หน้าแรก คอลัมนิสต์ วิธีคิด ทำงาน...

วิธีคิด ทำงาน ขุด ‘ราก’ ไม่ถอน ‘โคน’ ปัญหา ไม่จบ

24.07.25 | 10:15 น.

วิธีคิด ทำงาน ขุด ‘ราก’ ไม่ถอน ‘โคน’ ปัญหา ไม่จบ

เมื่อโฮจิ๋นรับคำนางโฮเฮาแล้วก็ออกมาว่าแก่อ้วนเสี้ยวแลขุนนางทั้งปวงว่า “เกนหวนซึ่งคิดร้ายกับหองจูเปียนกับเรานั้นก็ตายแล้ว แลขันทีทั้งสิบคนนั้นจะได้คบคิดกับเกนหวนนั้นหามิได้ เราจะฆ่าเสียนั้นไม่ควร”

อ้วนเสี้ยวจึงตอบว่า “ธรรมดาจะทำการสิ่งใดการนั้นมิสำเร็จก็หาสิ้นวิตกไม่

เกนหวนกับขันทีสิบคนเป็นพวกเดียวกัน เกนหวนคิดการครั้งนี้ใหญ่หลวงนักหากท่านรู้ตัวจึงรอดชีวิตอยู่ ซึ่งฆ่าเกนหวนเสียนั้นเหมือนหนึ่งฟันต้นหญ้าจะให้ตาย

ขันทีสิบคนนั้นเหมือนหนึ่งรากหญ้า ตายแต่ต้นนั้นเห็นไม่สิ้นเชิง

Advertisement

รากก็งอกแทนขึ้นมา ภายหน้าไปเห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง”

โฮจิ๋นจึงตอบว่า “ความข้อนี้ท่านอย่าวิตกเลย ไว้เป็นธุระเรา”

แล้วต่างคนก็ออกไปบ้าน

ขณะที่สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถอดคำพูดของอ้วนเสี้ยวออกมาว่า การฆ่าเกนหวนแต่ละขันทีทั้ง 10 “เหมือนหนึ่งฟันต้นหญ้าจะให้ตาย ขณะที่ขันที 10 คนนั้นเหมือนหนึ่งรากหญ้า ตายแต่ต้นนั้นเห็นไม่สิ้นเชิง

รากก็งอกแทนขึ้นมา ภายหน้าไปเห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง”

สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ถอดมาว่า “อันตัดหญ้ามิขุดรากทิ้งแล้วไซร้ รากนั้นจะเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนในภายหลัง”

ขณะที่โฮจิ๋นยืนกราน “ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดมาก”

ท่าทีนี้ของโฮจิ๋นเมื่อตัดบทกับความเห็นของอ้วนเสี้ยว หากนำไปศึกษาเทียบกับท่าทีของโฮจิ๋นกับโจโฉก่อนหน้านี้

ก็จะสัมผัสได้ในจุดเหมือนและความต่าง

สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ถอดมาว่า พอโฮจิ๋นเข้าประตูวัง พัวอิ๋น ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินกระซิบบอกแก่โฮจิ๋นว่า “ท่านจงอย่าเข้าไปในวังเป็นอันขาด เกนหวนขันทีกำลังเตรียมการฆ่าท่าน”

โฮจิ๋นตกใจยิ่งนัก รีบกลับบ้านแล้วให้เรียกขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงมาปรึกษาจะฆ่าขันทีเสีย

ชายผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ ณ ที่นั้นลุกขึ้นยืนอย่างองอาจแล้วกล่าวว่า

“อันอิทธิพลของพวกขันทีนั้นตั้งมั่นอยู่ในราชสำนักมานับเวลาครึ่งศตวรรษ แล้วสมัครพรรคพวกของเขามีอยู่ทั่วทุกแห่งเราจะทำการแก่พวกเขาได้สำเร็จง่ายๆ ละหรือ

เกลือกมิสำเร็จแล้วไซร้ก็จักพากันตายหมดสิ้นทั้งโคตรทีเดียว

ขอท่านจงดำริให้รอบคอบก่อนเถิด”

โฮจิ๋นมองไปยังจุดผู้พูด ปรากฏว่าผู้นั้นคือ โจโฉ นายทหารเอกนั่นเอง

โฮจิ๋นตวาดว่า “เจ้าเป็นแต่ผู้น้อยจะสอดรู้การใหญ่ในราชสำนักได้ไฉน”

ขณะที่ทุกคนยังสองจิตสองใจกันนั้นพัวอิ๋นเดินเข้ามาแจ้งว่า “พระเจ้าเลนเต้สวรรคตแล้ว ขณะนี้เกนหวนขันทีกับพวกปรึกษากันให้ปกปิดเนื้อความเสีย แอบอ้างรับสั่งให้หาพระเจ้าพี่โฮจิ๋นเข้าไปในวัง

หวังจะฆ่าเสียมิให้เป็นเสี้ยนหนามในการสถาปนาหองจูเหียบพระราชโอรสขึ้นเสวยราชย์”

พอพูดจบกระแสรับสั่งก็มาถึงให้หาโฮจิ๋นเข้าเฝ้าโดยด่วนเพื่อปรึกษาราชการ

โจโฉจึงว่า “ตอนนี้ข้าพเจ้าเห็นว่า เราควรรีบยกหองจูเปียนราชโอรสขึ้นเสวยราชย์เสียก่อนแล้วค่อยคิดอ่านปราบอ้ายพวกโจรขันทีภายหลังดีกว่า”

โฮจิ๋นกล่าวว่า “ผู้ใดจะกล้าร่วมคิดการกับข้าพเจ้าสถาปนาหองจูเปียนขึ้นครองราชย์และปราบอ้ายพวกโจรขันทีบ้าง”

ชายผู้หนึ่งลุกขึ้นตึงตังบอกว่า

“ขอทหารฝีมือดีให้ข้าพเจ้าห้าพันคน ข้าพเจ้าจะพังเข้าไปในพระราชวังประกาศ ตั้งหองจูเปียนขึ้นเสวยราชย์ จับอ้ายพวกขันทีฆ่าเสียให้สิ้น กวาดให้เตียนราชสำนักเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของใต้ฟ้า”

โฮจิ๋นเหลียวไปดู

ผู้พูดเป็นบุตรเหยียนผิง ที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน เป็นหลานของเหยียนเว่ย มีนามกรว่า อ้วนเสี้ยว มีชื่อรองว่า เปิ่นชู เป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร

โฮจิ๋นดีใจมาก รีบจัดทหาร 5,000 มีเครื่องศัสตราวุธครบมือให้แก่อ้วนเสี้ยว

อ้วนเสี้ยวสวมเสื้อเกราะแล้วนำทหารไป

โฮจิ๋นจึงนำโหหยอง ซุนสิว แตะถ้ายและขุนนางอื่นๆ ร่วม 30 กว่าคนติดตามเข้าไปถึงพระตำหนักซึ่งไว้พระศพพระเจ้าเลนเต้

แล้วเชิญหองจูเปียนขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งบัลลังก์อาสน์

เมื่อขุนนางทั้งปวงถวายบังคมเสร็จพิธีแล้วอ้วนเสี้ยวคุมทหารตามจับตัวเกนหวน ขันที

เกนหวนตะลีตะลานหนีไปซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้ดอกในพระราชอุทยาน

เลยถูกกุยเสง ขันทีฆ่าตาย ทหารที่อยู่ในความควบคุมของเกนหวนครั้นเห็นนายถูกฆ่าตายต่างก็ขอสวามิภักดิ์ด้วยอ้วนเสี้ยว

อ้วนเสี้ยวจึงบอกโฮจิ๋นว่า “บัดนี้ควรลงมือจับขันทีกับพวกฆ่าเสียให้หมดได้แล้ว”

เตียวเหยียงกับขันทีอื่นๆ รู้ตัวว่ากำลังเข้าตาจน

ต่างก็ซมซานไปเฝ้าพระนางโฮเฮาทูลว่า “การคิดร้ายแก่ท่านโฮจิ๋น แม่ทัพใหญ่นั้น เกนหวน ขันที
เป็นต้นคิดแต่ผู้เดียว พวกข้าพเจ้าหารู้เห็นด้วยไม่ บัดนี้ ท่านแม่ทัพใหญ่เชื่อคำของอ้วนเสี้ยวจะฆ่าพวกข้าพเจ้าให้สิ้น ขอพระองค์ทรงพระเมตตาแก่พวกข้าพเจ้าด้วยเถิด”

พระนางโฮเฮาตรัสว่า “พวกเจ้าอย่าเป็นทุกข์เลยเราจะช่วย”

ความละเอียดอยู่ตรงที่เมื่อพระนางโฮเฮาตรัสว่า “พวกเจ้าอย่าเป็นทุกข์เลยเราจะช่วย” แล้วรับสั่งให้โฮจิ๋นเข้าเฝ้า และตรัสว่า

“ข้ากับเจ้าพี่นี้มาจากสกุลต่ำต้อย

แลมิใช่เตียวเหยียง ขันทีกับพวกดอกหรือที่ช่วยให้เราได้ดีขึ้นมา บัดนี้ เกนหวนซึ่งเป็นคนไร้ศีลธรรมก็ตายแล้ว ไฉนเจ้าพี่จึงเชื่อคำคนอื่นคิดฆ่าขุนนางขันทีทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยเล่า”

ที่ยิ่งเป็นความละเอียดมากยิ่งขึ้นไปอีกก็เมื่อโฮจิ๋นได้ฟังดังนั้นจึงกลับมาบอกพวกว่า “อ้ายเกนหวน ขันทีที่คิดร้ายต่อเราก็ตายแล้ว ซึ่งจะทำร้ายขันทีคนอื่นๆ ต่อไปนั้นเราเห็นไม่สมควร”

บทสรุปจากปากอ้วนเสี้ยวที่ว่า “อันตัดหญ้ามิขุดรากทิ้งแล้วไซร้ รากนั้นจะเป็นพิษเป็นภัยแก่ตนในภายหลัง”

โฮจิ๋นยืนกรานว่า “ข้าตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เจ้าไม่ต้องพูดมาก”

เหมือนกับโฮจิ๋นในฐานะ “แม่ทัพ” ในฐานะ “ขุนนางใหญ่” มีความเฉียบขาด เมื่อพูดคำไหนย่อมเป็นไปตามคำนั้น

ไม่มีแปรเปลี่ยนบิดผัน

กระนั้น กระบวนการในการคิด กระบวนการในการออกคำสั่งอันมาจากโฮจิ๋นย่อมอยู่ในสายตาของขุนนางน้อยใหญ่

ไม่ว่าจะเป็น “อ้วนเสี้ยว” ไม่ว่าจะเป็น “โจโฉ”

มีความแหลมคมอย่างน้อย 2 ความแหลมคมอันสามารถอธิบายรากฐานในทางความคิดและ
ในทางการปฏิบัติของโฮจิ๋น

1 เป็นรากฐานระหว่าง “โฮจิ๋น” กับพระนาง “โฮเฮา”

เป็นความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างพี่กับน้อง แต่ก็อยู่บนความเชื่อที่ว่า “มาจากสกุลต่ำต้อย” หากไม่ได้ “เตียวเหยียง ขันทีกับพวกช่วย”

คงไม่ได้มาอยู่ในสถานะอย่างเป็นอยู่เช่นนี้

รากฐานความคิดนี้เมื่อประกอบกับเป็นการจัดการปัญหาที่ปลายเหตุ นั่นก็คือ มิได้ขุดรากถอนโคน

รากนั้นจะเป็นพิษเป็นภัยในภายหลัง

เนื่องจากภายในราชสำนักมิได้มีเพียงพระนางโฮเฮากับโฮจิ๋นเท่านั้น หากยังมี พระนางตังไทฮอ

หากบรรดา “แก๊ง 10 ขันที” ก็ยังมีการเคลื่อนไหว