หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : การตื่นรู้หลังจากความสูญเสีย

5.08.25 | 13:34 น.

ผมกำลังเขียนในสิ่งที่อยากให้เป็น ไม่ใช่สิ่งที่กำลังเป็นอยู่

แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่ามีความเป็นไปได้ หากทอดเวลาออกไปอีกในระยะยาว

ความท้าทายที่ผมพูดถึงก็คือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตื่นรู้และความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีหลังจากความสูญเสียที่ชายแดนในช่วงนี้

ในช่วงนี้ผมรู้สึกว่าอารมณ์ทางสังคมกำลังไปในทิศทางที่ว่าเรามีความเหนือกว่า และถูกต้องอยู่ฝ่ายเดียว

ตั้งแต่สิทธิเหนือดินแดน ความเหนือกว่าทางทหาร ความเหนือกว่าทางศีลธรรมของผู้คน และความเป็นเจ้าของความจริงฝ่ายเดียว

Advertisement

สิ่งที่ควรระวังก็คือเราอาจจะชนะศึกแต่แพ้สงคราม

เพราะทรรศนะที่เชื่อในความเหนือกว่าชาติอื่นเช่นนี้ เราจะไม่เปลี่ยนแปลงความคิดความเชื่อของเราเลย

ไม่ว่าจะในศาลโลก ในเวทีโลก หรือในเวทีนานาชาติใดๆ

ทั้งที่ในสิ่งที่เกิดขึ้นในระดับโลกมันเต็มไปด้วยผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ ที่อยากเข้ามายุ่ง และไม่อยากจะมายุ่ง

และความสำคัญไม่น่าจะอยู่ที่ความจริงที่เราเชื่อง่ายๆ แต่เป็นเรื่องของการเล่าเรื่องว่าเรื่องของความขัดแย้งในมุมของเรานั้นมันเข้าหรือไม่เข้ากับผลประโยชน์ของประเทศอื่นด้วยไหม

ในมุมของโลก กัมพูชาก็จะยืนประเด็นเรื่องแผนที่ เรื่องดินแดน และเรื่องบาดแผลจากอาณานิคมในอดีต ไม่ว่าเรื่องราวเบื้องหลังจะเกี่ยวข้องกับปัญหาการเมืองภายในประเทศของเขาแค่ไหนก็ตาม

ความหวังที่สังคมจะตื่นรู้นั้นจะต้องเป็นไปมากกว่าเรื่องของการวิพากษ์ลัทธิชาตินิยม มาสู่การตั้งคำถามเหมือนเมื่อกว่าร้อยปีก่อน เมื่อสังคมพยายามออกจากความขัดแย้งขั้นรุนแรงของความเชื่อและสงครามแห่งความสูญเสียเป็นร้อยปีทั่วทวีปยุโรป

การให้ความสำคัญกับเหตุผล ความอดทนอดกลั้น สิทธิของผู้คน สิทธิของมนุษย์ขั้นพื้นฐาน และความรู้เชิงประจักษ์

นอกจากนี้เราอาจจะต้องปรับเข้าสู่แนวคิดในวันนี้ที่เพิ่มประเด็นการพินิจพิเคราะห์ว่าการพูดถึงเรื่องราวเหล่านี้มันจะต้องพาเราไปสู่การสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน ผ่านการเข้าใจกัน ผ่านการถกแถลง ไม่ใช่ยึดมั่นแต่เทคโนโลยีอย่างเดียว

ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างวิจารณ์ว่าอีกฝ่ายใช้ข้อมูลเท็จตลอดเวลา และเชื่อว่าฝ่ายของเราคือฝ่ายเดียวที่ถูก

สิ่งที่เป็นความท้าทายในเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เชื่อว่าตนเองถูกแล้วคนอื่นผิด คนอื่นคลั่งฉันมีเหตุผล ฉันมีคุณธรรม

แต่ต้องตั้งคำถามด้วยว่า สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกนั้นมันวางอยู่บนความเชื่ออะไรบ้าง แล้วทำไมคนอื่นถึงคิดต่างกับเรา

อยากจะเน้นอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของเสรีภาพ ซึ่งเสรีภาพนี้คือเสรีภาพที่จะตั้งคำถาม ไม่ใช่เสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้

เป็นเสรีภาพที่มีไว้เพื่อเชิดชูความเป็นมนุษย์ที่เชื่อว่าทุกคนเท่ากัน ไม่ใช่ใครด้อยกว่าใคร ใครมีคุณสมบัติทางชนชาติเป็นพิเศษ

เสรีภาพนี้เป็นเสรีภาพที่ตั้งคำถามกับอำนาจที่อยู่เหนือเรา ตั้งคำถามกับความจริงที่ถูกเล่ามา

ตั้งคำถามกับรัฐบาล ตั้งคำถามกับสิ่งที่มีอำนาจเหนือเรา

ตั้งคำถามกับการใช้กำลัง และความสูญเสียว่ามีทางเลือกอื่นไหม

ตั้งคำถามว่าถ้ารัฐบาลทั้งสองประเทศเป็นประชาธิปไตยมากกว่าที่เป็นอยู่ โอกาสเกิดสงครามแบบที่เป็นอยู่จะเกิดขึ้นไหม ไม่ใช่มองแต่ว่าเพราะรัฐบาลอีกฝ่ายไม่ดี หรือรัฐบาลเราไม่ดีเท่านั้น

ตั้งคำถามว่าความเชื่อที่ไม่งมงายนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ไม่ใช่ไล่ล่าคนที่เห็นต่างตลอดเวลา

และต้องไม่คิดง่ายๆ ว่าจะยกอำนาจให้ใครไปจัดการเท่านั้น ในโลกเสรีนิยมประชาธิปไตย อำนาจในการทำสงครามมีขั้นตอน มีข้อจำกัด มีการทบทวน และมีการคานกัน

เราถึงเห็นช่องว่างของการใช้ข้ออ้างการป้องกันตนเองตลอดเวลา เพราะถ้าเข้าระบบความขัดแย้งจริงนั้นมันต้องรับผิดชอบร่วมกันทุกฝ่าย จะมอบให้ใครคนใดคนหนึ่ง สถาบันใดสถาบันหนึ่งจัดการไม่ได้

เมื่อเกิดความสูญเสียขึ้นมา มันจะยิ่งมากกว่าเดิม

ดังนั้นอำนาจสิทธิขาดมันจะต้องใช้ในเงื่อนไขที่จำเป็น ในขอบเขตที่จำกัด

เรื่องนี้ไม่ง่ายนัก เพราะบางครั้งอารมณ์ของสังคมกลายเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าเหตุผล ในระยะเวลาสั้นๆ

การเมืองที่ขับเคลื่อนโดยอารมณ์มันทำงานได้เร็วกว่า และทรงประสิทธิภาพกว่าในระยะสั้น

ตัวอย่างที่สำคัญคือแนวคิดการเมืองที่อิงกับอารมณ์ที่เป็นเส้นแบ่งที่บางมากที่จะมองว่าเขาไม่ใช้เหตุผล อาจเป็นเพราะว่าเขาเชื่อว่าเขามีเหตุผลของเขา เป็นเหตุผลของคนส่วนมาก ของมวลชน เหตุผลไม่ใช่สิ่งที่จะถูกครอบครองโดยชนชั้นเดียวเท่านั้น

การขับเคลื่อนการเมืองด้วยความเชื่อว่าทุกคนมีส่วนร่วมในแนวประชานิยมสมัยใหม่ อาทิ ทรัมป์ และแนวทางใกล้เคียงนั้น อิงกับความเชื่อในเสรีภาพ และอิสระเช่นกัน แต่มองว่า การอยู่ด้วยกันปลอดภัยและอบอุ่นกว่า

ปลอดภัยจากศัตรูและอำนาจภายนอกมากกว่า

ที่สำคัญเมื่อถูกวิจารณ์จะมองว่าถูกดูถูก ต้องหาผู้นำทางความคิดที่พูดแทนเรา ที่แสดงความเห็นที่ปกป้องเราได้

ในแง่นี้ความสำคัญของสื่อและการสื่อสารสำคัญ เสรีภาพในการสื่อสารแบบที่ใครๆ พูดอะไรก็ได้ใน
ยุคหนึ่งมีคุณค่า แต่เมื่่อเวลาผ่านไป มันกลายเป็นการให้ความสำคัญว่าใครมีคนตามความคิดนี้มากเท่าไหร่ มากกว่าเหตุผลที่สนทนากันได้

คำวิพากษ์วิจารณ์ระหว่างกลุ่มกลายเป็นการไม่ฟังกัน เพราะเชื่อว่าการวิจารณ์เท่ากับการคุกคาม หรือถูกผลักออกจากสังคม/ชุมชน ถูกดูถูก

คนที่รู้สึกถูกดูถูกจะไม่เปลี่ยนความคิด แต่จะต่อต้านมากขึ้น หาพวกมากขึ้น

การสนทนาจะเกิดขึ้นได้ยาก เพราะเมื่อเขาถูกดูถูกว่าผิด เขาจะรู้สึกไม่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งนั้นร่วมกัน

การสื่อสารมีความสำคัญในโลกปัจจุบันไม่ใช่เรื่องของความเข้าใจสาระสำคัญอีกต่อไป

แต่เป็นเรื่องความรู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับตัวเราไหม และเราเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้นไหม

ความรู้สึกไว้ใจกัน เป็นพวกเดียวกัน คนพูดเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งสำคัญกว่าคนพูดที่มีความถูกต้อง มีศีลธรรมที่เหนือกว่า

ความรู้สึกว่าเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งทำให้เกิดความไว้ใจ ความไว้ใจเป็นรากฐานของการเปลี่ยนแปลง

ในแง่นี้ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากความถูกต้องทางเหตุผลเท่านั้น แต่เกิดจากความเชื่อโดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ได้มีคำตอบสำเร็จรูป ไม่เช่นนั้นการสื่อสารมักจะต้องมาจากคำสั่ง หรือกฎหมายเสียเป็นส่วนมาก และการต่อต้านก็จะมีเงื่อนไขที่เกิดขึ้นได้ง่าย

การแสดงออกว่าฟังและเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่ง การเผชิญหน้ากันในการพูดคุยสำคัญกว่าการปฏิเสธเข้าร่วมการถกเถียง

แน่นอนว่าการตั้งคำถาม และไม่เห็นด้วยกับบทสนทนาถ้าไม่ได้เกิดจากความเข้าใจกัน ย่อมจะนำไปสู่การถูกแปะป้ายว่าเป็นพวกนั้นพวกนี้ได้ง่าย (ดูรายละเอียดแนวคิดเหล่านี้จาก P.Ribbeck. Stop Talking, Start Listening: Rational arguments rarely change mind. Populists gain power by tapping into something deeper: the need to belong. International Politics and Society. 31.07.2025)

บางทีคนกลางในการดำเนินรายการหรือการสนทนาอาจมีความจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับบรรยากาศการสนทนา ไม่ใช่เน้นว่าเอาคนมาเถียงกันเฉยๆ และสนุกกับยอดชมหรือความเห็นของการปะทะของกองเชียร์แต่ละฝ่าย

การตื่นรู้หลังความขัดแย้งในยุคสมัยนี้มีความซับซ้อน และมีโจทย์และบทเรียนมากมายจากอดีต
แต่ก็เป็นความท้าทายที่น่าค้นหาและทดลองอยู่ไม่ใช่น้อย

ท่ามกลางความหวังที่ริบหรี่เต็มทน เพราะคู่แข่งมีมากมาย