ทรัมป์ตระบัดสัตย์ทำเอาพวกมาก้าโกรธและผิดหวังมาก
ณ จุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ใน พ.ศ.2558 นั้นไม่มีใครคาดคิดว่านักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ผู้พูดจาหยาบคาย ตรงไปตรงมา และไม่เคารพขนบธรรมเนียมการเมือง จะสามารถผงาดขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาได้ใน พ.ศ.2559 ท่ามกลางเสียงปรามาสจากทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน กระนั้น ทรัมป์ก็กลายเป็นผู้นำของกระแสที่เรียกว่า “Make America Great Again” หรือ “MAGA-มาก้า” ซึ่งรวบรวมชาวอเมริกันสายอนุรักษนิยม ชาตินิยม ขวาจัด ผู้นิยมศาสนา และกลุ่มแรงงาน ชนชั้นกลางในรัฐเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม
แต่มาวันนี้ กลุ่ม “มาก้า” ที่เคยอุทิศแรงกายแรงใจสนับสนุนเขากลับมีแววแตกแยกและเคลือบแคลงใจ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้มาพร้อมวาทกรรม “ขจัดเหล่ากาฝากแห่งวอชิงตัน” ซึ่งทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของขบวนการมาก้า ที่รวมตัวกันเพื่อต่อต้านชนชั้นนำ พรรคการเมืองเก่า และระบบศาล รัฐราชการที่ถูกกล่าวหาว่าช่วยกันปกป้องกลุ่มอภิสิทธิ์ชน เช่นเดียวกับที่พวกเขาเชื่อว่ารัฐพันลึกปิดบังรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ากามเด็กของนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ (Jeffrey Epstein) นักการเงินชาวอเมริกันและผู้กระทำความผิดทางเพศที่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ซึ่งถูกกล่าวหาว่าค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณีหญิงและเด็กหญิงอย่างต่อเนื่องโดยมีสถานที่ทำการชื่อว่าเกาะโลลิต้า ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวของนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์เอง ที่ตั้งอยู่ในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา ในทะเลแคริบเบียนโดยมีเครื่องบินโดยสารส่วนตัวในการประกอบธุรกิจที่น่ารังเกียจนี้อย่างเป็นที่รู้กันในบรรดาบุคคลชั้นสูงได้แก่นักการเมือง นักธุรกิจทั้งหลาย
ตลอดอาชีพทางการเงินและการค้ามนุษย์เพื่อการค้าประเวณีหญิงและเด็กหญิงประสบความสำเร็จ ทำให้เอปสไตน์กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านและสร้างวงสังคมที่ประกอบด้วยบุคคลผู้มั่งคั่งอย่างยิ่ง นักการเมืองที่มีชื่อเสียง และแม้แต่เชื้อพระวงศ์ของอังกฤษ ขณะที่ถูกจำคุกและรอการพิจารณาคดีค้ามนุษย์ทางเพศของรัฐบาลกลาง เอปสไตน์ได้ฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ
คำถามเกี่ยวกับการมีอยู่ของรายชื่อลูกค้าที่เอปสไตน์อ้างว่าเก็บรักษาเป็นความลับไว้ ได้ก่อให้เกิดความปั่นป่วนในรัฐบาลสมัยที่สองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เนื่องจากทรัมป์ได้เคยหาเสียงว่าถ้าเขาได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งเขาจะเปิดเผย “รายชื่อลูกค้า” ของเอปสไตน์ต่อสาธารณชนให้รับรู้โดยทั่วกันเพื่อที่จะทำลายการค้ามนุษย์เพื่อการประเวณีหญิงและเด็กหญิงของชนชั้นสูงให้สิ้นซาก
ปรากฏว่าเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 ได้ผ่านไปพร้อมกับเหตุการณ์สำคัญที่เปรียบเสมือนระเบิดลูกใหญ่ เมื่อ “รายชื่อบุคคลสำคัญที่เกี่ยวพันกับเครือข่ายการค้ามนุษย์ของนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์” ได้ถูกศาลกลางแห่งนิวยอร์กสั่งเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับสาธารณชนและโดยเฉพาะกับกลุ่มมาก้าที่รอคอยวันนี้มานาน โดยเชื่อว่าการเปิดโปงครั้งนี้จะทำลายพวกชนชั้นนำในแวดวงการเมือง ดาราฮอลลีวู้ด มหาเศรษฐี และแม้แต่เจ้าชายแห่งราชวงศ์ต่างประเทศ แต่แล้วทรัมป์กลับกลายเป็นตัวละครหนึ่งในรายชื่อนั้นเอง แม้จะยังไม่ถึงขั้นกล่าวหาทางอาญาแต่ก็มีข้อมูลว่าเขาเคยเดินทางไปกับนายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์ไปยังเกาะโลลิต้า บนเครื่องบินส่วนตัวถึง 7 ครั้ง และชื่อของทรัมป์ถูกเอ่ยถึงในคำให้การของเหยื่อบางราย ซึ่งมากพอจะสร้างความเคลือบแคลงและโกรธแค้นแก่กลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์เสียเอง
นายเจฟฟรีย์ เอปสไตน์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคลทรงอิทธิพลระดับโลก เช่น บิล คลินตัน เจ้าชายแอนดรูว์ และรวมถึงโดนัลด์ ทรัมป์ด้วย เขาเสียชีวิตในคุกเมื่อ พ.ศ.2562 ด้วยสาเหตุที่ยังคงเป็นปริศนาหลังจากถูกจับกุมในข้อหาค้ากามเด็กข้ามรัฐ กลุ่มมาก้า และฝ่ายขวาจำนวนมากมองว่านายเอปสไตน์เป็นศูนย์กลางของเครือข่ายชนชั้นสูงที่ล่วงละเมิดเด็ก และมีความหวังอย่างแรงกล้าว่าในสมัยของประธานาธิบดีทรัมป์จะมีการรื้อฟื้นคดีและนำรายชื่อทั้งหมดออกมาเปิดโปงต่อสาธารณชน ซึ่งทรัมป์เองก็เคยรับปากหลายครั้งในช่วงหาเสียงเมื่อปี พ.ศ.2559 ว่า “จะเปิดโปงความจริงทั้งหมด” และ “ไม่ยอมอ่อนข้อให้กลุ่มทุนพิเศษที่ละเมิดเด็ก” แต่เมื่อถึงเวลาจริง สมัยดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์เข้าจริงๆ ประธานาธิบดีทรัมป์กลับเงียบเฉยต่อคดีนายเอปสไตน์ ไม่มีการรื้อฟื้น ไม่มีการเปิดเผยข้อมูล และกระทรวงยุติธรรมภายใต้รัฐบาลของทรัมป์กลับดำเนินการแบบรอเวลาให้เงียบไปเอง จนกระทั่งต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2568 ศาลกลางในนิวยอร์กได้อนุมัติให้เปิดเผยคำให้การในคดี Virginia Giuffre v. Ghislaine Maxwell ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกเก็บเป็นความลับ โดยคำให้การของเหยื่อหลายรายระบุถึงชื่อบุคคลจำนวนมากที่เคยอยู่ในเกาะส่วนตัวของนายเอปสไตน์ รวมถึงรายชื่อผู้โดยสารของ “Lolita Express” ซึ่งเป็นเครื่องบินส่วนตัวที่นายเอปสไตน์ใช้พาลูกค้าของเขาไปยังเกาะดังกล่าวเพื่อไปหาความสำราญกับเด็กหญิงผู้อ่อนเยาว์
ในเอกสารเหล่านั้น มีชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ปรากฏอยู่ในฐานะผู้โดยสารอย่างน้อย 7 เที่ยวบินระหว่าง พ.ศ.2537-2544 แม้จะไม่มีหลักฐานว่าทรัมป์มีส่วนร่วมกับการละเมิดทางเพศแก่เด็กหญิงโดยตรง แต่การเดินทางบ่อยครั้งและคำให้การของเหยื่อบางรายที่ “เห็นเขาอยู่ในสถานการณ์ไม่เหมาะสม” ก็เพียงพอให้เกิดกระแสความไม่พอใจในหมู่กลุ่มมาก้าอย่างรุนแรง เว็บไซต์ฝ่ายขวาอย่าง The Gateway Pundit และ Truth Social ซึ่งเดิมทีเป็นฐานเสียงหลักของทรัมป์เอง เริ่มเต็มไปด้วยโพสต์ที่แสดงความตกใจ ผิดหวัง และแม้กระทั่งด่าทอเขาว่า “ทรยศ” และ “กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอีลิตที่เขาเคยสัญญาว่าจะล้มล้าง”
ความรู้สึกผิดหวังของกลุ่มมาก้าไม่ใช่แค่เรื่องของชื่อที่ปรากฏในเอกสารเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นเรื่องของ “ความตระบัดสัตย์” ต่อคำมั่นที่ทรัมป์เคยให้กับพวกเขา พวกเขาไม่ได้คาดหวังให้เขาเป็นนักบุญ หากแต่หวังว่าเขาจะเป็น “นักรบฝ่ายธรรม” ที่ยอมต่อสู้กับเครือข่ายชั่วร้ายอย่างไม่หวั่นเกรง
แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่แสดงท่าทีหวั่นไหวอะไรเลยเมื่อถูกถามในงานสัมมนา CPAC เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม ทรัมป์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
“ผมเคยรู้จักนายเอปสไตน์จริง แต่ไม่เคยไปเกาะของเขา ผมไม่เคยเห็นหรือได้ยินสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับเขาเลยจนกระทั่งข่าวออกมา ผมไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้น”
อย่างไรก็ตาม หลักฐานในรายชื่อผู้โดยสารของเครื่องบินส่วนตัวของนายเอปสไตน์ได้ขัดแย้งกับคำพูดนี้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้สื่อกระแสหลักและแม้แต่สื่อฝ่ายขวาบางแห่งเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นต้องโกหก เพราะการที่ทรัมป์ไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน และไม่แสดงความเสียใจหรือความโปร่งใส ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว กลุ่มมาก้าที่เคยภักดี กลับเริ่มมีท่าทีถอยห่างและวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างโจ่งแจ้งในการตระบัดสัตย์ของประธานาธิบดีทรัมป์ที่เริ่มเปิดเผยออกมาแล้ว
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

