้น้อย และติดตามข่าวสารการเมืองน้อยลง รวมถึงลดความเชื่อมั่นว่าการเมืองในระบบจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้

ในเรื่อง “ความรักชาติ” ของคนรุ่นใหม่นี้เองเป็นจุดที่ทั้งสองท่านมีมุมมองที่แตกต่างกัน กล่าวคือจากการวิจัยของคุณฉัตร “ชาตินิยม” ที่เพิ่มขึ้นของคนรุ่นใหม่เป็นการให้น้ำหนักกับแนวคิดที่ว่า “ชาติคือพระมหากษัตริย์และวัฒนธรรม” กันมากขึ้น แต่จากข้อสังเกตของคุณสุทธิชัย (และตรงกับประสบการณ์ส่วนตัวของผม) คือ “ชาตินิยม” แบบ “ขวาไทย” รุ่นใหม่นั้นไม่นับถือพระและสถาบันทางศาสนา แต่จะความภูมิใจใน “ความเป็นไทย” ในมิติของ “สัญชาตินิยม” และ “วัฒนธรรม”

นอกจากนี้ การวิจัยของคุณฉัตรยังพบว่าคนรุ่นใหม่ยังมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเสมอภาคลดลง โดยเฉพาะความเสมอภาคทางเพศ (Gender Equality) และความหลากหลายทางอัตลักษณ์ (Identity Diversity) และปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในเยาวชนทุกกลุ่มเพศ ไม่ใช่แค่ในกลุ่มผู้ชาย แต่รวมถึงผู้หญิงและ LGBTQ+ ด้วย

สำหรับผมที่มีงานหลักอย่างหนึ่งคือเป็นนักเขียน “ไลต์โนเวล” (Light Novel) หรือนวนิยายรูปแบบใหม่ จึงต้องสนใจและติดตามสื่อร่วมสมัยทั้งภาพยนตร์ เกม การ์ตูนแอนิเมชั่น และนิยายวัยรุ่น รวมถึงอยู่ในกลุ่มสังคมออนไลน์ของผู้สนใจสื่อร่วมสมัย (ซึ่งเอาจริงๆ มันก็สอดคล้องกับความชอบส่วนตัวด้วย) ก็ขอนำเสนอมุมมองที่อธิบายถึงสาเหตุการ “หันขวา” ของคนรุ่นใหม่ จากสมมุติฐานส่วนตัว

การที่คนรุ่นใหม่แสดงออกถึงแนวคิดชาตินิยมอย่างเปิดเผยและลดทอนไปจนด้อยค่าความสำคัญของความหลากหลายซึ่งถูกมองว่าเป็นคุณค่าสากลนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในความว่างเปล่า แต่เป็นผลสะสมมาจากระบบนิเวศของความเกลียดชังที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ และปฏิกิริยาโต้กลับต่อ “ค่านิยมเสรี” ที่ถูกยัดเยียด คูณเข้ากับสังคมออนไลน์ที่เสริมพลังด้วยกลไกอัลกอริทึมอันซับซ้อน

แนวคิด “ชาติไทยเหนือกว่าชาติอื่น” ของคนรุ่นใหม่ไม่ได้ก่อตัวขึ้นจากตำราเรียนหรือการสั่งสอนแบบยัดเยียดโดยวิธีโฆษณาชวนเชื่อเหมือนในยุคสงครามเย็น แต่มาจากการฟูมฟักหล่อเลี้ยงโดยการแพร่กระจายของเนื้อหาที่มุ่งสร้างความเกลียดชังต่อประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกัมพูชา

เรื่องนี้เคยเขียนคอลัมน์ตอนหนึ่งกล่าวถึงไปแล้ว แต่ขอสรุปอีกทีได้ว่า ต้นเรื่องนั้นอาจจะมาจากการเริ่มของฝ่ายกัมพูชาในการ “เคลม” สิ่งที่แม้จะเป็นวัฒนธรรมร่วมของภูมิภาค แต่ก็ได้เติบโตจนเป็นที่รู้จักในระดับโลกในฐานะของวัฒนธรรมไทย เช่น การรำไทย อาหารไทย เครื่องแต่งกายแบบไทย ว่าเป็นของศิลปวัฒนธรรมกัมพูชาไปจนถึง “มวยไทย” ที่ถูกเอาไปเคลมในชื่อของ “กุมแขมร์” และเมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มต้น อีกฝ่ายก็โต้ตอบด้วยการผลิตซ้ำเรื่องราวความน่าขบขันในการ “เคลม” วัฒนธรรมไทยที่ว่า รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์อันน่าขบขันและดูแคลนต่อชาวกัมพูชา ประกอบกับเนื้อหาส่งเสริมความภูมิใจฮึกเหิมต่อด้วยคอนเทนต์ในแนว “เมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา” ฝรั่งจีนญี่ปุ่นชาติไหนมาก็ต้องประทับใจในความดีวิเศษของคนไทยประเทศไทยจนสาปส่งประเทศเพื่อนบ้านที่เคยให้ประสบการณ์ที่ไม่ดี

เบื้องหลังต้นทางจากทั้งสองฝั่งอาจจะเกิดจากปฏิบัติการทางจิตวิทยา (IO) ที่หวังผลทางการเมืองหรือความมั่นคง ไปจนถึงกลุ่มทุนสีเทาที่ต้องการสร้างความขัดแย้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ทว่าปัจจัยที่เป็นตัวเร่งคือการเติบโตของ “อินฟลูเอนเซอร์สายสร้างความเกลียดชัง” ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สร้างคอนเทนต์นิรนามหรืออิสระ ที่เห็นโอกาสว่าเนื้อหาแนวชาตินิยมสุดโต่งสามารถสร้างรายได้และยอดการมีส่วนร่วมได้อย่างมหาศาล พวกเขาจึงกลายเป็น “แนวร่วมธรรมชาติ” ที่ช่วยขยายผลความเกลียดชังโดยไม่จำเป็นต้องมีใครมาจ่ายงาน

การทำงานแบบ “แนวร่วมธรรมชาติ” ของอินฟลูฯสายสร้างความเกลียดชังนี้ยังเป็นคำตอบของข้อสังเกตที่ว่าคนรุ่นใหม่กลับมีแนวโน้มจะให้ความสำคัญกับความหลากหลายและความเสมอภาคลดลงด้วย เพราะในอีกฟากของโลกวัฒนธรรมร่วมสมัย สมรภูมิทางความคิดเกี่ยวกับความหลากหลายก็กำลังสร้างผลกระทบในทิศทางเดียวกันจนกลายเป็นการจุดชนวนปฏิกิริยาต่อต้าน (Backlash) ต่อแนวคิด “Woke” และ DEI (Diversity, Equity, and Inclusion) ที่ถูกนำเสนออย่างล้มเหลวในสื่อบันเทิง

แม้เจตนารมณ์ของการ “ตื่นรู้” เพื่อท้าทายค่านิยมดั้งเดิมและสร้างความเท่าเทียมจะเป็นคุณค่าที่ดีและสอดคล้องต่อคุณค่าในระบอบประชาธิปไตย แต่เพราะความพยายามสร้างค่านิยมใหม่ที่ยัดเยียดขาดความแนบเนียนและมักจะมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างภาพยนตร์ ซีรีส์ และวิดีโอเกมส์ที่มีชั้นเชิงในการนำเสนอต่ำก็ได้สร้างความเหนื่อยหน่ายให้กับผู้บริโภค กรณีความล้มเหลวของเกม Dragon Age: The Veilguard ที่นำเสนอความหลากหลายทางเพศแบบสิ้นคิดด้วยการให้ตัวละครประกาศโพล่งอัตลักษณ์ทางเพศของตนขึ้นมาว่าตัวเองเป็นนอน ไบนารี (Non-binary) แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือภาพยนตร์เรื่อง Snow White ฉบับคนแสดงที่เอานิทานและการ์ตูนระดับขึ้นหิ้งมาตีความใหม่อย่างยับเยิน ทั้งตัวผลงานต้นฉบับและรายได้กับผลตอบรับของผลงานที่ดัดแปลง

เมื่อความหลากหลายถูกยัดเยียดแบบไร้ศิลปะและคุณภาพ อุดมการณ์เกี่ยวกับความหลากหลายและเท่าเทียมที่เป็นเบื้องหลังจึงถูกทำให้กลายเป็น “จำเลย” ของความล้มเหลว โดยเริ่มมองว่าการสอดแทรกประเด็นเหล่านี้ลงในสื่อบันเทิงเป็นเรื่องน่ารำคาญ และทำลายความสนุกสนานของสื่อที่พวกเขารักหรือตั้งตารอ นำไปสู่ความเกลียดชังเหยียดหยามสื่อที่พยายามใส่ประเด็นความหลากหลายเข้าไปอย่างไม่เลือกหน้าหรือไม่สนใจว่าการนำเสนอนั้นจะมีคุณภาพหรือเป็นธรรมชาติหรือไม่ เกิดเป็นกลุ่ม “เกมเมอร์ (และคอหนัง) ขวาจัด” ที่คอยจับผิดว่าภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือเกมที่กำลังจะออกมาให้ดูให้เล่นกันนั้น “Woke” หรือไม่ เพื่อจะได้ไปโห่ฮาถ่มถุยหรือกระทืบให้จมดินไม่ต้องผุดต้องเกิด

และเช่นเดียวกับการปลูกสร้างความเกลียดชังระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและแนวคิดภูมิใจในความเป็นชาติอย่างอวดเขื่อง กระแสเกมเมอร์ (และคอหนัง) ขวาจัดและคอนเทนต์แนวจับเอาภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือเกมมาสักเรื่อง แล้วทำคอนเทนต์ด่าว่า มัน Woke อย่างไร DEI แบบไหนนั้น เป็นทางลัดอีกช่องทางหนึ่งในการปั้นช่องหรือเพจ ความสำเร็จของเพจบางเพจที่จากเดิมมียอดผู้ชมหลักร้อยเฉียดพัน ไปสู่ผู้ชมหลักล้านและผู้ติดตามหลักหมื่นในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลังจากที่ทำคอนเทนต์วิดีโอด่าซีรีส์ Woke อย่างแสบสันต์สะใจ กลายเป็นต้นฉบับให้คนที่อยากปั้นช่องให้โตหรือฟื้นฟูช่องที่ยังไม่เกิดอยากจะใช้เป็นเยี่ยงอย่าง

ทั้งหมดนี้ จึงทำให้เกิดความเติบโตแบบทวีคูณของเนื้อหาทั้งแนวยกก้นไทยไปเหยียบเพื่อนบ้านและแนวหลอน Woke และ DEI ก็ยิ่งทำให้เกิดสภาวะของเสียงสะท้อนกลับไปมาแบบ Echo Chamber ที่ดังขึ้นทุกที และยิ่งพอคนเห็นว่าเสียงแบบนั้นมัน “ดัง” ก็ยิ่งตะเบ็งเสียงแห่งความเกลียดชัง คลั่งชาติ ไปจนถึงเหยียดเพศเหยียดผิว ซึ่งส่งผลต่อความคิดความเชื่อของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้หันขวา ไปเป็น “ขวาใหม่” ที่แม้จะแตกต่างในรายละเอียด แต่ก็รับเอาแก่นแกนสาระแบบชาตินิยมและอนุรักษนิยมจาก “ขวาแบบเดิม” มาได้

การ “หันขวา” ของเยาวชนและคนรุ่นใหม่จึงเกิดจากเหตุธรรมชาติ ที่แม้จริงอยู่ที่ในระยะหลัง ความพยายามของ “ขวาเก่า” จะพยายามโหมสร้างโฆษณาชวนเชื่อและการหล่อหลอมขัดเกลาผ่านระบบการศึกษาเพื่อหวังปลูกสร้างคุณค่าที่พวกเขาเคยทำได้สำเร็จมาแล้วกับคนในรุ่น X ผู้เติบโตมาในยุคสงครามเย็น ซึ่งเกินกว่า 70% กลายไปเป็น “สลิ่มเฟสแรก” หรือมวลชนผู้มีความเชื่อแบบจารีตนิยมและอนุรักษนิยมที่มีบทบาทในการเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยในความขัดแย้งทางการเมืองช่วงปี 2548-2562

ส่วนบทบาทของ “ขวาใหม่” ที่แม้จะไม่ได้ถูกปลูกสร้างหล่อหลอมจากกลไกแบบเดียวกัน แต่เป็นผลของพัฒนาการทางสังคมที่บิดเบี้ยวและเทคโนโลยีที่คาดไม่ถึง ก็ไปน้อมรับอุดมการณ์ที่สอดคล้องกับ “ขวาเดิม” มานั้นจะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางสังคมและการเมืองของไทยอย่างไรนั้น อาจจะได้เห็นกันในอีกราวห้าถึงสิบปีนี้