หน้าแรก คอลัมนิสต์ รีคอลโหวตของไ...

รีคอลโหวตของไต้หวัน : หลักฐานแห่งประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

6.08.25 | 11:09 น.

รีคอลโหวตของไต้หวัน: หลักฐานแห่งประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ไต้หวันมิได้เป็นเพียงเกาะเล็กๆ ที่มีข้อพิพาทกับสาธารณรัฐประชาชนจีนเท่านั้น หากแต่เป็นหนึ่งในแบบอย่างของระบอบประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออก ซึ่งมีวิวัฒนาการทางการเมืองอันโดดเด่นตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา เพราะการเมืองในโลกยุคปัจจุบันมีปรากฏการณ์มากมายที่เป็นทั้งภาพลวงตาและข้อพิสูจน์ของความเป็นประชาธิปไตยแท้จริง แต่หนึ่งในหลักฐานของประชาธิปไตยที่แท้จริงคือ “การถอดถอนโดยประชาชน” หรือ “รีคอลโหวต” (recall vote) ซึ่งในหลายประเทศกลายเป็นเพียงกลไกเชิงสัญลักษณ์ที่ใช้ได้ยาก หรือล้มเหลวในการทำงานอย่างแท้จริง ทว่าในไต้หวันนั้น กลไกรีคอลโหวตนี้กลับมีพลัง มีความเคลื่อนไหว และทำหน้าที่เป็นเครื่องตรวจสอบอำนาจได้จริง เป็นอีกหนึ่งรากฐานที่แสดงให้เห็นว่าไต้หวันได้ก้าวข้ามความกลัวต่ออำนาจรัฐ และแปรเปลี่ยนพลังของพลเมืองให้กลายเป็นกลไกทางรัฐธรรมนูญที่มีชีวิตขึ้นมาได้ ด้วยการใช้รีคอลโหวตเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของไต้หวันไม่เพียงแต่อยู่รอด หากแต่เจริญเติบโตและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างกว้างขวาง

ใน พ.ศ.2537 สภานิติบัญญัติไต้หวันได้ผ่านกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งและการถอดถอนสมาชิกสภา ซึ่งเปิดช่องให้มีการจัด “รีคอลโหวต” ได้จริงในทางปฏิบัติ แม้ในช่วงแรกจะมีเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น ต้องมีผู้ลงนามสนับสนุนจำนวนมากและมีอัตราการออกเสียงสูง ระบบนี้ได้รับการปรับปรุงในเวลาต่อมาให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น โดยเฉพาะภายหลังการประท้วง ขบวนการทานตะวัน (Sunflower Movement) ที่เป็นการประท้วงที่สำคัญในไต้หวันซึ่งเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 18 มีนาคม ถึง 10 เมษายน พ.ศ.2557 โดยมีนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มพลเมืองเป็นผู้นำในการยึดอาคารรัฐสภาและอาคารทำเนียบรัฐบาล ในกรุงไทเป เพื่อต่อต้านข้อตกลงการค้าบริการข้ามช่องแคบ (Cross-Strait Service Trade Agreement – CSSTA) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้นกำลังเร่งรัดกระบวนการอนุมัติข้อตกลงนี้โดยไม่มีการพิจารณารายละเอียดอย่างรอบคอบ ผู้ประท้วงกังวลว่าข้อตกลงนี้จะทำให้ไต้หวันอ่อนแอลงและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของสาธารณรัฐประชาชนจีนมากขึ้น

สิ่งที่ทำให้ไต้หวันโดดเด่นยิ่งขึ้นคือการที่ประเทศนี้เป็น “เกาะแห่งประชาธิปไตย” ในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยระบอบอำนาจนิยม ไม่ว่าจะเป็นจีนแผ่นดินใหญ่ พม่า เวียดนาม กัมพูชา ลาวหรือแม้แต่ฮ่องกงที่เคยมีเสรีภาพมากกว่าในอดีต ในบริบทเช่นนี้ รีคอลโหวตจึงไม่ใช่เพียงการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่เป็นการยืนยันว่าในไต้หวันประชาชนมีพลังในการควบคุมอำนาจรัฐ และไม่ยอมถูกผูกขาดโดยพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง เพราะรีคอลโหวตของไต้หวันมิใช่เครื่องประดับบนเวทีประชาธิปไตย หากแต่เป็นเครื่องจักรที่มีชีวิต หล่อหลอมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชน เป็นทั้งอาวุธและเกราะในการป้องกันระบบจากการคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางที่ผิด ดังนั้น ไต้หวันจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของการต่อต้านจีน หรือเป็นประเด็นทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบอย่างของประชาธิปไตยที่ “ทำงานได้จริง” ซึ่งสามารถส่งเสียงไปถึงพลเมืองในประเทศอื่นๆ ว่า ประชาธิปไตยนั้น ไม่ใช่แค่เลือกตั้งทุก 4 ปี แต่คือการมีอำนาจตรวจสอบและเปลี่ยนแปลงผู้ปกครองได้ทุกเมื่อที่จำเป็น

ระหว่าง พ.ศ.2567-2568 การเมืองไต้หวันเข้าสู่ช่วงวิกฤตภายใน เมื่อพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) แม้ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน พ.ศ.2567 แต่สูญเสียเสียงข้างมากรัฐสภาให้กับพรรค KMT และพันธมิตร ทำให้เกิดความขัดแย้งอย่างแข็งขันในการผ่านงบประมาณและแต่งตั้งตุลาการของศาลรัฐธรรมนูญ

Advertisement

กลุ่มพลเมืองภายใต้ร่มการสนับสนุนของ DPP และพรรคฝ่ายปฏิรูปอื่นๆ จึงริเริ่มรณรงค์รีคอลแบบมวลชน (Great Recall Wave) ตั้งเป้าให้ปลด 31 ส.ส.จาก KMT โดยใช้มาตราในกฎหมายที่อนุญาตให้คนนอกถอดถอน ส.ส.ได้ผ่านการลงชื่อสนับสนุนและโหวต

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มีการจัดโหวตรวดเดียว 24 ครั้งในเขตเลือกตั้งของ ส.ส.ฝ่าย KMT ส่วนอีก 7 ครั้งจะมีในเดือนสิงหาคม ซึ่งกติการีคอลและนัยการโหวตนั้น ต้องมีผู้โหวตเห็นชอบให้รีคอลมากกว่าไม่เห็นชอบ และผู้ที่โหวตเห็นชอบต้องคิดเป็นไม่น้อยกว่า 25% ของประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตรายนั้น ผลสุทธิเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่เพิ่งผ่านมานี้เอง ไม่มีการรีคอลใดผ่านเลย ผู้โหวตไม่เห็นชอบมีจำนวนมากกว่า และไม่มีเขตใดมีผู้โหวตเห็นชอบถึงเกณฑ์ 25% แม้จะเป็นความพยายามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่สังคมไต้หวันปฏิเสธคำร้องโดยชัดเจน

เสียงปฏิเสธสะท้อนความเข้มแข็งของประชาธิปไตย ประชาชนเลือกไม่ปลด ส.ส.ทั้ง 24 คน แม้มีโอกาสทางกฎหมายและงบสนับสนุนจากฝ่ายสนับสนุนรณรงค์ ทั้งนี้ สะท้อนถึงความสามารถของประชาชนในการใช้อำนาจประชาธิปไตยตรง และการควบคุมผลประโยชน์รัฐโดยกระบวนการมีส่วนร่วมโดยตรง ทั้งนี้ องค์การอิสระคือ ก.ก.ต.ไต้หวัน (Central Election Commission) ดำเนินการแยกเขตและลงคะแนนอย่างโปร่งใส แม้พลังจากภายนอกจะพยายามล้ม ส.ส.ฝ่ายตรงข้าม แต่ระบบกฎหมายสามารถควบคุมให้จำกัดตามกติกาได้อย่างเข้มงวด ฝ่ายสนับสนุนการรีคอลไม่ไปถึงเป้าหมาย แม้ว่ามีการโหมโฆษณาที่เข้มแข็งและมีการรวมตัวพลเมืองจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถยืนอยู่บนหลักฐานว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการรีคอลจริงๆ เป็นข้อพิสูจน์ว่าการเคลื่อนไหวแม้ใหญ่ แต่ยังต้องอาศัยความชอบใจของประชาชนโดยตรงเป็นหัวใจแม้ว่าฝ่ายรัฐบาล (DPP + กลุ่มพลเมือง) ต้องการรีคอล ส.ส.KMT ที่ถูกมองว่าขัดขวางงบประมาณด้านกลาโหม และสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ตาม

แต่ประชาชนไต้หวันยืนยันเสรีภาพทางการเมือง การโหวตไม่เห็นชอบในภาพรวมใหญ่ของการรีคอล แสดงให้เห็นว่า แม้เสียงสนับสนุนรีคอลมีจำนวนไม่น้อย แต่เสียงไม่เห็นชอบมีมากกว่า และเกณฑ์ขั้นต่ำ 25% ก็ไม่ถึง สะท้อนว่า ‘เสรีภาพในการเลือก’ ยังได้รับความเคารพจากประชาชน

สิ่งที่ไต้หวันส่งสัญญาณให้โลกเห็นคือ ระบอบประชาธิปไตยไต้หวันสามารถรับมือความขัดแย้งภายในได้โดยสงบ กระบวนการรีคอลที่ใช้เวลาเดือนกว่า ไม่ถูกลัดหรือกระทำโดยอำนาจเหนือกฎหมาย ย้ำให้เห็นว่าระบบนิติธรรมใช้งานได้จริงโดยพลเมืองมีบทบาทใหญ่โตในระบบตรง ประชาชนไม่เพียงเลือกผ่านการเลือกตั้งประจำปี แต่ยังมีสิทธิถอดถอน ส.ส. หากเห็นว่างานไม่เป็นที่พอใจ และครั้งนี้ได้ใช้สิทธินั้นอย่างระมัดระวัง ดังนั้น เสถียรภาพทางการเมืองยังอยู่ในมือของประชาชน ไม่ใช่กลุ่มกดดัน แม้มีแรงสนับสนุนการรีคอลจำนวนมาก ผลลัพธ์คือเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนตัดสินใจให้ ส.ส.อยู่ต่อแสดงว่าความมั่นคงของผลเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่แค่เสียงที่กดดัน

ผลการโหวตรีคอลเมื่อ 26 กรกฎาคม 2568 ซึ่งประชาชนไต้หวันปฏิเสธคำร้องขอถอดถอน ส.ส.ฝ่ายค้าน จำนวน 24 คน ไม่เพียงบ่งชี้ว่าผู้แทนทั้งหลายนั้นยังได้รับความไว้วางใจจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังก้าวขึ้นเป็นตัวอย่างสำคัญว่า ประชาธิปไตยในไต้หวันมีความแข็งแกร่ง เพราะระบบกฎหมายประชาธิปไตยเปิดให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทโดยตรง และผลลัพธ์ก็สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าการเคลื่อนไหวฝ่ายที่ทรงพลังเพียงใด

ทั้งนี้ แม้ระยะเวลาก็แสดงถึงความตึงเครียดทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อสิ้นสุดโหวต ผู้คนยังอยู่ร่วมกันได้บนโครงสร้างของกติกาที่เคารพเสรีภาพของทุกฝ่าย และนั่นคือความแข็งแกร่งที่ พ.ศ.2568 จารึกไว้ในฐานะบททดสอบว่า ไต้หวันยืนหยัดเป็นตัวอย่างประชาธิปไตยเหนียวแน่นของโลกยุคใหม่

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์