หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ประสบการณ์ส่วนตัวของการแก้ (และเกือบแก้) ปัญหาด้วยความรุนแรง

30.07.25 | 13:15 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ประสบการณ์ส่วนตัวของการแก้ (และเกือบแก้) ปัญหาด้วยความรุนแรง

ในสมัยที่ผมเรียนอยู่ในช่วงมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถึงปีที่ 4 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวัยรุ่นทั้งหลายที่กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากเด็กชายและเด็กหญิงไปเป็นนายหรือนางสาว ในตอนนั้น ผมเข้าตำราที่สมัยนี้เรียกว่าเด็กมืดมนจืดจาง ตัวเล็ก ใส่แว่น ชอบใช้เวลาในห้องสมุดมากกว่าสนามฟุตบอล เข้าร่วมกิจกรรมเท่าที่จำเป็นเมื่อถูกบังคับ ไม่ใช่คนเนื้อหอม ไม่มีเพื่อนสนิท อย่าว่าแต่แฟนเลย แถมอยู่ในห้องเรียนที่จัดตามผลการเรียนซึ่งวนเวียนอยู่ในระดับหางแถวขึ้นกับว่าช่วงไหนจะอยู่ปลายหางหรือโคนหาง

ด้วยบุคลิกแบบนี้แหละที่ล่อการกลั่นแกล้งรังแกจากเด็กหัวโจก ผมจึงถูกกลั่นแกล้งรังแกหนักเบาจากเด็กที่ตัวใหญ่กว่าอย่างเป็นเรื่องสนุกสนาน ทั้งตบหัว แกล้งล้อว่าเป็นแฟนผู้หญิงที่ตัวใหญ่และหน้าตาน่ารักน้อยที่สุดในห้อง หรือเอาของจากเด็กผู้หญิงที่คิดว่าผมแอบชอบมาใส่ในกระเป๋า สร้างสถานการณ์ว่าผมไปขโมยของเธอคนนั้นมาเอาไปทำอะไรที่น่าขยะแขยง

เอาจริงมันคือการกลั่นแกล้ง (Bully) ในโรงเรียน ซึ่งเราเพิ่งจะมาตระหนักรู้กันในไม่กี่ปีหลังนี้ว่ามันเป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรปล่อยผ่าน แต่สำหรับค่านิยมและแนวทางปฏิบัติในสมัยนั้น การไปแจ้งปัญหาหรือฟ้องครูไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไรนัก เพราะถ้าไม่ถึงกับเลือดตกยางออกหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายแล้ว มันก็จะเป็นแค่เรื่อง “เด็กล้อเล่นกัน” ที่ “เธอก็อย่าไปอยู่ใกล้ๆ เขาก็สิ้นเรื่องไหม”

แน่นอนว่าในสมัยนั้นก็ไม่มีองค์ความรู้เรื่องความเจ็บป่วยทางจิตใจหรือโรคทางจิตเวชอย่างโรคซึมเศร้าด้วย

Advertisement

ในที่สุดทางแก้ปัญหาผมก็คือการไปท้าไอ้คนขี้แกล้งที่สุดชกกันหลังโรงเรียน

สำหรับผลก็คงไม่ต้องเดาครับ ไม่มีปาฏิหาริย์ใด โดนอัดจนน่วม แต่หลังจากนั้นมา ผมก็ไม่ถูกรบกวนจากเด็กตัวโตและกลุ่มเพื่อนเขาอีกเลย

อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้สึกว่ารูปแบบการเขียนคอลัมน์ในตอนนี้อาจจะแตกต่างไปจากปกติเล็กน้อย นั่นมาจากการที่ผมไม่ค่อยอยากเขียนเรื่องความขัดแย้งที่ชายแดนไทย-กัมพูชาสักเท่าไร เพราะเห็นว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ใครจะให้ความเห็นที่มีคุณภาพได้ง่ายนัก เนื่องจากต้องประกอบไปด้วยองค์ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ การเมืองในภูมิภาค มนุษยศาสตร์ ภูมิศาสตร์และแผนที่ ยุทธศาสตร์ทางทหาร รวมถึงกฎหมายระหว่างประเทศ

จริงอยู่ที่เรื่องปัญหาบ้านเมืองใครอยากจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็เป็นเสรีภาพ แต่ถ้าการเขียนคอลัมน์ “คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง” ที่ผมเสนอแนวทางให้ทาง “มติชน” พิจารณาและได้รับอนุญาตให้เขียนมาเกินกว่า 20 ปีนี้ ก็เป็นไปตามชื่อหัวคอลัมน์นั่นเองคือการนำเอาประเด็นที่กำลังเป็นที่ถกเถียงหรือเป็นที่สงสัยในสังคมมานำเสนอมุมมองที่อาจจะเห็นพ้องหรือแตกต่าง ให้ผู้อ่านได้เห็นแง่คิดในอีกแนวทางหรืออีกมุมหนึ่งภายในเขตแดนความรู้ที่ผมเชี่ยวชาญ คือกฎหมายมหาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญ และในทางวรรณกรรมรวมถึงวัฒนธรรมสมัยใหม่อื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ การ์ตูน วิดีโอเกม

การที่จะให้ความเห็นเรื่องความขัดแย้งไปจนเป็นการปะทะกันที่ชายแดนนั้น มันต้องอาศัยองค์ความรู้ที่เกินขอบเขตพื้นที่ของผมไปมาก เห็นหลายคนที่ผันตัวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์การทหารหรือกฎหมายระหว่างประเทศกันอย่างสนุกสนานไปเลย ก็ออกแปลกใจอยู่เพราะเห็นก่อนหน้านี้ยังเป็นนักกฎหมายมหาชนภาครัฐมาด้วยกันแท้ๆ

แต่จะไม่พูดถึงเรื่องนี้เอาเสียเลยก็คงประหลาดไปอีกแบบ ในเมื่อเรื่องเหตุพิพาทนี้กำลังอยู่ในความสนใจของผู้คนในสังคมไทยอย่างที่เคลมว่า “ทั้งประเทศ” ก็อาจจะกล่าวได้แล้ว

คิดแล้วจึงออกมาในแนวทางของการเล่าถึงประสบการณ์ที่ตัวเองเคยจัดการกับ “ความขัดแย้ง” ที่สุ่มเสี่ยงกับการระเบิดปัญหาไปสู่จุดที่ใช้ หรืออาจต้องใช้กำลังก็แล้วกันว่า จากประสบการณ์ที่ผมได้เล่าแล้วและจะเล่าต่อไป ผมมีมุมมองต่อเรื่องนี้อย่างไร ดังนี้ ลีลาการเขียนและการใช้ภาษาในคอลัมน์สัปดาห์นี้จึงมีโทนที่แตกต่างออกไปพอสมควร

อีกเรื่องที่อยากจะเล่านั้นเพิ่งเกิดเมื่อไม่นานนี้เอง เมื่ออยู่ดีๆ สุนัขของบ้านข้างๆ ผม ก็เกิดจะมาเห่ากระโชกในตอนกลางดึก โดยจะเริ่มตั้งแต่เวลา 21.30 น. ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อแม่ผมนอนแล้ว และบางครั้งผมก็พักผ่อนบ้างทำงานบ้าง แต่แล้วก็ต้องได้ยินเสียงสุนัขเห่ากระโชกสลับกับร้องโหยหวนด้วยเสียงทั้งดังทั้งแหลม ชนิดที่อยู่ในห้องปิดสนิททุกทิศทุกทางและเปิดโทรทัศน์หรือเครื่องเสียงด้วยระดับความดังปกติแล้ว ก็ยังได้ยินเสียงสุนัขชัดเจนอยู่ ที่เป็นแบบนี้เพราะว่ากรงสุนัขของบ้านหลังนั้นอยู่ติดกับรั้วบ้านผมพอดี ห่างจากหน้าต่างห้องนอนพ่อแม่และห้องทำงานพักผ่อนทำงานของผมไม่ถึง 4 เมตร

ใครเคยมีประสบการณ์ลักษณะเดียวกันคงนึกออกว่ามันชวนให้ฟิวส์ขาดขนาดไหน นี่ถ้าเป็นการโจมตีด้วยปฏิบัติการทางจิตวิทยา ก็เป็นผลระดับทำลายล้างสุขภาพจิตลงได้อย่างย่อยยับจนอยากหาอาวุธโจมตีแบบอากาศสู่พื้นหรือหลังคาตอบโต้ไปสักข้างหรือสักก้อน

แต่ก่อนที่รองเท้าผมจะเหลือไม่ครบคู่ คุณแม่ของผมก็ไปพูดคุยกับเพื่อนบ้าน ซึ่งเจ้าของบ้านและสุนัขซึ่งจริงๆ ก็อยู่ในวัยเกษียณเช่นเดียวกับพ่อแม่ผมก็ได้ทำการขอโทษ และพยายามอธิบายปัญหาว่าทำไมอยู่ดีๆ สุนัขมันถึงเกิดเห่าขึ้นมาในเวลาเช่นนั้น

นั่นก็เพราะบ้านของเขาเพิ่งรับอุปการะสุนัขตัวใหม่มา แต่สุนัขตัวเก่าที่แก่แล้วก็ไม่ยอมรับสุนัข Gen ใหม่ ส่วนสุนัขรุ่นใหม่ก็ไม่ได้กลัวเกรง ก่อให้เกิดการบาดหมางและกัดทะเลาะกันแบบที่ถ้าไม่มีใครไปห้าม อาจจะมีสักตัวที่ถึงตายหรือเจ็บหนัก

นั่นเป็นสาเหตุที่เมื่อพวกเขาจะเข้านอนและไม่มีใครห้ามศึกสุนัข จึงต้องเอาสุนัขแก่ไปเก็บไว้ในกรง (ซึ่งก็เป็นเวลาที่เราจะเริ่มได้ยินเสียงสุนัขพอดี) และแน่นอนว่าเมื่อเจ้าถิ่นถูกขัง มันก็ต้องเห่าประท้วงสลับการหอนโหยหวน แต่เมื่อเจ้าสุนัขใหม่ที่โดนเห่าใส่โดยรู้ว่าสุนัขเก่าที่ตัวใหญ่กว่าไม่สามารถออกมาจากกรงนั้นได้ มันก็ได้ใจทั้งเห่าทั้งวิ่งเย้ยไปรอบกรง ทำให้เสียงหมาจะดังและดังขึ้นเรื่อยๆ ถ้าจะมีเงียบคือเจ้าตัวใหม่หรือเล็กไปเล่นหรือนอนที่อื่น แต่ถ้ามาเฉียดกรงพี่หมา Gen เก่า เสียงเห่าแสบแก้วหูก็จะเริ่มต้นอีกรอบ

หลังจากที่เพื่อนบ้านขอโทษและแจ้งข้อขัดข้องแล้ว บ้านเราซึ่งเลี้ยงสุนัขเหมือนกันก็ยอมรับว่านี่เป็นปัญหาจัดการยากมากๆ อย่างที่ถ้าเกิดกับเราก็คงกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นกัน

เมื่อคิดได้เช่นนั้น เราก็ “เหมือนจะ” ไม่ถูกรบกวนจากเสียงของสุนัขแล้ว แม้จะได้ยินอยู่บ้าง แต่ก็กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันรบกวนมากนัก หรือถึงบางจังหวะมันจะรบกวนจริงๆ ด้วย เราก็แค่รำคาญแต่ไม่รู้สึกโกรธหรือเดือดว่าถูกละเมิดหรือรบกวนโดยเจตนาหรือดูดายไม่แยแสอะไร

เรื่องที่เล่ามาทั้งสองเรื่องมีมุมมองกับการจัดการกับความขัดแย้งที่ต่างกัน

ในเรื่องแรก ที่ผมถูกรังแกแล้วเลือกจะจบปัญหานี้ด้วยกำลัง ก็ให้ผลดีทีเดียวแม้จะแลกกับการเจ็บตัวแบบจริงจังไปวันสองวัน แต่ก็สามารถ ‘หยุด’ การกลั่นแกล้งที่ตามมาได้อย่างชะงัด

แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรว่าวิธีการใช้กำลังตอบโต้เพื่อหยุดการกลั่นแกล้งรบกวนนั้นจะได้ผล ผมอาจจะโชคดีที่เจอเอาคนชอบรังแกแบบ “ไอ้นี่มันสู้ อย่าไปยุ่งกับมัน” เรื่องถึงจบได้ ดังนั้นใครที่โดนอย่างผมแล้วคิดว่าจะลองสู้กลับดู ก็ขอให้เผื่อใจว่า มันมีโอกาสที่สถานการณ์มันจะพลิกไปในทางเลวร้ายลงไปอีกได้หลายความเป็นไปได้ เช่น คุณอาจจะไปเจอเอากับคนที่ยิ่งสู้กลับยิ่งต้องยกระดับการกลั่นแกล้งรังแกขึ้นไปอีก หรืออีกความเป็นไปได้คือคุณอาจจะเผลอไปใส่เต็มจนอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหนักไปจริงๆ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาทั้งทางกฎหมายและกับทางโรงเรียน

การใช้กำลังเพื่อหยุดการใช้กำลัง เราจึงต้องแน่ใจว่ามันมีความเป็นไปได้ในทางใดบ้าง และทางที่เราพยายามนั้นมันจะสามารถหยุดการใช้กำลังได้หรือไม่

ส่วนเรื่องที่สอง เสียงเห่าของสุนัขนั้น บอกตรงๆ ว่า ถ้ามันมีวันไหนที่ผมฟิวส์ขาดแล้วส่งอาวุธบินสักอย่างข้ามแดนไปก่อนมีการเจรจา ครอบครัวผมกับเพื่อนบ้านรายนั้นซึ่งปลูกบ้านติดกันเกิน 30 ปีมาแล้ว จะอยู่กันต่ออย่างไรก็น่าจะเป็นปัญหาหนักเหมือนกัน

ถึงกระนั้น ความพยายามยุติความขัดแย้งด้วยการเจรจา เอาจริงก็ไม่ได้ผล มันแค่ทำให้เราได้รู้ถึง “ข้อจำกัด” ของเขา จนทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) แต่ก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในเรื่องมลภาวะทางเสียงโดยตรงเลย

ถ้าจะมาถอดบทเรียนเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยก็อาจจะพอกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ส่วนตัวของผมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาด้วยการใช้ความรุนแรงทั้งสองเรื่องสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางและผลของการจัดการความขัดแย้งที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง กรณีท้าคนที่มารังแกไปต่อยกันหลังโรงเรียนที่แม้จะเจ็บตัวแต่ก็สามารถหยุดยั้งปัญหาได้อย่างเด็ดขาด อาจพอเทียบได้กับการใช้มาตรการทางทหารที่อาจจำเป็นในบางสถานการณ์เพื่อยุติการคุกคาม แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่สถานการณ์จะบานปลายและเลวร้ายลงกว่าเดิม

แต่การสื่อสารและทำความเข้าใจกับ “ข้อจำกัด” ของอีกฝ่าย กรณีปัญหาเสียงสุนัขของเพื่อนบ้านก็อาจเป็นเหมือนกระบวนการทางการทูต ที่แม้ตัวปัญหาจะไม่ถูกแก้ไขโดยสมบูรณ์ แต่ความเข้าอกเข้าใจในข้อจำกัดนั้นก็ทำให้เราไม่รู้สึกว่าถูกละเมิดหรือรบกวนด้วยเจตนา แต่การแก้ปัญหานั้นก็ยังต้องดำเนินการร่วมกันต่อไป

ในกรณีพิพาทระหว่างประเทศ ปัจจัยสำคัญจึงเป็นการประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบว่าเมื่อใดควรจะตอบโต้อย่างแข็งกร้าวเพื่อหยุดการรุกรานรบกวนอธิปไตยนั้นโดยเร็ว และเมื่อใดที่การทูตและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันจะเป็นหนทางรักษาสันติภาพในระยะยาวได้ดีกว่า การเลือกใช้แนวทางที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่ความสูญเสียบานปลายที่เกินการควบคุม

ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นนั่นแหละว่า เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีความรู้อย่างถ่องแท้ ก็อยากอวดภูมิแสดงความเห็นไปในทางใดทางหนึ่ง โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะด้วยแล้ว