หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ผลึกบทเรียน’ ที่ควรชำระ

3.08.25 | 11:50 น.

ที่เห็นและเป็นไป : ‘ผลึกบทเรียน’ที่ควรชำระ

ในสถานการณ์สู้รบชิงแผ่นดินชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาในยุคสมัยที่ทุกคนมีเครื่องมือที่จะสื่อสารความคิดของตัวเองสู่สาธารณะให้คนทั่วไปได้รับรู้

ไม่เพียงสะท้อนสิ่งที่คิด จากความรู้ที่มีและเหตุการณ์ที่เข้ามากระทบ แต่ยังดาหน้าเข้าตอบโต้ผู้นำเสนอมุมมองที่ต่างไปจากตัวอย่างดุเดือด มีไม่น้อยเลยถึงขั้นที่แสดงออกถึงอารมณ์แบบ “อยู่รวมสังคม ร่วมแผ่นดิน” กันไม่ได้แล้ว

กองกำลังและอาวุธสงครามที่ปะทะกันพื้นที่ ร้อนระอุ สร้างความสูญเสียยับเยินแล้ว ในโลกการสื่อสารเพื่อกำหนดท่าทีการอยู่ร่วมกัน เดือดพล่านไม่แพ้ มิตรภาพในสังคมถูกกระชากทิ้ง แหลกลาญไปทั่ว

ยิ่งสถานการณ์รุนแรงมากขึ้นเท่าไร การปลุกเร้ายิ่งเป็นภารกิจที่ต่างมุ่งกระทำกันกว้างขวางมากขึ้นเท่านั้น ด้วยความคาดหวังว่าการปลุกเร้าจะชักจูงในสมาชิกในสังคมขับเคลื่อนความคิดไปในทางเดียวกัน ส่งทอดถึงกันอย่างทรงพลังที่จะหักล้าง ผลักไส ขับไล่ความคิดที่แตกต่างให้กระเจิด กระเจิง จางหาย สิ้นไป

Advertisement

“ชาติเดียวกันต้องคิดและเคลื่อนไปในทางเดียวกันเท่านั้น ใครที่เป็นอื่นจะถูกตีตราว่าแปลกปลอม”

สถานการณ์ยิ่งอัดแน่นด้วยระอุอารมณ์มากขึ้นเท่าไร ยิ่งมีผู้แสดงตัวว่าทรงความรู้ ปราดเปรื่องความคิดมากขึ้นเท่านั้น เป็นไปได้ว่าหลังถูกปลุกเร้าจึงหันมาสนใจติดตามข่าวสารแล้วเกิดความคิดว่าเป็นผู้ทรงภูมิขึ้นมา

สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ หากใครสักคนมีเวลาที่จะพินิจพิจารณา แต่ละภูมิที่พากันแสดงออก จะพบว่าส่วนใหญ่ความรู้ ความคิดที่หยิบมานำเสนอนั้น เกิดจาก “ความอยากให้เป็น” ในใจ

ความอยากให้เป็นแบบไหน ก่อเป็นทรรศนะขึ้นในใจ จากนั้นเที่ยวหาข้อมูลที่ไปในทิศทางเกื้อหนุนความอยากให้เป็นนั้น พัฒนาเป็นความคิด ความเชื่อไปตามความอยากให้เป็น สำหรับความเป็นจริงที่เลย หรือต่างไปจากที่อยากให้เห็นนั้น ไม่ใช่แค่ไม่ใส่ใจเหลียวแลรับฟัง แต่ยังสร้างกำแพงปิดกันการรับรู้ขึ้นมาในใจ ตีค่าเป็นความรู้ ความคิดที่ไร้ราคา หรือถึงขั้นสรุปว่าคือความรู้ที่มีพิษ ความคิดที่เป็นภัยกันไปเลย

แต่เพราะโลกยุคที่การรับรู้ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทำได้ง่ายขึ้น เมื่อกลไกการรับรู้ถูกเปิดให้เสรี จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าความรู้และความคิดจะถูกตีกรอบไว้ให้เห็น ให้ได้ยินได้สัมผัสเพียงมุมใดมุมหนึ่ง การรับรู้อันหลากหลายย่อมกระตุ้นให้เกิดความคิดกระจายไปหลายหลาก

ขึ้นอยู่กับใครจะปลูกฝังทัศนคติเพื่อเชื่อมต่อกับอะไร

ผู้ที่เชื่อมต่อกับค่านิยมแสวงประโยชน์ส่วนตัว ย่อมเลือกรู้และสร้างความคิดไปทางหนึ่ง ส่วนผู้ที่มีทัศนคติเชื่อมต่อคุณธรรม ความรัก ความเมตตา ให้คุณค่ากับมิตรภาพเพื่อนร่วมโลก ก็จะเห็นและรู้ และคิดไปอีกทาง

ในทุกสถานการณ์ก็เป็นเช่นนี้ ประเทศไทยเราไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดความคิดแตกต่างในสังคม จนเกิดความแตกแยกรุนแรงในชาติ

การปลุกเร้าให้เกลียดชังความคิดต่างเกิดขึ้นเสนอ ทั้งที่ทุกคนต่างรู้อยู่เต็มอก โดยเฉพาะผู้นำทางความคิด ว่าการปลุกเร้าให้เกิดความชิงชัง มุ่งทำลายล้างนั้นเป็นการสร้างเหตุให้การอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันเสียหาย

ทุกคนต่างรู้ว่าหนทางที่ดีกว่าคือ การยอมรับการอยู่ร่วมกันอย่างแตกต่าง และใช้การเรียนรู้ความแตกต่างแล้วเลือกความรู้ ความคิดอันหลากหลายเพราะแตกต่างอย่างเสรีนั้น มาใช้กับสถานการณ์เบื้องหน้า ตามประโยชน์คือคุณสมบัติของความรู้ความคิดอย่างเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่งที่ “รู้และคิดได้ แต่ไม่ทำ”

สังคมไทยกลายเป็น นิยมชมชอบที่จะปลุกเร้ากันด้วยอารมณ์ สร้างกระแสด้วย “ความอยากให้เป็น” จากนั้นได้อำนาจและอิทธิพลที่มีอยู่ขับเคลื่อนกระแสนั้นให้เป็นไปดังใจ ด้วยความเชื่อว่านั่นคือประโยชน์ของประเทศชาติ

ในชั่วชีวิตหนึ่งแต่ละคนเรียนรู้บทเรียนมากมาย ว่านั่นเป็นความผิดพลาด เพราะไม่ใช่หนทางที่นำพาด้วยสติปัญญา

เหมือนจะสรุปได้ แต่อีกไม่นานพฤติกรรมแบบซ้ำรอยเดิมก็เกิดขึ้นอีก บทเรียนที่สรุปไว้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า

การมุ่งสู่ ความขัดแย้ง แตกแยก ทำลายล้างดูจะเป็น “ดีเอ็นเอ” ของชนชาติไทยไปเสียแล้ว