หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุขสงบของชีวิ...

สุขสงบของชีวิตชาวนา : โดย รศ.ทวี ผลสมภพ

17.04.17 | 14:03 น.

ได้อ่านบทความที่ชื่อ สังคมชาวนาล่มสลายนานแล้ว ข้อความเพียงนี้ช่างจับใจนักพอได้อ่านชื่อเรื่องเท่านั้น อารมณ์มันก็โหยหาความหลังในอดีตที่ชีวิตได้คลุกคลีอยู่กับผืนนาอันเวิ้งว้าง มองเห็นความทุกข์ของควายที่ทำนาให้คนกิน มองเห็นความทุกข์ยากของชาวนาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ใช่! ภาพดังกล่าวมาหายไปหมดแล้ว ในสังคมชนบทกระท่อมนาที่พักแรมคืนในฤดูทำนาก็หมดไป

อันกระท่อมนานี้มันให้ความสุขใจมากนัก เพราะมันตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาอันเวิ้งว้าง สายลมจึงพัดให้ความเย็นตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน ขณะนอนพักผ่อนกลางวันหรือนอนหลับในยามค่ำคืน นี่คือ ชีวิตชาวนาที่สุขนักในยามนอนที่กระท่อมนา แต่ก็มีบางครั้งต้องตาเหลือกตื่นมาปิดหน้าต่างเพราะฝนตกในยามหลับ

กระท่อมนาแต่ละหลังของชาวนามันเก็บประวัติศาสตร์ไว้แทบทุกรส กินข้าวอร่อยก็ใช่! ตลกขบขันก็มี! พิศวาสก็ประปราย! กระท่อมนาตั้งอยู่ท่ามกลางทุ่งนาห่างไกลชุมชน ไม่มีตลาดซื้อกับข้าว ไม่มีต้นไม้อื่นที่จะให้ผักผลไม้ ไฉนจึงกินข้าวอร่อย ข้อนั้นก็ใช่อยู่! แต่ต้องไม่ลืมว่าท้องนาย่อมอยู่ใกล้คลองหนองบึง ในคลองหนองบึงเป็นที่อาศัยของกุ้งหอยปูปลา

นั่นคือ แหล่งกับข้าวทั้งนั้น

เสบียงกรังที่ประจำกระท่อมนา ก็มีเพียง กะปิ เกลือ พริกขี้หนู อุปกรณ์หาปลาก็มีลอบหรือที่เรียกว่าไซดักปลา ยามค่ำคืนก็เอาลอบดักปลาไปวางไว้ที่ช่องน้ำไหล ตื่นเช้าขึ้นมาไปกู้ลอบ ถ้าไม่มีปลา ก็มีกุ้ง เพียง 5 ตัวต่อคนก็อิ่มแล้ว ได้กุ้งมาแล้ว ก็นำไปปิ้งไฟ

Advertisement

นั่นคือ กุ้งเผาของชาวกรุง

แต่น้ำจิ้มของชาวนาแสนง่าย พริกขี้หนูโขลกในครกกับเกลือ เพราะสมัยโบราณหาน้ำปลายาก น้ำจิ้มแบบนี้เรียกว่าน้ำพริกเกลือ (ถิ่นนั้นยังมีใช้กันอยู่ทุกวันนี้ แต่ทุกวันนี้ใช้น้ำปลาแทน) เสร็จแล้วเยาะน้ำลงไป ถ้ามีมะนาวก็บีบลงไป ถ้าไม่มีก็ได้ส่วนประกอบเพียงนั้น เท่านี้ ก็ได้น้ำจิ้มกุ้งเผาแล้ว เมื่อจะหม่ำข้าวก็ใช้มือเด็ดกุ้งเผาเป็นชิ้นเล็กๆ ราดน้ำพริกเกลือลงไปขยำให้เข้ากัน เปิบข้าวด้วยมือ ความหิว! ความเหนื่อยเพราะงานหนัก! สายลมโชยตลอดเวลาในร่มเงาต้นไม้ มันช่างเป็นส่วนกระตุ้นให้เปิบข้าวอร่อยนัก

มีบางครั้งขี้เกียจไปวางลอบเพราะฝนตกหนัก แล้วจะมีอะไรกิน เมื่อฟ้าสว่างไม่ยากหรอกชีวิตชาวนา ก็กะปิไง! พริกก็ยังอยู่ยามหิวควักกะปิ เด็ดพริกผสมลงไปขยำให้เข้ากันดีแล้ว เปิบเข้าปากอร่อยนัก เมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ เห็นชาวกรุงก็มีข้าวคลุกกะปิ ก็นึกขำ! เพราะนึกว่าข้าวขยำกะปิจะมีกินเฉพาะชาวนาที่ยากจนเท่านั้น

อีกรสชาติหนึ่งของประวัติศาสตร์กระท่อมนา ทุ่งนานี้เป็นทุ่งนาที่มีอดีตอันยาวไกล ซึ่งมีนามว่าหนองหักเป็นทุ่งนาที่อยู่ไกลจากชุมชนประมาณ 4 หรือ 5 กิโลเมตร เจ้าของนา ณ ท้องทุ่งหนองหักนี้ มีบ้านพักอยู่ในหมู่บ้านนี้ทั้งหมดทุกบ้านจึงรู้จักกัน ยามหน้าทำนามาถึงงานทำนาที่สำคัญและหนักน่าจะเป็นงานดำนา เพราะกว่าจะเสร็จการดำนาน่าจะร่วมเดือน ดังนั้น เพื่อจะให้เสร็จไวๆ เจ้าของนาจึงจ้างสาวๆ ในหมู่บ้านไปช่วยดำนา

เมื่อดำนาเสร็จแต่ละวันก็ต้องนอนค้างที่กระท่อมนา การดำนาจะต้องมีต้นกล้าข้าวให้พร้อมและต้นกล้าข้าวนี้ก็ยืนต้นอยู่ในนา จะถอนไว้ค้างคืนก็ไม่ค่อยจะดีนักต้องถอนไปดำไป เมื่อเป็นดังนี้ จึงต้องจ้างหนุ่มในหมู่บ้านไปถอนกล้า เมื่องานเสร็จทุกคนก็กินข้าวกันที่ท้องทุ่งท่ามกลางแดดร่มลมตก พอมืดสนิททุกคนก็เหนื่อยอ่อนจึงพากันนอนในกระท่อมนั้นทั้งหมดแต่หัวค่ำ แต่น่าจะมีเจ้าหนุ่มบางคนที่ไม่ง่วงนอนรอคอยโอกาส ที่จะทำในสิ่งที่ตัวปรารถนาต่อเมื่อดึกสงัดถ้าฝนตกด้วยยิ่งวิเศษนักสำหรับหนุ่มประเภทนี้ พอกะว่าทุกคนหลับหมดแล้วก็เคลื่อนตัวและยื่นมือไปที่จุดสำคัญของสาวที่หมายตาไว้ว่าหล่อนนอนตรงไหน แต่เผอิญว่าสาวหล่อนไม่เล่นด้วย จึงแหกปากร้องดังลั่นกระท่อมนา เจ้าหนุ่มคงคาดไม่ถึงจึงต้องกระโดดกระท่อมนาหนีไปในความมืด

เหตุการณ์อย่างนี้มิใช่จะเกิดเพียงครั้งเดียวตามที่เล่ามา แต่เกิดขึ้นหลายครั้งจนเมื่อถึงหน้าดำนาแต่ละปี แทบไม่มีสาวในหมู่บ้านคนไหนไปรับจ้างดำนาอีก เมื่อกระท่อมนาอันตรธานไปจากทุ่งหนองหักนี้ ประวัติศาสตร์รสชาตินี้ก็หมดไป แต่ความหลังอันขบขันประเภทนี้ ก็คงยากที่คนจะลืม

อีกรสชาติหนึ่งของกระท่อมนา คือความขบขันที่บุคคลผู้หนึ่งผู้เห็นความทุกข์ยากของคนอื่นเป็นของสนุก ทำให้ตัวได้รับความเพลิดเพลินพฤติกรรมของเขาผู้นี้ เมื่อแต่ละคนทราบแล้ว คงไม่มีใครสรรเสริญ มีแต่จะตำหนิติเตียน และอาจจะมองว่าชีวิตคนแบบนี้คงจะไม่เจริญหรอก แต่ที่ไหนได้ ชีวิตของคนผู้นี้กลับเจริญรุ่งเรือง ขนาดได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้กล่าวคำถวายชัยมงคล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ตอนพระองค์เสด็จเยี่ยมชาวจังหวัดตราดมาแล้ว

นอกจากทุ่งหนองหัก จะมีประวัติเกี่ยวกับผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นแล้ว ยังมีประวัติเกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัวในอดีตอันเป็นเรื่องน่ายินดีอีกด้วย ขอเล่าเรื่องความขบขันก่อน ณ หมู่บ้านนี้ มีหนุ่มคนหนึ่งนามว่า เจ้ง เขาผู้นี้ชอบหยอกเย้าผู้อื่นแรงๆ เมื่อคนนั้นเดือดร้อนมากๆ เพราะผลงานของตน เขาก็จะนั่งหัวเราะอย่างเพลิดเพลิน

เรื่องแรกที่เขาทำ ณ ท้องทุ่งหนองหักนี้ก็คือ หลอกให้ชาวนาที่นอนค้างที่กระท่อมนาทุ่งหนองหักนั้นตกกระท่อมนาบาดเจ็บ วิธีทำของเขาก็คือ ยามเมื่อดึกสงัดทุกกระท่อมหลับกันหมดแล้ว เขาผู้นี้ก็เดินดุ่มไปสู่กระท่อมจุดหมาย เมื่อถึงแล้วก็ค่อยๆ ดึงบันไดกระท่อมออกเสียความสูงจากชานกระท่อม ถึงพื้นดินไม่สูงมากนักประมาณหนึ่งเมตร เมื่อซ่อนบันไดเรียบร้อยแล้วก็ปิดจมูกร้องเรียกเจ้าของกระท่อม เมื่อมีเสียงขานตอบก็ปิดจมูกพูดว่า “ควายมึงขาด (ควายหลุดจากเชือกผูก) กำลังกินข้าวเขาอยู่เจ้าของกระท่อมฟังแล้วก็ตกใจ เพราะถ้าควายหลุดตอนกลางคืนไปกินต้นข้าวในนาคนอื่น ต้องจ่ายเงินให้เจ้าของนา ชาวนาจะมีเงินที่ไหนไปจ่ายเขา นั่นเองทำให้เจ้าของกระท่อมตาเหลือก หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ผลุนผลัน

ลุกขึ้นเปิดประตูกระท่อม อารามรีบร้อนก้าวพรวดไปที่บันได เพราะเคยชินแต่ไม่เห็นบันไดแล้ว ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถยั้งตัวไว้ได้ ทั้งตัวจึงคว่ำข้าวเม่าอยู่กับพื้นดินจุกอยู่กับที่แล้วก็คงนึกรู้ว่า (ถูกหลอกแล้ว กู!) ส่วนคนทำถ้าซุ่มดูอยู่ก็หัวเราะชอบใจ

การแกล้งคนของเขาไม่หยุดอยู่เพียงนั้น

ต่อมาเขานึกอยากหลอกชาวนา ผู้จากบ้านไปทำนาที่หนองหักให้เดินกลับบ้านยามดึก เขาก็เลือกครอบครัวที่มีเมียตั้งครรภ์อยู่บ้านแต่สามีไปนอนที่หนองหักเพื่อทำนา วิธีหลอกก็คือ ยามดึกสงัดของท้องทุ่ง เขาก็เดินไปที่กระท่อมนาสามีผู้น่าสงสารแล้วก็ปิดจมูก ตะโกนเรียกชื่อเจ้าของกระท่อม เมื่อมีเสียงขานรับก็ปิดจมูกพูดว่า “เมียเอ็งกำลังคลอดลูก เอ็งรีบกลับบ้านเร็ว”

เท่านั้นเองคนมาบอกก็อันตรธานหายไป

สามีผู้คิดถึงเมียก็ตาเหลือกเดินทางกลับบ้านยามดึก เมื่อไปถึงบ้านแทนที่จะเห็นภาพวุ่นวายในการคลอดบุตร กลับเห็นบ้านเงียบสงบไม่มีแสงไฟชักเอะใจ! จึงตะโกนเรียกเมีย ทุกคนในบ้านตื่น เมียถามว่ามาทำไม “อ้าว! ก็มีคนไปบอกว่า เธอคลอด ฉันจึงรีบมา” สามีตอบแล้วก็รู้ตัวว่าถูกหลอก จึงตกกระไดพลอยโจนหาความสุขอยู่กับครอบครัว คิดเสียว่าเขาหลอกให้มาหาเมีย

กาลต่อมากระทาชายนายเจ้งมีอายุครบบวช ท่านบวชไม่ยอมสึกได้เป็นเจ้าอาวาสวัดในเมือง นามว่าพระอธิการเจ้ง เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จไปเยี่ยมจังหวัดตราด ในปี พ.ศ.2450 ท่านในฐานะรักษาการเจ้าคณะจังหวัดตราด จึงได้รับเลือกให้เป็นพระเถระกล่าวถวายชัยมงคลแด่พระเจ้าอยู่หัว การที่ท่านได้รับเลือกเพราะท่านมีความกล้าหาญ ไม่สะทกสะท้าน แม้ต่อพระพักตร์พระเจ้าอยู่หัว ต่อมาท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะนามว่า พระวิมลเมธาจารย์วรญาณคณานุรักษ์ สังฆปาโมกข์ นัยว่าสร้อยวลีว่า สังฆปาโมกข์ พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เป็นพิเศษ เพราะพอพระทัยในความองอาจของท่านและในฐานะท่านเป็นประมุขของสงฆ์จังหวัดตราดด้วย

เมื่อท่านเป็นใหญ่มีคนเคารพนับถือในจังหวัด จึงได้นำเรื่องอดีตของท่านมาเล่ากันอย่างสนุกและขบขัน

นี่คือ ประวัติความทรงจำนับเป็นร้อยปีที่ซ่อนอยู่ ณ กระท่อมนาในท้องทุ่งหนองหักนี้ แต่บัดนี้กระท่อมนาหมดไปแล้ว เหลือแต่ความทรงจำเพียงเล็กน้อย ที่ไม่อยากให้หายไปพร้อมกระท่อมนา ณ ที่ใกล้เคียงหนองหักนี้

มีเรื่องที่ควรสนใจระดับชาติที่น่าจะจดจำไว้อีกเรื่องหนี่ง คือ ณ ที่ใกล้เคียงหนองหักนี้ มีหนองน้ำอยู่หนองหนึ่ง ชื่อหนองโบสถ์ สมัยเป็นเด็กเลี้ยงควายเคยพากันไปดูเห็นแล้วเกิดความกลัวเพราะน้ำเขียวปัด! คงลึกมาก

ต่อมาจึงรู้ประวัติว่า ณ หมู่บ้านที่อยู่ติดกับหมู่บ้านหนองหักนี้ มักมีช้างเผือกเกิดขึ้นเสมอ (หมายถึง สาวงาม) ในช่วงนั้นรัชกาลที่ 4 ขึ้นครองราชย์ใหม่ๆ เจ้าเมืองพบสาวงามในหมู่บ้านนี้แล้ว คงรำพึงว่าหญิงงามขนาดนี้คู่ควรแก่พระราชาเท่านั้น ไม่ควรแก่คนอื่นๆ เลย จึงไปเจรจาเพื่อถวายตัวแต่สาวไม่ยอม เจ้าเมืองจึงดักจับตัวไปถวายจนได้ สาวงามนั้นจึงเป็นเจ้าจอมอยู่ในวัง

ในช่วงนั้น ร.4 ได้ตั้งพระนิกายธรรมยุตขึ้นมา เจ้าจอมหวังจะเผยแพร่ลัทธินี้อันเป็นผลงานของพระเจ้าอยู่หัว ประกอบกับการบวชพระนิกายธรรมยุตในสมัยเริ่มแรกนั้น ท่านบวชกันในสีมาในน้ำที่เรียกว่า นทีสีมา ตามประเพณีของพระมอญในประเทศพม่า ร.4 พระองค์เองตอนที่ทรงผนวชอยู่ ก็ทรงบวชใหม่ในนทีสีมาที่วัดราชาธิวาส เจ้าจอมเห็นเป็นเรื่องแปลกจึงได้ไปสร้างอุโบสถ ณ หนองน้ำอันเป็นถิ่นกำเนิดของท่านคงเพื่อบวชพระธรรมยุต แต่ก็คงอยู่ไม่นานอาจจะไม่มีคนนิยม หรืออาจจะอยู่ชั่วช่วงอายุของเจ้าจอมเท่านั้น

กาลต่อมาเป็นร้อยปี โบสถ์หลังนั้นก็พังไป เหลือแต่ชื่อหนองโบสถ์ตามที่กล่าวมาแล้ว

อยากจะพูดเพิ่มเติมว่า ณ หมู่บ้านที่ติดกับท้องทุ่งหนองหักนี้ มิใช่จะมีช้างเผือกเกิดในช่วงร้อยกว่าปีมาแล้วเท่านั้น แม้ในช่วงที่ผู้เขียนมีอายุวัยรุ่น ก็มีคำเล่าลือว่าหมู่บ้านนี้มีสาวสวยมากอยู่คนหนึ่ง กาลต่อมาก็ได้เห็นสาวงามคนนั้น เธอสวยสมคำเล่าลือจริงจึงยืนยันได้ว่า เจ้าเมืองทำการครั้งนั้นเพราะพบสาวสวยจริงๆ การได้ยกเอาความสัมพันธ์ระดับประเทศกับผู้เกิดในท้องถิ่นมาเล่า เป็นการให้เกียรติท้องถิ่น ให้เกียรติลูกหลานของเขา แม้ผู้เกิดในท้องถิ่นนั้นก็คงภูมิใจในเรื่องนี้กันทั่วหน้า

ทุกครั้งที่มีโอกาสกลับไปถิ่นเก่า จะไม่ลืมไปเยี่ยมทุ่งหนองหัก ที่เคยทำภารกิจเกี่ยวกับนามีการเลี้ยงควาย เป็นต้น แรกๆ ก็พอมีกระท่อมให้เห็น แต่ยี่สิบปีมานี้กระท่อมหมดแล้ว! กลายเป็นหมู่บ้านมีสถานที่ราชการ ถึงกระนั้นก็ยังขับรถไปดู แต่ก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยนอนตรงไหน เคยกินข้าวคลุกกะปิตรงไหน เคยโกรธควายที่มันกวนเราจนไม่ได้นั่งพักตรงไหน

อนิจจา! ทุกสิ่งในโลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว หายไปจากโลกแล้ว มันเหลือแต่ความทรงจำแล้วสิหนอ!

รศ.ทวี ผลสมภพ