ทะเลสาบในประเทศออสเตรเลียจำนวนหนึ่งผิดแผกแตกต่างไปจากทะเลสาบทั่วๆ ไปที่เรารู้จักกัน เพราะน้ำในทะเลสาบเหล่านั้นแทนที่จะเป็นสีฟ้า หรือน้ำเงิน กลับเป็นสีชมพูสดใสแทน
ความต่างอีกประการสำหรับบรรดาทะเลสาบสีชมพูที่ฟังดูโรแมนติกนี้คือ ความเค็ม น้ำของทะเลสาบเหล่านี้เค็มจัด เค็มกว่าน้ำเค็มที่เรารู้จัก คือน้ำในทะเล หรือมหาสมุทร ราวๆ 10 เท่าตัว ความเค็มของทะเลสาบสีชมพูนี่เองที่เป็นที่มาของสีสันอันสดใสไม่เหมือนใครของน้ำในทะเลสาบเหล่านี้
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า น้ำที่เค็มจัดของทะเลสาบสีชมพู คือตัวการที่ดึงดูดเอาบรรดาจุลชีพจำพวกสาหร่ายเซลล์เดียว และแบคทีเรีย เข้ามาใช้ชีวิตอยู่เป็นจำนวนมาก จุลชีพเหล่านี้เมื่อโดนแดดเข้าจะผลิตสารเบต้า-แคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่มีสีแดง-ส้มออกมา และทำให้น้ำในทะเลสาบเหล่านี้กลายเป็นสีชมพูอย่างที่เห็นกัน ในธรรมชาติ เบต้า-แคโรทีน ยังช่วยให้หัวแครอต หรือกุ้ง เครย์ฟิช เรื่อยไปจนกระทั่งนกฟลามิงโก มีสีสันออกชมพู-แดง เป็นเอกลักษณ์อีกด้วย
ทะเลสาบสีชมพูเกือบทั้งหมดจะอยู่ในพื้นที่ของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย มีอยู่ด้วยกันราว 12 ทะเลสาบด้วยกัน ทะเลสาบสีชมพูเหล่านี้ครั้งหนึ่งเมื่อกว่า 15 ล้านปีมาแล้วเคยเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านในบริเวณนั้น นานเข้าก็เกิดแห้งเหือด ทิ้งแอ่งน้ำขังไว้กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ แอ่งน้ำที่มีอายุหลายพันปีเหล่านี้ เมื่อถูกแผดเผาก็จะระเหยหายไป ทำให้น้ำที่หลงเหลืออยู่มีความเค็มเข้มข้นจนจุลชีพที่ชอบความเค็ม อย่างสาหร่ายเซลล์เดียว ดูนาลีลลา ซาลินา (Dunaliella salina) หรือแบคทีเรียอย่าง ซาลีนีแบคเตอร์ รูเบอร์ (Salinibacter ruber) เข้ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ดี. ซาลินา กับ เอส. รูเบอร์ ผลิตสารเบต้า-แคโรทีนออกมาเมื่อโดนกับแสงแดด ส่งผลให้ทะเลสาบกลายเป็นสีชมพูในเฉดที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำในทะเลสาบเหล่านั้นเป็นสำคัญ เบต้า-แคโรทีน ที่ผลิตออกมานี้ ทำหน้าที่ปกป้องบรรดาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจิ๋วเหล่านี้จากการโดนแดดเผา พร้อมกันนั้นก็ช่วยดูดซับพลังงานเอาไว้ ทำให้บรรดาสาหร่ายเซลล์เดียวและแบคทีเรียเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นได้นั่นเอง
จากที่มาดังกล่าว บรรดาทะเลสาบสีชมพูเหล่านี้จึงมีความเปราะบางเป็นพิเศษ เนื่องจากหากระดับความเค็มเปลี่ยนแปลงไป สิ่งมีชีวิตที่ช่วยให้มันกลายเป็นสีชมพูก็จะอาศัยอยู่ไม่ได้ และจะถูกแทนที่ด้วยจุลชีพทั่วๆ ไปที่จะเปลี่ยนสีของน้ำในทะเลสาบให้เป็นสีที่พบเห็นได้ทั่วไปแทนที่จะเป็นสีชมพูที่น่าอัศจรรย์ ด้วยเหตุนี้ภาวะฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้ความเค็มของน้ำในทะเลสาบเจือจางลง ก็สามารถทำให้ทะเลสาบสีชมพูหายไปในชั่วระยะเวลาไม่ช้าไม่นาน
เหตุการณ์ทำนองนี้เคยเกิดขึ้นกับทะเลสาบสีชมพูที่ชื่อ ทะเลสาบฮิลลิเออร์ (Lake Hillier) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะมิดเดิล ไอส์แลนด์ นอกชายฝั่งด้านตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย ทะเลสาบสีชมพูแห่งนี้ถูกฝนที่ตกลงมาอย่างหนักและต่อเนื่องผิดปกติอันเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อนทำให้ความเค็มของน้ำในทะเลสาบเจือจางและเปลี่ยนสีของน้ำให้เป็นสีฟ้าอมเทาไป นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสภาพสีชมพูแต่เดิมของทะเลสาบแห่งนี้อาจกลับคืนมาได้ภายในอีก 10 ปีข้างหน้า หากความเค็มกลับคืนมาเข้มข้นถึงระดับเดิมอีกครั้ง
นอกจากทะเลสาบฮิลลิเออร์แล้ว ยังมีทะเลสาบอีกแห่งคือ ทะเลสาบพิงค์เลค ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับเมืองเอสเพอแรนซ์ของรัฐเวสเทิร์น ออสเตรเลีย พิงค์เลคไม่ได้สูญเสียความเค็มและสีชมพูไปเพราะฟ้าฝน แต่เสียไปจากพฤติกรรมของคนที่ใช้ทะเลสาบสีชมพูแห่งนี้ผลิตเกลือ ทั้งที่นำมาใช้เป็นเกลือปรุงอาหารและเกลือสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ จนเมื่อถึงราวๆ ต้นทศวรรษ 2000 ก็หลงเหลือเกลือที่นี่ไม่พอที่จะเลี้ยง ดี. ซาลินา และเอส. รูเบอร์ ได้อีกต่อไป น้ำในทะเลสาบค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าอมเทาไปในที่สุด
กรณีของพิงค์เลคกลายเป็นดราม่าขึ้นมาเพราะบรรดาชาวบ้านในท้องถิ่นออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนชื่อเรียกทะเลสาบแห่งนี้ไปได้แล้ว เพราะมันไม่ได้สีชมพูอีกแล้ว ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญก็ยอมรับว่า พิงค์เลคสูญเสียความเค็มมากเกินไปจนไม่สามารถกลับมาเป็นสีชมพูได้โดยธรรมชาติเหมือนอย่างทะเลสาบฮิลลิเออร์
ยกเว้นว่าทางการจะตัดสินใจ “เติมเกลือ” ให้ทะเลสาบแห่งนี้ใหม่เท่านั้น
ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

