หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก : สถานทูตเวียดนามในพนมเปญ…ก็ (เคย) โดน

4.08.25 | 11:33 น.

ปลุกปั่น ปลุกระดมประชาชน เพื่อเผา โจมตีสถานทูต มิใช่เรื่องใหม่ การเมืองในพนมเปญเคยโจมตีสถานทูตเวียดนามมาก่อนแล้ว

ดินแดนกัมพูชาเสมือนมี “มนต์ดำ” นอกจากแบ่งฝ่ายรบกันเองไม่ว่างเว้นแล้วยังมี การไปอิงแอบ แนบชิดกับมหาอำนาจ ให้ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา “บงการ” เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

ผู้เขียนในวัยเด็ก ที่อยู่ในค่ายทหารลพบุรี สนใจ ติดตามฟัง การแย่งชิงอำนาจในกัมพูชาแบบ งูๆ ปลาๆ เพราะคุณพ่อเปิดฟังวิทยุ AM โดยนายหนหวย มารายงานเหตุการณ์เรื่องเขมร ชื่อตัวบุคคล โดยเฉพาะกรณีไทย “แพ้คดีเขาพระวิหาร” ในปี พ.ศ.2505 ที่คุณแม่ผู้เขียนบริจาคเงินไป 1 บาท (ตามที่รัฐบาลขอให้คนไทยช่วยบริจาคคนละ 1 บาท เพื่อทีมทนายของไทยไปสู้คดีที่ศาลโลก )

นายหนหวยเพียงคนเดียว สามารถเล่าเรื่องให้คนไทยทั้งประเทศให้รับรู้ความเจ็บปวดที่ศาลโลกตัดสินให้ปราสาทพระวิหารที่อยู่ปลายหน้าผาสูง ทางขึ้นอยู่ในเขตไทย ให้ตกเป็นของเขมร

ช่วง พ.ศ.2505 ต้องยอมรับว่า ในเวลานั้น ไทยเป็นประเทศที่แสนดี เชื่อฟัง เลยต้องถอนกำลังทหาร ตำรวจ ออกมาตามคำสั่งศาลโลก ในขณะที่คนไทย ระทมทุกข์ ซึมเศร้า แค้น กันทั้งประเทศ

Advertisement

หลังแพ้คดี จอมพลสฤษดิ์ออกมาประกาศว่า สักวันหนึ่ง…ไทยจะนำปราสาทพระวิหารกลับคืนมาให้จงได้ แล้วก็รางเลือนไปกับกาลเวลา

ในเวลานั้น เป็นช่วงที่ไทยเองก็มีปัญหาแย่งชิงอำนาจการเมืองในประเทศ เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์จากจีนแดงก็กำลังแพร่ขยายมา เริ่มมีการจัดตั้งพรรค แนวร่วม และกองกำลัง

ประเทศไทยก็อยู่ในจอเรดาร์ของฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือที่แข็งแกร่ง สหรัฐส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงเข้ามาในทางลับและเปิดเผย เพื่อความร่วมมือทางทหารเพื่อสกัดกั้นคอมมิวนิสต์

29 สิงหาคม 2506 ซีไอเอ เชิญจอมพลสฤษดิ์ หัวหน้าคณะปฏิวัติของไทย ไปผ่าตัดม้ามที่โรงพยาบาลวอเตอร์รีด สหรัฐอเมริกา ผู้นำของไทยมีโอกาสได้เข้าพบ ปธน.ไอเซนฮาว นายนีล แมคเอนรอย รมว.กห. นายฟอสเตอร์ ดัลเลส รมว.กต. เพื่อขอความช่วยเหลือด้านการทหาร พัฒนาเศรษฐกิจ และต่อต้านคอมมิวนิสต์

อเมริกาเข้ามาทำสงคราม… เวียดนาม ลาว กัมพูชา คือ สนามประลองกำลัง สนามทดสอบอาวุธของมหาอำนาจ อาวุธนานาชนิด ถูกคิดค้นเพื่อการสังหารแบบ “ตายหมู่”

เครื่องแบบทหารสหรัฐที่จะใช้ในสมรภูมิร้อนชื้น รองเท้าจังเกิ้ลบู๊ตแบบพื้นเหล็ก ยานพาหนะ เครื่องยิงลูกระเบิด M-79 ปืนเล็กยาว M-16 ลูกระเบิดขว้าง ทุ่นระเบิดเคลย์โมที่สาดลูกเหล็กออกไปสังหารเหยื่อ ครั้งละ 700 ลูก สารพิษโปรยจากอากาศยานเพื่อทำลายใบไม้ในป่าทึบ (ฝนเหลือง) เครื่องสนาม เสบียงสำเร็จรูปพกติดตัวทหาร โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์ตระกูลเบลล์ มาแจ้งเกิด มาทดสอบ “การทำลายล้าง” ในสมรภูมิเวียดนาม ลาว กัมพูชา รวมถึงตกทอดมาอยู่ในกองทัพไทยด้วย

การสนันสนุนจากจีน รัสเซีย ก็ไหลมา-เทมายังกองกำลังฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะเครื่องยิง RPG ที่ราคาไม่แพงนัก ของใช้จากจีนที่ยอดเยี่ยม คือ เปลญวน ที่ให้ทหารแต่ละคนใช้ผูกกับต้นไม้เพื่อนอน

เปลญวน จากกองทัพจีน ทนทาน แข็งแรง ใช้กันฝนได้ ใช้ได้สารพัดแม้กระทั่ง “ห่อศพ”

ขอนำพามาเรื่องของ “มหาอำนาจ” ในแผ่นดินกัมพูชาครับ

ทศวรรษ 1960 ช่วงต้นของสงครามเอาชนะคอมมิวนิสต์ ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ วอชิงตันตั้งใจจะปราบปราม ปิดล้อม พลังอำนาจของโซเวียตและจีนที่สนับสนุน “โฮจิมินห์” ในแผ่นดินเวียดนามเพื่อจัดการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์

เวียดนาม เขมร ลาว รวมถึงไทย จะเป็นคอมมิวนิสต์ไม่ได้ โดยวอชิงตันเลือกไทยเป็นฐานที่มั่นของสหรัฐ…

พ.ศ.2496 กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส อยู่ภายใต้การนำของเจ้าชายนโรดม สีหนุซึ่งขบวนการทางการเมือง ของพระองค์ได้รับอำนาจทางการเมืองอย่างสมบูรณ์หลังการเลือกตั้งรัฐสภาในปี พ.ศ.2498 ซึ่งไม่มีผู้สมัครฝ่ายค้านคนใดได้ที่นั่งแม้แต่ที่นั่งเดียว

พ.ศ.2503 พระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤทธิ์ สวรรคต พระสีหนุทรงบังคับให้รัฐสภาอนุมัติการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่แต่งตั้งพระองค์เป็นประมุขโดยไม่มีวาระการดำรงตำแหน่งที่แน่นอน ในขณะที่พระนางสีสุวัตถิ์ คือ บุคคลที่จะได้รับการสืบทอดอำนาจตามกฎหมาย

พระองค์รักษาอำนาจภายในประเทศไว้ด้วยการผสมผสานระหว่างการจัดการทางการเมือง การข่มขู่ การอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก และการสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาภายในรัฐบาล

พระสีหนุ เอาใจฝ่ายขวาด้วยวาทกรรมชาตินิยมเขมร โดยนำชุดภาษาของฝ่ายสังคมนิยมส่วนใหญ่มาใช้เพื่อกีดกันขบวนการคอมมิวนิสต์ของกัมพูชา ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่าเขมรแดง “เขมรแดง”

เมื่ออเมริกาส่งทหารเข้ามาเวียดนาม การรักษาสมดุลระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในพนมเปญก็ยากขึ้น เศรษฐกิจกัมพูชาทรุดหนัก

พ.ศ.2509 มีในการเลือกตั้งกัมพูชา ซึ่งก่อนหน้านั้น มีการเปลี่ยนแปลงกติกาเลือกตั้งครั้งมโหฬาร เพื่อพรรคของฝ่ายอนุรักษนิยม สมาชิกพรรคสังคมนิยม เช่น โฮ่ว ยวนและเขียว สัมพันลงรับเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายซ้ายพ่ายแพ้ราบคาบ

นายพลลอน นอล ฝ่ายขวาซึ่งเป็นพันธมิตรกับพระนโรดมสีหนุมาอย่างยาวนาน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองแสนจะโกลาหล

พ.ศ.2512 ลอน นอลและฝ่ายขวา เริ่มรู้สึกไม่พอใจในตัวพระสีหนุมากขึ้นโดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ รวมถึงประเด็นทางการเมือง มีการปลุกกระแสชาตินิยมและการต่อต้านคอมมิวนิสต์

สีหนุมีท่าทีอ่อนข้อให้กับกองทัพประชาชนเวียดนาม (PAVN)

พ.ศ.2506-2509 สีหนุหันไปโปรฝ่ายซ้าย แล้วพระสีหนุไปทำ “ดีลลับ” กับฮานอย โดยเปิดท่าเรือสีหนุวิลล์ เพื่อแลกกับการรับประกันการซื้อข้าวในราคาที่สูงเกินจริง

พรรคสังคมนิยม ซึ่งนำโดยนายอิน ตัม ก็ไม่พอใจกับระบอบเผด็จการของสีหนุมากขึ้น

ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2513 มีการตั้งการเดินขบวนต่อต้านชาวเวียดนาม ขณะที่พระสีหนุไปเยือนยุโรปสหภาพโซเวียตและจีน

พี่ชายของนายพลลอน นอล อำนวยการนำฝูงชนเข้าโจมตีสถานทูตของเวียดนามเหนือและที่ทำการพรรค PRGR ของเวียดนามใต้ บ้านพัก ย่านธุรกิจ และโบสถ์ของชาวเวียดนามถูกโจมตี

ฝ่ายอนุรักษนิยม-อำนาจเก่า สนับสนุนการเดินขบวน โดยหวังว่าเหตุจลาจลจะนำพามอสโกและปักกิ่งกดดันเวียดนามเหนือให้ลดบทบาทในกัมพูชา

เช้าวันที่ 16 มีนาคม 2513 เยาวชนราว 30,000 คนรวมตัวกันหน้ารัฐสภาในกรุงพนมเปญเพื่อประท้วงการมีอยู่ของทหารเวียดนาม ทหารใช้อาวุธเข้าปราบปราม มีคนเสียชีวิตจำนวนมาก

กลิ่นรัฐประหารเริ่มโชยมา พร้อมกับข่าวลือบทบาทของซีไอเอ

18 มีนาคม 2513 กองทัพเขมรได้เข้าวางกำลังรอบเมืองหลวง สภาเปิดอภิอภิปรายภายใต้การกำกับดูแลของนายอิน ตัม สมาชิกรัฐสภา ชื่อ นายคิม ฟอน ได้เดินออกจากการประชุมเพื่อประท้วง (ซึ่งต่อมาเขาถูกสังหารโดยผู้ประท้วงที่สนับสนุนสีหนุในจังหวัดกำปงจาม) สมาชิกรัฐสภาที่เหลือลงมติเป็นเอกฉันท์ “ถอดถอน” พระสีหนุ

ลอน นอล เข้ารับตำแหน่งประมุขแห่งรัฐในกรณีฉุกเฉิน

ดังนั้น…การปลดสีหนุจึงเป็นไปตามรูปแบบรัฐธรรมนูญ มากกว่าจะเป็นการเข้ายึดอำนาจโดยทหาร

หลังการรัฐประหาร สีหนุกล่าวหาซีไอเอของสหรัฐว่าอยู่เบื้องหลัง หากแต่เข้าใจได้ว่ารัฐบาลสหรัฐได้อำนวยความสะดวกให้กับการรัฐประหาร

ทั้ง ปธน.นิกสัน และนายเฮนรี คิสซิงเจอร์ ปฏิเสธการมีส่วนร่วมของสหรัฐ และกล่าวว่าการรัฐประหารครั้งนี้ทำให้พวกเขาประหลาดใจ

วันที่ 23 มีนาคม 2513 พระสีหนุที่ขอลี้ภัยในจีน พูดผ่านทางวิทยุปักกิ่ง เรียกร้องให้มีการลุกฮือทั่วไปต่อต้านลอน นอล

ลอน นอล ประกาศเลิกนโยบาย “ความเป็นกลาง” ระหว่างประเทศและหันไปร่วมมือกับสหรัฐ ปธน.นิกสันอนุมัติให้สหรัฐกลับมาให้ความช่วยเหลือทางทหารแก่กัมพูชาอีกครั้ง

ยุทโธปกรณ์ทางทหาร ดอลลาร์มหาศาล ไหลพรั่งพรูมาที่กัมพูชา รัฐบาลลอน นอล เริงร่า ตามมาด้วยการคอร์รัปชั่นในทุกหย่อมหญ้า

ลอน นอล เป็นใคร…

เขาเกิดเมื่อ 13 พฤศจิกายน พ.ศ.2456 ที่เมืองเปรยเวง

พ.ศ.2480 เข้าเป็นทหารในกองทัพอาณานิคมของฝรั่งเศส ต่อมาดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา จากนั้นเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด

พ.ศ.2494 เป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมกองทัพต่อสู้กับกองโจรคอมมิวนิสต์เวียดนามที่บุกรุกเข้ามาในกัมพูชาในฐานะผู้บัญชาการประจำพื้นที่

พ.ศ.2498 ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก กองทัพกัมพูชา

พ.ศ.2503 เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภายใต้การนำของผู้นำประเทศพระสีหนุ เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี

มีนาคม พ.ศ.2513 ลอน นอล เป็นผู้วางแผนการรัฐประหารโค่นล้มกษัตริย์นโรดมสีหนุ และกลายเป็นผู้นำที่โดดเด่นที่สุดในรัฐบาลชุดใหม่

(ในช่วงเวลานั้น สงครามเวียดนาม และในลาวกำลังดุเดือด มีทหารไทยไปร่วมรบ สนับสนุนสหรัฐทั้ง 2 สมรภูมิ)

ลอน นอล สนิทชิดเชื้อกับวอชิงตันและเวียดนามใต้ โดยอนุญาตให้กำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศเข้าไปปฏิบัติการในดินแดนกัมพูชาได้

10 มีนาคม พ.ศ.2515 ลอน นอล เหิมเกริม ประกาศยึดอำนาจเหนือกัมพูชาทั้งหมดและสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี

เกิดปัญหาการคอร์รัปชั่นของคนในรัฐบาลอย่างเมามัน เพราะดอลลาร์ที่อเมริกาให้มา จึงทำให้พรรคคอมมิวนิสต์ของพล พต เติบโต

ประชาชนเขมรที่แสนจะทุกข์ยากหันไป “เทใจ” ให้ “เขมรแดง” ของพล พต ที่เติบใหญ่จากการสนันสนุนของจีน (วันนั้น ฮุน เซน ก็เป็นสมาชิกของเขมรแดง)

ต้นปี พ.ศ.2516 อเมริกาสั่งถอนทหารออกจากเวียดนาม

เขมรแดงเริ่มทำการรบแบบกองโจรเพื่อโค่นรัฐบาลนายพลลอน นอล เขมรแดงจอมโหดรบชนะในทุกพื้นที่ แล้วค่อยๆ ขยายพื้นที่ในชนบท ประชาชนเข้าร่วมตึม เพราะเกลียดรัฐบาลลอน นอล

1 เมษายน พ.ศ.2518 กองทัพเขมรแดงรุกเข้าถึงพนมเปญ

นายพลลอน นอลและครอบครัว บินหนีออกจากพนมเปญ มุ่งสู่อเมริกา เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2528 ที่เมืองฟุลเลอร์ตันรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

แถมท้ายครับ…ประชาชนเขมร เวรซ้ำ กรรมซัด…หนีเสือปะจระเข้ตัวยักษ์ (อีกแล้ว)

พล พต ขึ้นปกครองประเทศ ในช่วง 4 ปี พล พต เนรมิตรแผ่นดินเขมรให้เป็น “นรกภูมิ”

พล พต คือ ผู้นำที่โหดเหี้ยมไม่ต่างจากฮิตเลอร์ สร้างหายนะให้กับพี่น้องประชาชนเขมร ทำตัวเป็นทรราชที่เลวร้ายที่สุดอีกคนหนึ่งของโลก มีชาวเขมรเสียชีวิตกว่า 2 ล้านคน

ซากศพของชาวเขมรจำนวนมาก รวมถึงเด็กทารก ถูกฝังไว้ในแผ่นดินไทย (พื้นที่ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว ที่ผู้เขียนรับผิดชอบระดับหมวดปืนเล็ก และตลอดพื้นที่แนวชายแดน) เพราะป่วย เจ็บ แสนสาหัส ขอหนีเข้ามาตายในไทย

ที่บอกเล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อจะสื่อสารว่า ชาวเขมรหลายชั่วอายุคน “โชคร้าย” แสนสาหัส บางคนเป็นได้เพียงแค่ “ทารก”

ประชาชนจะถูกปลุกปั่นเสมอ เพื่อสร้างเหตุรุนแรง แม้กระทั่งไปโจมตีสถานทูตไทยก็เคยตกเป็น “ผู้บาดเจ็บ” มาแล้ว

ที่ผู้นำในแต่ละยุคสมัย ฝักใฝ่ นำชาติบ้านเมือง ประชาชนไปเป็นเครื่อง “บรรณาการ” สำหรับชาติมหาอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง อย่างน่ารังเกียจ…

(ปล. 29-30 มกราคม พ.ศ.2546 สถานทูตไทยในพนมเปญถูกประชาชนเขมรบุกไปเผา)

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก