หน้าแรก คอลัมนิสต์ เรื่องจริง เร...

เรื่องจริง เรื่องแต่ง วิถี แห่ง ‘ประวัติศาสตร์’ ส่องทาง ต่อกัน

31.07.25 | 09:00 น.

เรื่องจริง เรื่องแต่ง วิถี แห่ง ‘ประวัติศาสตร์’ ส่องทาง ต่อกัน

หากมองผ่านสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) หากมองผ่านสำนวน วรรณไว พัธโนทัย
อาจจะมองบทบาทของเหอจิ้น โฮจิ๋น ในด้านลบ

นั่นเพราะมีรากฐานมาจาก “หลอกว้านจง”

กระนั้น หากศึกษาผ่าน “ประวัติศาสตร์จีน” ของ ทวีป วรดิลก รวมถึง “มหาอาณาจักรฮั่น” อ่านประวัติศาสตร์ด้วยสายตานักบริหารอย่าง ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ก็จะพบข้อมูล “ร่วม”

1 สะท้อนภูมิหลังของโฮจิ๋น เหอจิ้น 1 สะท้อนการเติบใหญ่ทางการทหารของโฮจิ๋น เหอจิ้น

Advertisement

1 แสดงว่า “ยุทธนิยาย” มีรากฐานมาจาก “ความเป็นจริง”

หรืออย่างน้อยที่สุด ไม่ว่า ทวีป วรดิลก ไม่ว่า ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ก็มิได้มากด้วยความอ่อนไหวในแบบของ “ศิลปิน”

ขอเริ่มจากข้อมูลในด้านของ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์

เหอจิ้นเป็นตัวอย่างขุนนางในยุคแห่งความเสื่อมทรามของระบบราชการที่ยึดติดกับการเล่นพรรคเล่นพวก เอาพวกเข้ามาทำงานแล้วทำงานไม่เป็น

เป็นเหตุให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยปัญหาในทุกๆ ด้าน

ส่งผลกระทบไปทั่วจนประชาชนเดือดร้อนกันทุกระดับ ตั้งแต่รากหญ้าไปจนถึงยอดหญ้า

เหอจิ้นได้ตำแหน่งใหญ่ๆ มาเพราะเส้นใหญ่

แต่ไร้ความสามารถ ทำงานไม่เป็น แถมยังขาดวิสัยทัศน์ ไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่มีทหารอยู่ในมือแท้ๆ

แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ ลังเลไม่กล้าลงมือ

แถมคิดว่าตนเองฉลาดล้ำลึก เรียกตงจั๋ว ขุนศึกแคว้นซีเหลียงจากชายแดนมาหวังยืมดาบฆ่าคนให้กำจัด “แก๊งสิบคน” แทนตน ผลสุดท้ายนอกจากจะผิดแผนแล้วยังต้องทิ้งชีวิตเสียเปล่าๆ

ปล่อยให้โอกาสไปตกอยู่กับตาอยู่ตงจั๋วอีกต่างหาก

หากหยิบสำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) มาศึกษาก็จะมองเห็นผลสะเทือนและความต่อเนื่องของสถานการณ์
โดยเฉพาะสถานการณ์ภายใน “ราชสำนัก”

ครั้นเวลารุ่งขึ้นเช้านางโฮเฮาจึงให้หาโฮจิ๋นเข้ามาปรึกษาราชการแล้วตั้งให้เห็นเสนาบดี ผู้สำเร็จราชการ แล้วตั้งขุนนางทั้งปวงซึ่งขันที 10 คนถอดออกเสียจากราชการนั้นให้คงอยู่ตามตำแหน่งที่แต่ก่อน

เหมือนกับจะแสดงความเที่ยงธรรม

นั่นก็คือ เมื่อไม่มีการกำจัด 10 ขันทีที่นำโดยเตียวเหยียง ก็สร้างสมดุลโดยการปูนบำเหน็จในอีกด้าน

1 ตั้งโฮจิ๋นเป็นผู้สำเร็จราชการ

1 ฟื้นตำแหน่งของขุนนางที่เคยถูก 10 ขันทีกลั่นแกล้งให้หวนกลับเข้ารับราชการเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ในราชสำนักมิได้มีแต่ฝ่ายของ นางโฮเฮา โฮจิ๋น

ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง นางตังไทฮอจึงให้หาเตียวเหยียงกับขันที 9 มาว่า “แต่ก่อนเราก็ได้ทำนุบำรุงนางโฮเฮาให้อยู่เย็นเป็นสุข จนได้เป็นพระมเหสีพระเจ้าเลนเต้ผู้เป็นพระราชบุตรเรา บัดนี้หาบุญพระเจ้าเลนเต้ไม่

หองจูเปียนได้ว่าราชการเมือง นางโฮเฮาดูหมิ่นเราตั้งขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมิได้ปรึกษาเราแล้วเห็นกิริยานางโฮเฮากำเริบขึ้นกว่าแต่ก่อน

เรามีความอัปยศนักท่านทั้งปวงเห็นประการใด”

เตียวเหยียงจึงทูลว่า “เวลาพรุ่งนี้เช้าเชิญพระองค์เสด็จออกไปยังพระแกลที่พระเจ้าเลนเต้เสด็จออก แล้วจึงตรัสว่าให้หองจูเหียบเป็นเจ้าชื่อตันลิวอ๋อง (แปลภาษา ไทยว่าต่างกรม)

แล้วให้ตั๋งตง ผู้น้องพระองค์เป็นเสนาบดีผู้สำเร็จราชการฝ่ายทหาร ขอให้ตั้งข้าพเจ้าทั้งสิบคนนี้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งราชการทั้งปวงนั้นจะได้คิดการสืบไป”

นางตังไทฮอได้ฟังแล้วมีความยินดีนัก

ครั้นเวลาเช้าจึงอุ้มหองจูเหียบเสด็จออกไป ณ ที่พระแกล มิได้เปิดมู่ลี่ขึ้น จึงตรัสตามคำเตียว
เหยียงว่าทุกประการ

แล้วเสด็จเข้า

ฝ่ายนางโฮเฮาเห็นนางตังไทฮอทำดังนั้นจึงคิดเห็นว่าราชการเมืองจะแก่งแย่งกันจึงแต่งโต๊ะแล้วเชิญนางตังไทฮอแล้วว่า

“แผ่นดินแต่ก่อนครั้งนางลิเฮาซึ่งเป็นมเหสีพระเจ้าเล่าปัง

พระเจ้าเล่าปังสวรรคต นางลิเฮาออกว่าราชการเมืองให้ผิดขนบธรรมเนียม ขุนนางทั้งปวงแลอาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนจึงเกิดจลาจลขึ้น นางลิเฮากับญาติวงศ์ทั้งปวงก็ตายเป็นอันมาก

แลพระองค์กับข้าพเจ้าเป็นสตรีจะออกว่าราชการเมืองนั้นไม่ควร ถ้ามิฟังข้าพเจ้าเห็นจะเป็นอันตรายเหมือนนางลิเฮา”

นั่นคือความต่อเนื่องและได้กลายเป็นผลสะเทือนอย่างฉับพลัน

ขอตามด้วยสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย พระนางตังไทฮอทรงพระพิโรธยิ่งนัก รับสั่งว่า

“เจ้าวางยาพิษฆ่าพระนางอองบีหยินด้วยจิตริษยาอาธรรม์มาแล้ว

บัดนี้ เจ้ายกลูกของเจ้าเป็นเจ้าแผ่นดิน มอบอำนาจต่างๆ ให้โฮจิ๋นพี่ชายของเจ้า จนหมดสิ้น เจ้าจึงกล้าพูดเช่นนี้ อันที่จริงข้าจะสั่งให้นายทัพม้าน้องชายข้าตัดหัวพี่ชายเจ้าเสียมันก็ง่ายเหมือนหนึ่งพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ”

พระนางโฮเฮาได้ฟังดังนั้นก็ทรงพระพิโรธ ขึ้นพระสุรเสียงว่า “ข้าพเจ้าพูดเตือนสติท่านดีๆ ไฉนจึงกลับมาขึ้งโกรธกันด้วยเล่า”

พระนางตังไทฮอมีรับสั่งซ้ำๆ ว่า

“ครอบครัวเจ้าเป็นเพียงคนขายสุรา ฆ่าสัตว์ ชาติตระกูลต่ำต้อยจะรู้อะไร”

2 วังทุ่มเถียงกันโกลาหล เตียวเหยียงกับพวกต้องเข้าห้ามปราม อ้อนวอนให้เสด็จกลับวัง คืนนั้น พระนางโฮเฮาให้โฮจิ๋นเข้าเฝ้าและเล่าเนื้อความให้โฮจิ๋นฟัง

โฮจิ๋นจึงเรียกเสนาบดีผู้ใหญ่มาร่วมหารือ

วันรุ่งขึ้นพระนางโฮเฮาเสด็จออกขุนนางแต่เช้าจึงเสนาบดีผู้ใหญ่ทูลถึงประวัติของพระนางตังไทฮอว่า หาใช่พระมเหสีของพระเจ้าฮวนเต้ไม่ เป็นแต่เมียเจ้าชายแดนจึงไม่สมควรอยู่ในวังต่อไป

มีรับสั่งให้ย้ายไปอยู่เสียที่เหอเจียน และให้ออกจากวังไปในวันนั้นทันที

ด้านหนึ่ง ให้จัดคนไปส่งพระนางตังไทฮอ อีกด้านหนึ่ง แต่งทหารไปล้อมบ้านตั๋งตง นายทัพม้า

เรียกเอาตราตั้งกลับคืน

ตั๋งตงรู้ตนว่าสู้ไม่ได้จึงเชือดคอตายที่ห้องใน คนในบ้านแตกตื่นตกใจ พวกทหารแตกหนีไปคนละทิศละทาง

ฝ่ายเตียวเหยียงกับต๋วนกุน ขันที ครั้นสิ้นบุญพระนางตังไทฮอแล้วจึงนำทองคำกับไข่มุกไปให้
โฮเบี้ยว ผู้เป็นน้อง กับ นางบูยงกุ๋น ผู้เป็นแม่ของ โฮจิ๋นขอฝากตัว

ก็กลับเข้าเฝ้าพระนางโฮเฮาได้อีกทั้งเช้าเย็น พรรณนาแต่ความดีของตน กลบเกลื่อนความชั่วร้าย
ต่างๆ เสีย

เหตุนี้แล ขันทีทั้ง 10 จึงทำราชการอยู่ในพระราชวังเหมือนดังเดิม

สถานการณ์ระหว่าง “ไทเฮา” กับ “ฮองเฮา” มากด้วยความแหลมคม เมื่อเกิดความร้อนแรงย่อมนำไปสู่จุดแตกหัก

ไม่สามารถอยู่ร่วมฟ้าร่วมแผ่นดิน

เมื่อผลักไสพระนางตังไทเฮาออกจากราชสำนัก มีความจำเป็นที่จะต้องจัดการกับตั๋งตง

นั่นหมายถึง พระนางโฮเฮา มหาเสนาบดีโฮจิ๋นโดดเด่น

จากจุดแตกหักในทางการเมืองในทางการทหารนำไปสู่เส้นแบ่งใหม่ในทางการเมืองในทางการทหาร