การปะทะกันด้วยกองกำลังและอาวุธหนักระหว่างทหารกัมพูชากับทหารไทย ย่อมถือเป็นสงคราม แม้อาจจะอยู่ในระดับสงครามย่อย แต่แนวโน้มที่จะพัฒนาสู่สงครามใหญ่มีไม่น้อย
ความเป็นไปได้ของการขยายสถานการณ์สู้รบให้ลามออกไป เงื่อนไขสำคัญคือ “ทัศนคติ” ที่เป็นตัวชี้นำอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด การตัดสินใจลงมือกระทำของคนทั้ง 2 ชาติ ว่าภาพรวมส่วนใหญ่นำพาไปทางไหน
ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นทัศนคติในภาพรวม
ในฝ่ายของกัมพูชาที่ชัดเจนคือ ทัศนคติของผู้นำประเทศที่เลือกแนวหาทางสร้างเรื่องเพื่อจุดชนวนให้เกิดความรุนแรง และอาศัยความรุนแรงนั้นขยายเป็นการใช้กำลังพลและอาวุธให้สถานการณ์สู่การสู้รบที่โหดเหี้ยมมากขึ้น พร้อมๆ กับปฏิบัติการข่าวใส่ร้ายฝ่ายไทยอย่างบิดเบือนเพื่อขยายความเกลียดชังให้เกิดขึ้นกับคนในชาติ โดยมีสื่อมวลชนที่ควบคุมได้เป็นกระบอกเสียงยัดเยียดข้อมูลที่สร้างขึ้นใส่ความรับรู้ของผู้คน
แต่ในส่วนทัศนคติของประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ ถึงเวลานี้เป็นอย่างไร ไม่มีข่าวสารออกมาให้โลกได้รับรู้นัก ซึ่งมีการคาดเดากันว่าอาจจะเป็นเพราะถูกปิดกั้นทั้งด้วยช่องทางการสื่อสาร และตกอยู่ในความกลัวหากแสดงออกสวนทางกับความตั้งใจโหมสถานการณ์ให้รุนแรงของกลุ่มผู้นำที่จัดตั้งขบวนการปลุกระดมขึ้นมาปฏิบัติการเต็มที่
คำถามที่ว่า เหตุแท้จริงที่ผู้นำกัมพูชานำประเทศสู่การทำสงครามกับไทยคืออะไร ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนมากกว่าที่เล่าลือกันว่า เพราะเป็น “รัฐบาลที่นำประเทศสู่ความตกต่ำ” สุขสบายกันเฉพาะคนชนชั้นบน ส่วนระดับล่างต้องอยู่อย่างยากลำบาก ธุรกิจถูก “ทุนเทา ทุนดำต่างชาติ” ยึดครอง เมืองกลายเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากรข้ามชาติ จนภาพลักษณ์เสื่อมทรามในสายตานานาชาติ ผู้คนในประเทศต้องดิ้นรนย้ายถิ่นทำมาหากินเพื่อเอาชีวิตรอด ทำให้คะแนนนิยมของกลุ่มผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานต้องเลือกใช้วิธีปลุก “กระแสชาตินิยม” เพื่อให้ประชาชนหลงลืมทุกข์ยากของตัวเอง เทใจมาให้ภารกิจปกป้องชาติ เหมือนที่เคยทำได้ผลในอดีต
และ “ไทย” หรือ “สยาม” ที่มีความทรงจำในทางเป็นศัตรูต่อกันในประวัติศาสตร์ถูกเลือกให้มารองรับผลจากการ “ปลุกกระแส” ดังกล่าวนี้
นั่นเป็นข้อสันนิษฐานที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเมื่อมองไปที่เหตุจากฟากเขมร
กระนั้นก็ตาม เมื่อหันมามองจากฟากฝั่งไทยจะพบว่าปัญหาเริ่มต้นจากความไม่เท่าทันจิตวิทยามวลชนที่ผู้นำเขมรมีความเชี่ยวชาญ ด้วยการใช้ท่าทีของความสัมพันธ์ที่ดีด้วยการคบค้าสมาคมกันมาจนมีสถานะไม่ต่างจากญาติสนิทไปทำความเข้าใจเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง โดยไม่รู้ว่าเป็นความคิดเห็นแย้งที่ไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากกลุ่มที่นับถือเป็นญาติสนิทนั่นเองสร้างขึ้น เพื่อหวังผลทางการเมือง
การบริหารจัดการประเทศโดยขาดความรู้ที่จะทำให้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมการรักษาอำนาจและชั้นเชิงทางการเมือง ทำให้เกิดการนำพาประเทศถลำเข้าไปในแผนการของผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน
กอปรกับความขัดแย้งในอำนาจการเมืองไทยที่ซับซ้อน “พันลึก” และ “หยั่งราก” จน “ทัศนคติจ้องทำลายล้างกันและกัน” เป็นพลังขับเคลื่อนก่อความแตกแยกอย่างหมดหนทางที่จะประสานให้กลับคืน
และเมื่อเกิดสถานการณ์เพื่อนบ้านฉุดให้เข้าร่วมสงคราม “ทัศนคติ” อันถูกชี้นำด้วยความขัดแย้งจนแตกแยกหนักหน่วงนั้นได้แสดงตัวตนชัดเจนขึ้นในหมู่คนที่แตกต่าง จากระดับพวก “อำนาจนิยม” ปะทะกับ “มนุษยธรรมนิยม” ที่ขยายย่อยในแต่ละพวกมาโจมตีกันด้วยวิธีการจัดการปัญหาที่เห็นต่าง จนถึงการอาศัยเป็นเหตุผลโจมตีตัวบุคคล และเพื่อสนับสนุนกลุ่มอุดมการณ์ทางการเมือง ละเอียดลงถึงระหว่างฝ่าย “นิยมอำนาจประชาชน” กับ “นิยมข้าราชการ” หรือ “อนุรักษนิยม” กับ “เสรีนิยม”
การสื่อสารเสรีในโลกออนไลน์ ยิ่งสถานการณ์สู้รบรุนแรงเท่าไร ยิ่งพรั่งพรูด้วยทัศนคติขัดแย้งที่นำสู่ความแตกแยกด้วย “ศรัทธา” และ “ผลประโยชน์” ที่แตกต่าง
ฝ่ายเขมร อ่อนด้วยกว่าใน “อาวุธยุทโธปกรณ์” แต่ควบคุม “อำนาจพลังทัศนคติของคนในชาติให้เป็นเอกภาพ” ได้มากกว่า
ขณะที่ “ไทย” เรา เหนือกว่าในกองกำลังอาวุธ ทั้งปริมาณและความทันสมัย แต่ไม่เพียง “หลอมรวมพลังความรู้ความคิดให้เกื้อหนุนกันไม่ได้” ยังกระจัดกระจาย และก่อปฏิกิริยาทำลายล้างกันและกันเสียยิ่งกว่า ดั่งเป็น “ประชาชนคนละชาติ”
ถึงวันนี้ ยังตัดสินไม่ได้ว่าระหว่างเขมรกับไทยที่สุดแล้วความสามารถในการทำสงครามของใครเหนือกว่า
แต่สำหรับในประเทศไทย ชัดเจนมากมายว่า “ใครไปทางไหน แค่ไหน อย่างไร”
สำหรับประชาชนทั่วไป เมื่อกลุ่มอำนาจเปิดเผยตัวเองล่อนจ้อนขนาดนี้ จะเลือกกลุ่มไหนหรือใคร ให้ตรงกับ “คุณธรรมในใจตัวเอง”
น่าจะตัดสินใจได้ไม่ยาก

