หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : สงครามเริ่มต้น เมื่อไหร่/หรือยัง?

29.07.25 | 13:18 น.

เขียนความเห็นและบทความด้วยความยากลำบาก เพราะข้อมูลข่าวสารที่ออกมาในช่วงนี้เป็นเรื่องที่หลากหลายมาก

แต่สิ่งแรกที่คงต้องตั้งข้อสังเกตก่อนก็คือ ตกลงสภาวะที่เกิดขึ้นในวันนี้เรียกว่าสงครามหรือไม่

เรื่องนี้สำคัญ ท่ามกลางความชินชาของผู้คนในสังคมที่พูดถึงเรื่อง “สงคราม” ในทุกๆ เรื่อง ในฐานะคำเปรียบเปรย ไม่ว่าจะเป็นสงครามกับยาเสพติด สงครามส่งด่วน สงครามกับความยากจน สงครามกับความไม่รู้ สงครามสีเสื้อ หรือกีฬาในฐานะสงครามที่ไม่ได้ฆ่ากัน (ทัพนักกีฬา) ฯลฯ

แม้กระทั่งการเสพสื่อเรื่องสงครามจากภาพยนตร์ ละคร ประสบการณ์ของการเล่นเกมที่ว่าด้วยเรื่องสงคราม

ในตามหลักวิชาและการปฏิบัติเรื่องสงครามจริงๆ นั้น ประเด็นเรื่องสงครามมันมีหลักการจำนวนมากที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ขั้นตอนการประกาศสงคราม การลดความรุนแรง การยุติสงคราม การเจรจา เงื่อนไข และจริยธรรมและมนุษยธรรมในการทำสงคราม

Advertisement

อย่างสิ่งที่เกิดในตอนนี้ คำถามของคนส่วนมากอาจจะมี 2 แบบที่ชัดไปเลย เช่น จัดให้เต็ม หรือกังวลว่าสิ่งที่ทำอยู่มันถูกต้องแล้วเหรอ

อะไรคือทางเลือก อะไรคือจุดตัด หรือจุดที่เราจะไม่ไปเกินนี้ เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นสิ่งที่เลวร้ายเช่นเดียวกับสิ่งที่เราไม่ชอบ

มันจึงเป็นคำถามที่ยากเย็นอยู่ว่าจะทำอะไรได้แค่ไหน ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงอย่างไร เมื่อไหร่ ด้วยเงื่อนไขอะไร

ในระยะยาวการตั้งประเด็นกับสงครามมันจะกระทบกับชีวิต ความหวัง มุมมอง อุดมการณ์ของผู้คนอย่างไร

การทำสงครามจึงมีแบบแผน ธรรมเนียม หลักปฏิบัติ อย่างที่เรามองเรื่องกองทัพนั้น ไม่ใช่แค่อยากทำสงคราม แต่เขาต้องเข้าใจวิธีการใช้และควบคุมความรุนแรงเช่นกัน เขาไม่ได้ทำหน้าที่รบจากแรงเชียร์เท่านั้น

หลายครั้งสงครามจบด้วยการเจรจา ไม่ใช่การทำลายล้าง หรือยึดครอง หรือชัยชนะ

เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่ท้าทายให้เราเข้าใจ แม้กระทั่งการทำสงครามจริงนั้นมันต้องผ่านกลไกของสถาบันทางการเมืองเป็นขั้นตอน มีกติการะหว่างประเทศอีกมากมาย

การรบ หรือใช้กำลังจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย (ผมไม่ได้บอกว่าไม่ใช่ทางออก) และมีอีกหลายความท้าทายที่จะต้องเผชิญ

ความหวังเล็กๆ คือนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเริ่มออกมาให้ความเห็นเรื่องการลดระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น มากกว่าการวิเคราะห์กำลังรบ หรือคาดการณ์ฉากทัศน์ หรือเชียร์การใช้กำลัง หรือประณามความเลวร้ายของชาตินิยมสุดโต่งเท่านั้น

แต่เสียงเหล่านี้อาจจะยังไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมากนัก เมื่อเทียบกับการวิเคราะห์รายวัน แนวเชียร์กีฬา และแนวราคาต่อรอง หรือพยายามเดาใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไร

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าสื่อที่ลงในพื้นที่เพิ่มขึ้น เมื่อเห็นประเด็นความทุกข์ยากของผู้คนในพื้นที่ที่ต้องถูกผลักออกจากพื้นที่ชีวิตเดิมของเขา (displacement) อย่างไม่เต็มใจ น่าจะเริ่มเกิดคำถามใหม่ๆ ว่า สิ่งที่สำคัญคือการกลับสู่ภาวะปกติของผู้คนที่ชายแดนมันหมายถึงอะไร

อาจไม่ต้องไกลถึงคำว่าสันติภาพเลยด้วยซ้ำ

ผมคิดว่าเรื่องใหญ่ในอีกไม่นานนี้จะอยู่ในเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของชัยชนะของสงคราม ผลของความขัดแย้งเรื่องดินแดน และสงครามการข่าว หรือแม้กระทั่งการสื่อสารในสภาวะสงครามด้วยซ้ำ

ไม่ใช่ไม่รักชาติบ้านเมือง หรือไม่เชื่อฟังคำสั่งของฝ่ายความมั่นคง

สิ่งที่พยายามจะอธิบายก็คือ เมื่อเรื่องราวของความสูญเสียจากความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้มันยืดเยื้อยาวนานขึ้น คำถามที่สำคัญจากพื้นที่จะกลายเป็นคำถามง่ายๆ ว่า พวกเขาจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่ ชีวิตพวกเขาจะเป็นอย่างไร

เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ภัยพิบัติธรรมชาติที่สิ้นสุดลงไปแล้ว มีการเยียวยา ฟื้นสภาพ และกลับสู่ปกติ

แต่เป็นความไม่ชัดเจนต่ออนาคตของพวกเขาเอง

และระบบความช่วยเหลือต่อประชาชนผู้อยู่ในพื้นที่ขัดแย้งเองก็เป็นระบบความช่วยเหลือแบบตามมีตามเกิดเสียเป็นส่วนมาก ส่วนมากมีแต่ข่าวชวนกันไปบริจาค และพูดถึงงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ แต่รูปธรรมไม่เป็นระบบ เมื่อเทียบกับภัยพิบัติในเรื่องของการสาธารณสุขอย่างโควิด ที่เป็นระบบกว่ามากทั้งที่ไม่ได้เรียนรู้มาก่อน

โดยธรรมชาติของการขัดแย้งด้วยอาวุธเรื่องราวอาจไม่ง่ายนัก แต่เรื่องระบบการดูแลผู้คนในพื้นที่ชายแดนคือสิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่าเรื่องกำลังรบ และเกมในสนามเวทีโลก

ระบบความช่วยเหลือและรองรับสถานการณ์เท่าที่เห็นและที่เป็นอยู่ไม่มีแผนระยะที่ยาวกว่าการบรรเทาทุกข์ในสองสามวัน เพราะยังไม่เคยมีเงื่อนไขแบบนี้ ดังที่ชาวบ้านผู้ประสบภัยรายหนึ่งกล่าวว่า เขาไม่เคยเจอความสูญเสียแบบนี้ ที่ผ่านมาสิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนมักเป็นเรื่องของความรุนแรงจากฝั่งนั้นด้วยกันเองเสียมากกว่า

คนที่ไม่ออกจากพื้นที่เพราะกังวลเรื่องทรัพย์สิน เพราะนั่นคือสิ่งที่เขามี กังวลเรื่องสัตว์เลี้ยง และมองไม่เห็นอนาคต

ค่ายอพยพในลักษณะนี้และขนาดของปัญหาใหญ่ขนาดหลายจังหวัดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เคยนึกฝัน เพราะส่วนมากจะคิดแต่ภัยธรรมชาติเป็นจุด หรือการซื้ออาวุธ และแผนการรบ

ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องคิด ไม่ใช่เรื่องแค่ว่าคนที่ไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกันคือคนละฝ่ายกัน

ต่อให้การโจมตีจะสิ้นสุดลง หรือความขัดแย้งเรื่องดินแดนจบลง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้คนในพื้นที่ยังจะต้องถูกแก้ไขไปอีกเป็นเวลาไม่น้อยเลยทีเดียว

ไม่เช่นนั้นก็จะมีแต่เรื่องของการประกาศแผนรบเสียมากกว่าแผนการดูแลสถานการณ์ในมุมมองอื่นๆ

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์