หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : ไสยศาสตร์….มนต์ดำเขมร

28.07.25 | 11:19 น.

มนต์ดำเขมร – โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ…

เครื่องรางของขลัง คำสวด คาถาอาคม ที่คนไทยส่วนหนึ่งยึดถือ พึ่งพา ส่วนใหญ่เป็นภาษาบาลี เชื่อกันว่ามาจากศาสนาพราหมณ์ ข้อมูลเหล่านี้ “บอกเล่า” ต่อกันมา ไม่มีหลักฐานมายืนยัน รวมถึงพิธีกรรมเพื่อการรักษาโรค พิธีกรรมด้านการทำลายล้าง …มักจะมีคำพูดว่า เป็นของพวกเขมร

ในช่วงผู้เขียนเป็นนายทหารเด็กๆ พบเห็น “เด็กหนุ่ม” ที่เข้ามาเป็นพลทหาร มีตะกรุดเป็นแผ่นโลหะบางๆ มีคำจารึกม้วนเหมือนมวนบุหรี่ร้อยอยู่ในเชือก เพื่อคาดไว้ที่เอวตลอดเวลา เป็นเรื่องปกติ

เรื่องของ “ผู้ชาย” ต้องไม่มุด-ไม่ลอดราวตากผ้า (โดยเฉพาะราวตากผ้าของผู้หญิง) เป็นเรื่องที่คอขาดบาดตาย …มีคำอธิบายแบบห้วนๆ ว่าจะทำให้คาถาอาคม เทวดาที่ปกปักรักษาตัวเรานั้น “เสื่อม” และ “จากไป”

เครื่องรางเป็นความเชื่อของแต่ละคน ไม่วิจารณ์ก้าวก่ายกัน แต่ต้องขอถามกันว่า เป็นของจากวัดไหน และใช้ป้องกันอะไรได้บ้าง

Advertisement

คำตอบที่ได้ “ตรงกัน” คือป้องกันอันตรายจากข้าศึกศัตรู ป้องกันของมีคม ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ป้องกันเวทมนตร์ชั่วร้ายที่อาจจะมีคน “ปล่อยของ” มาใส่เราและอีกสารพัดภูมิคุ้มกัน

เรื่องแบบนี้เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์แทบทุกคนที่ต้องการความปลอดภัย ต้องการการคุ้มครอง

ในปัจจุบันก็น่าจะยังเป็นความเชื่อ-ศรัทธา ของผู้คนอีกไม่น้อย

ผู้เขียนขอวนเวียน ป้วนเปี้ยนอยู่กับเรื่องของเขมร ที่ขณะนี้คนไทยรวมจิตใจเป็นหนึ่ง ก่อเกิดเป็นพลังสนับสนุน “พลังอำนาจ” ของทหารไทยชายแดนเขมร เพื่อหยุดยั้งท่าทีอัน “เป็นภัยคุกคาม” ต่อดินแดนเเละชีวิตคนไทยอย่างร้ายกาจ

การเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี และช่องอานม้า คือการประกาศสงคราม

ขอพูดคุยในประเด็นไสยศาสตร์ของเขมรแบบสบายๆ ครับ

คนไทยได้เห็นภาพทางสื่อต่างๆ …กลุ่มชาวเขมรที่ทางการ “จัดตั้ง” ให้มาท่องเที่ยวบริเวณปราสาทตาเมือนกลุ่มหนึ่ง แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ “น่าสนใจ” เขมรตั้งใจมาทำพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อสาปแช่ง

คนเขมรกลุ่มนี้มาทำพิธีในตัวปราสาท เข้ามายืนเป็นวงกลมบริเวณห้องโถงกลางปราสาทพร้อมจุดธูปเทียน สวดภาวนาเสียงดัง ในขณะที่นักท่องเที่ยวอื่นๆ ต้องการเดินชมเท่านั้น

เมื่อเป็นการ “ขัดขวาง” การเดินชมของคนทั่วไป ทหารไทยก็จะไปร้องขอให้กลุ่มชาวเขมรรวบรัดตัดความ ขอให้ยุติพิธีอย่างสุภาพ นุ่มนวล …เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้ง

ทหารไทยที่รักษาความสงบเรียบร้อยก็ “อดทน” ต่อคนเหล่านี้มาตลอด ทราบดีว่าไม่เป็นมิตรแน่ๆ …เขมรมาทำพิธีสาปแช่ง

อาจารย์กังวล คัชชิมา นักวิชาการเคยรวบรวม “ไสยศาสตร์เขมรเบื้องต้น : ศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ” ผู้เขียนจึงขอนำมาบอกเล่าครับ

ไสยศาสตร์เขมร ซึ่งผู้คนทั้งหลายเชื่อว่าขลัง ศักดิ์สิทธิ์กว่าไสยศาสตร์ทั่วๆ ไป เป็นวิถีชีวิตของคนเขมร

ศาสตราจารย์กอมบริดจ์ แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้เรียบเรียงเรื่อง Theravada Buddhism ได้ทำงานวิจัยภาคสนามในศรีลังกายืนยันว่า…

ไสยศาสตร์เป็นส่วนสำคัญของพุทธศาสนาตลอดมาแต่สมัยพุทธกาลจนปัจจุบัน ในสมัยต่อมาเขมรเริ่มปรากฏการใช้ไสยศาสตร์อย่างชัดเจนขึ้นในหลักฐานที่เป็นเอกสาร โดยแทรกอยู่ในวรรณคดีต่างๆ เช่น เรื่องมรณมาตา สังข์สิลปชัย สัพพสิทธิ และกากี ซึ่งมีการกล่าวถึงคาถาอาคม เวทมนตร์ต่างๆ และมีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

คนเขมรใช้ไสยศาสตร์ทุกลำดับชั้นฐานะทางสังคมและมีหลากหลายรูปแบบ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา ไสยศาสตร์เพื่อการป้องกัน และไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย

1.ไสยศาสตร์เพื่อการรักษา ไสยศาสตร์ประเภทนี้มักเรียกว่า “ไสยขาว” เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้คน จะเป็นการใช้วิชามนต์ คาถาอาคม ร่วมกับการใช้สมุนไพรต่างๆ ในการรักษาโรค เพราะคนเขมรเชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้นได้ด้วย 3 สาเหตุใหญ่ๆ คือ

1.เป็นโรคแท้จริง เช่น ไข้จับสั่น ไข้หวัด ฝีดาษ อีสุกอีใส เป็นต้น

2.โรคที่เกิดจากการทำของคน เช่น ปอบสิง ถูกปล่อยของเข้าตัว ถูกทำร้ายด้วยไสยศาสตร์ต่างๆ เป็นต้น และ 3.โรคที่เกิดจากภูติผีปีศาจ เช่น ทำให้บ้า เสียสติ ปวดท้อง จุกเสียด ร้อนรุ่ม พูดจาไม่ได้ เป็นต้น หมออาคมที่รักษามักจะเอาวัน เดือน ปีเกิด ของคนป่วยมาตรวจดูชะตาราศีเสียก่อน ดูสมุฏฐานของโรคนั้นๆ แล้วจึงทำการรักษาโดยใช้คาถาอาคม หรือสมุนไพรประกอบตามวิธีการที่เรียนมา

2.ไสยศาสตร์เพื่อการป้องกันอันตรายต่างๆ ที่เกิดจากภูตผีปีศาจจากโจรผู้ร้าย จากข้าศึกศัตรู มักเป็นคาถาอาคมคงกระพันชาตรี ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า หนังเหนียว มีการใช้ตะกรุด ผ้ายันต์ เสื้อยันต์ สักยันต์ รวมไปถึงการใช้ว่าน หรือสัตว์บางชนิดมาประกอบ

ตัวอย่างเช่น ยาอมหนังเหนียว ต้องประกอบพิธีในวันเสาร์ โดยเอาตัวยาที่กำหนด 8 ชนิดเท่าๆ กันรวมลงในหม้อดินแล้วเทน้ำใส่พอสมควร ก่อนที่จะยกหม้อขึ้นต้นบนเตาไฟ ต้องล้อมสายสิญจน์เป็นวงรอบพร้อมสวดคาถาว่า พุทธ์ สัมมาธิ ธัมม์ สัมมาธิ สังฆ์ สัมมาธิ 7 จบ จากนั้นยกหม้อต้ม เคี่ยวจนได้ตัวยาที่ต้องการแล้ว เวลาอมต้องท่องคาถาว่า โอมฎา ถึง ภาสกัง ฎา ถนำกำลัง สวาหะ เอหิมะมะ 7 จบ จะทำให้หนังเหนียว ทนทานต่อศัสตราวุธทั้งหลายได้

3.ไสยศาสตร์เพื่อการทำลาย มักถูกเรียกว่า “ไสยดำ หรือมนต์ดำ” เพราะมีความชั่วร้ายแฝงอยู่และใช้เพื่อให้คนอื่นได้รับความทุกข์ทรมานจนอาจถึงแก่ชีวิตได้ เช่น เสกกรรไกรเงิน กรรไกรทอง หรือหนังวัวหนังควายเข้าท้อง ใช้วัวธนูทำร้ายคนอื่น

ไสยศาสตร์ด้านนี้ได้บอกไว้ว่า ผู้ที่เรียนวิชาด้านนี้ถ้าภายใน 1 ปีไม่ได้ปล่อยของออกไปทำร้ายคนอื่น มนต์ดำนั้นจะย้อนกลับมาทำร้ายคนในครอบครัวตัวเอง เช่น ทำให้เจ็บป่วยหนัก ป่วยเรื้อรัง ผอมแห้งแรงน้อย ทำการทำงานไม่ได้ ทำมาค้าขายไม่ขึ้น เป็นต้น ทำให้ในปัจจุบันมนต์คาถาด้านนี้จึงมีผู้สืบทอดน้อยลงมากทั้งในเขมรกัมพูชา และในเขมรถิ่นอีสานล่างของไทย

การเรียนวิชาอาคมทั้งหลายของเขมรนั้นมีข้อกำหนดไว้ว่า ถ้าเริ่มเรียนวันพุธ หรือวันจันทร์ จะเรียนไม่สำเร็จ ถ้าเริ่มเรียนวันอาทิตย์ หรือวันศุกร์ จะสำเร็จปานกลาง แต่ถ้าเริ่มเรียนวันเสาร์ หรือวันอังคาร จะสำเร็จสมประสงค์ทุกอย่างและสามารถจำมนต์อาคมต่างๆ ได้จนวันตาย

ไสยศาสตร์เขมรยังมี “วิชา” อีกหลากหลาย เช่น…

เสกหนังวัว หนังควายเข้าห้อง เป็นไสยดำอีกแขนงหนึ่งที่มีผู้กล่าวถึงมากและได้รับการสอบถามอยู่เสมอ เครื่องประกอบพิธีและการประกอบพิธีคล้ายกับกรรไกรเงิน กรรไกรทอง เพียงแต่หมออาคมใช้หนังวัว หรือหนังควายตากแห้งขนาดใหญ่แทน โดยใช้วิธีสวดเป่าๆ พร้อมกับใช้ไม้เรียวตีไปด้วยจนกระทั่งหนังนั้นหดเล็กลงเหลือนิดเดียว

หนังวัว หนังควาย จะกลายร่างเป็นแมลงภู่บินไปหาคน “เป้าหมาย” เมื่อไปถึงแล้วหนังนั้นจะกลายเป็นแมลงขนาดเล็กบินเข้าไปทางปาก อีก 2-3 วันต่อมาหนังวัว หรือหนังควายนั้นจะเริ่มขยายตัวขึ้น ทำให้คนที่ได้รับเริ่มรู้สึกจุกเสียดเจ็บปวดทรมานมากยิ่งขึ้นไปพร้อมกับการขยายตัวของหนังวัว หรือหนังควายนั้น

นอกจากจะมีอาการแน่นท้องแล้วอาจจะมีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็วจนเหมือนจะขาดใจ เมื่อเกิดมีอาการเช่นนี้ต้องรีบหาอาจารย์ผู้มีมนต์อาคมกล้าแข็งเท่ากัน หรือกล้าแข็งกว่าหมอ

อาคมที่ปล่อยของมาช่วยเหลือโดยด่วน อาจารย์ผู้มีมนต์กล้าแข็งอาจช่วยโดยใช้มนต์อาคมและผสมยาให้กิน ให้อาเจียนออกทางปาก หรือถ่ายออกทางทวารหนัก คนป่วยนั้นจึงจะรอดปลอดภัยเป็นปกติสุขได้ มิฉะนั้นคนป่วยจะเจ็บปวดทรมานจนเสียชีวิต

วิชา…ใช้เสี้ยนไม้ เข็ม หรือเข็มหมุดทำอันตราย

หมออาคมจะปั้นหุ่นเป็นรูปคนที่เป็นเป้าหมายด้วยแป้ง แป้งมัน หรือด้วยไม้อ่อน เมื่อทำพิธีต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วหมออาคมจะเสกอาวุธทั้ง 3 คือเสี้ยนไม้ เข็มและเข็มหมุด ใช้เข็มหมุดปักบริเวณส่วนหัวของหุ่น ใช้เข็มปักบริเวณหน้าอก เอาเสี้ยนไม้ยัดใส่บริเวณท้อง

ขณะประกอบพิธี “คนเป้าหมาย” จะรู้สึกปวดที่บริเวณส่วนหัว หน้าอกและท้อง ดินทุรนทุรายอย่างทรมานก่อนที่จะขาดใจตาย

บางครั้งหมออาคมไม่ได้ทำพิธีให้เจ็บปวดและตายทันที แต่จะทำในลักษณะคล้ายยาสั่ง คือประกอบพิธีทุกอย่างเหมือนข้างต้น แต่กำหนดไว้ว่าให้คนเป้าหมายไม่เป็นอะไรจนกว่าจะกินเนื้อหมู

เมื่อประกอบพิธีเสร็จคนเป้าหมายนั้นจะยังไม่รู้สึกอะไร จนเมื่อได้กินเนื้อหมูแล้วนั่นแหละจึงจะเกิดอาการต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

วิชา…วัวธนู ควายธนู

คำนี้คนไทยเราเรียกกันจนติดปากว่า วัวธนู หรือควายธนู ด้วยเข้าใจว่าคำว่า “ธนู” เป็นคำแสดงความหมายพิเศษของวัว หรือควายอาคม แต่ความจริงแล้วคำว่า “วัวธนู” มีความหมายถึงวิธีการทางไสยศาสตร์ 2 ประเภท และมีการทำพิธีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

การใช้วัวอาคมทำอันตรายคนเป้าหมายนั้น หมออาคมจะใช้ดินเหนียวปั้นเป็นรูปวัวตามกรรมวิธีเฉพาะที่ร่ำเรียนมาตามขั้นตอน (เขมรใช้วัวอย่างเดียว แต่ไทยใช้ได้ทั้งวัวทั้งควาย)

เวลาใช้งาน หมออาคมจะสั่งให้วัวอาคมนั้นไปขวิดคนเป้าหมาย ถ้าไม่มีอาจารย์ผู้ทรงมนต์อาคมแก่กล้ากว่ามาช่วยไว้ทัน คนเป้าหมายก็จะเสียชีวิตได้

ถือว่า…เป็นเกร็ดข้อมูลที่ชนรุ่นปัจจุบันน่าจะไม่เคยได้ยินมาก่อน

ข้อมูลแถมท้าย เรื่องศาสนาในกัมพูชาครับ…

ช่วงรัฐบาลของนายพลลอน นอล (พ.ศ.2513-2518) รัฐบาลประกาศว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ขอให้คณะสงฆ์ช่วยต่อต้านคอมมิวนิสต์ (กลุ่มเขมรแดง) รัฐบาลประกาศว่า… ถ้าคอมมิวนิสต์เข้ามาจะไม่มีศาสนา พระพุทธศาสนาและพระสงฆ์จะหมดไปจากประเทศกัมพูชา

นายพลลอน นอล ปกครองประเทศอยู่ 5 ปี ก็ถูกโค่น

พ.ศ.2518 โดยกลุ่มเขมรแดง ซึ่งมีนายพล พต (Pol Pot) เป็นผู้นำ เขมรแดงนำระบอบคอมมิวนิสต์มาปกครองประเทศในช่วงปี พ.ศ.2518-2522 แล้วประกาศนโยบายให้พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาลาสิกขาทั้งหมดแล้วไปทำนาแทน

พระสังฆราชถูกนำไปจองจำ พระที่เหลือถูกเขมรแดงสั่งให้ไปทำไร่ ทำนา ไปทำงานหนัก วัดถูกปิด หรือรื้อทิ้ง บ้างก็ถูกทำเป็นฟาร์มไก่ หรือเล้าหมู พอล พต ถือว่าศาสนาคือยาฝิ่นของประชาชน พระไม่ทำงานจึงทำให้สังคมเป็นอัมพาต ห้ามทำบุญ ผู้อยู่ในเหตุการณ์สมัยนั้นกล่าวว่า ยุคนั้นไม่มีวัด ไม่มีพระสงฆ์ ไม่มีประชาชนไปสวดมนต์ ไม่มีการบูชาพระรัตนตรัย….

มีชาวเขมรถูกสังหารไปกว่า 2 ล้านคนในสมัยการปกครองอันโหดร้ายของคอมมิวนิสต์ตัวพ่อ พอล พต แก่ตายเมื่อ พ.ศ.2541

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก