หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘นิติสงคราม’ ตามใจท่าน

6.08.25 | 13:29 น.

“หอกทมิฬแทงทมิฬ” (หรือ แทงคนทมิฬ) เป็นสำนวนมีความหมายถึงการที่อาวุธหรือวิธีการร้ายแรงที่ฝ่ายใดใช้ประหัตประหารผู้อื่นนั้น สุดท้ายแล้วกลับแทงย้อนกลับไปเล่นงานเจ้าตัวเองผู้ใช้อาวุธเหล่านั้นเอง ไม่ว่าจะจากความพลาดพลั้งเอง หรือจากเงื้อมมือของอีกฝ่ายใช้อาวุธนั้นสวนกลับมา ซึ่งนอกจากฝ่ายที่เคยใช้อาวุธนั้นจะทั้งเจ็บปวดและเจ็บใจแล้ว ก็สร้างความสะใจให้อีกฝ่ายยิ่งกว่าการใช้อาวุธของตัวเอง หรืออาวุธอื่นเป็นทวี โดยเฉพาะถ้าอาวุธร้ายนั้นเคยใช้ทำร้ายตน หรือพวกพ้องมาก่อนหน้านั้นแล้วนักต่อนัก

จั่วหัวคอลัมน์ขึ้นมาแบบนี้ผู้อ่านคอการเมืองคงเดาได้ไม่ยากว่าจะเขียนถึงอะไร ถ้าจะมีเหตุการณ์ไหนที่มีใครเอาอาวุธร้ายที่เคยทิ่มแทงหรือประหัตประหารฝ่ายตัวเองกลับไปใช้ทิ่มแทงฝ่ายที่เคยใช้อาวุธนั้นเสียเอง สถานการณ์ที่ใกล้เคียงที่สุด ก็น่าจะเป็นเมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ในฐานะรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่ง มีการกระทำที่ถือเป็นการแปรญัตติหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ตัวเขา ในสถานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง จังหวัดเชียงราย เขต 7 นั้นมีส่วนไม่ว่าโดยทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสอง ทำให้ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นระยะเวลา 10 ปี

เนื่องจากคำวินิจฉัยดังกล่าวฉบับเต็มยังไม่เผยแพร่อย่างเป็นทางการ ทำให้ไม่สมควรที่จะวิเคราะห์วิพากษ์อะไรมากในเนื้อหา แต่เอาจากที่ได้ฟังการอ่านคำวินิจฉัยและสรุปจากสื่อมวลชน ก็เดาว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” น่าจะพิจารณาถึงเจตนารมณ์อย่างหนึ่งของการมีบทบัญญัติห้ามการกระทำดังกล่าวมาร่วมใช้ในการวินิจฉัยด้วย นั่นคือบทบัญญัติที่ห้ามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) (รวมถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และคณะกรรมาธิการด้วย) นั้น ไปมีส่วนไม่ว่าโดยทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย ก็เพื่อจะมุ่งขจัดสิ่งที่เรียกว่า “งบ ส.ส.” ซึ่งเป็นประเพณีทางรัฐสภาพิเศษของไทยที่ไม่ค่อยดีงามเท่าไร ที่ ส.ส.ในสมัยก่อน จะมีการตกลงวงเงินที่กำหนดตามกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่จะตกลงกันว่า ส.ส.แต่ละคนสามารถโยกงบประมาณดังกล่าวไปลงในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อเขตเลือกตั้งของตนได้ ซึ่งสมัยหนึ่งจำนวนของ “งบ ส.ส.” ในแต่ละปีนี้เคยประกาศและเปิดเผยทางสื่อมวลชนด้วยซ้ำ จะได้เข้าใจตรงกันทุกฝ่าย เพราะ “งบ ส.ส.” นี้มีให้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล

ปัญหาของ “งบ ส.ส.” นี้ จึงเป็นช่องทางให้ใครที่ได้เป็น ส.ส. แล้วก็จะมีข้อได้เปรียบในการนำเงินงบประมาณแผ่นดินไปใช้ในการ “หาเสียง” ได้โดยการผันเงินงบประมาณไปลงในพื้นที่เขตเลือกตั้งของตัวเองได้ ยิ่งถ้า ส.ส.ผู้นั้นพรรครัฐบาลที่ได้คุมกระทรวงใหญ่ ก็จะมีการโยกงบไปลงในโครงการในพื้นที่เพิ่มจากงบ ส.ส.ได้อีก ส่งผลให้ในที่สุดใครได้เป็น ส.ส.ในพื้นที่นานเท่าไรยิ่งจะสะสมบารมีและทำให้ผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่ลงแข่งในสนามนั้นยากขึ้นเท่านั้น และเป็นหนึ่งในการสร้างสมอิทธิพลจนนำไปสู่การเมืองระบบ “บ้านใหญ่” ได้ในที่สุด

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญฟังข้อเท็จจริงได้ว่า การจัดทำโครงการอบรมให้ความรู้ของสภาผู้แทนราษฎรทั้งสามโครงการที่เป็นมูลเหตุของคดีนี้ มีคุณพิเชษฐ์ริเริ่มให้ทำโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ในปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องถึงปีงบประมาณ 2569 ที่แม้ว่าการตั้งงบประมาณนี้จะไม่มีการกำหนดว่าจะไปลงในพื้นที่ไหนตั้งแต่แรกเสนอของบโครงการ แต่ในการดำเนินการจะใช้วิธีให้ประชาชนในพื้นที่แจ้งความจำนงขอให้จัดสัมมนาให้กรรมการบริหารโครงการแต่ละโครงการพิจารณาคัดเลือก ซึ่งจาก 440 คำขอให้ไปทำโครงการนั้นมีคำขอถึง 298 คำขอที่มาจากพื้นที่จังหวัดเชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 อันเป็นพื้นที่เขตเลือกตั้งของพิเชษฐ์ และในที่สุดก็มีการจัดทำโครงการตามคำขอบางส่วนในพื้นที่นั้นจริง และแม้ว่าการตัดสินใจว่าจะไปทำโครงการในพื้นที่ใดจะมาจากมติคณะกรรมการก็ตาม แต่ในเมื่อคุณพิเชษฐ์ก็นั่งเป็นที่ปรึกษาและกรรมการโครงการทั้งสามด้วยตัวเอง ก็มีลักษณะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ว่าจะมีการอนุมัติโครงการให้เขตเลือกตั้งของตนเอง แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับงบ ส.ส. แบบทางอ้อมเช่นกัน คือในที่สุด ส.ส.ก็มีส่วนในการ “ตัดสินใจ”เสนอโครงการและเลือกให้จัดโครงการในพื้นที่หาเสียงของตน

Advertisement

อันที่จริงไม่ได้เห็นแย้งในสาระสำคัญกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด และก็อย่างที่เขียนไว้ตอนต้นว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเอา “เจตนารมณ์” ของการห้ามมีสิ่งที่เรียกว่า “งบ ส.ส.” มาใช้ในการร่วมวินิจฉัยด้วย พูดง่ายคือดูว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีลักษณะอย่างเดียวกับการทำ “งบ ส.ส.” หรือไม่

ปัญหาที่อยากตั้งคำถามไป คือคำถามของ “ผู้ที่เลือกใช้” ช่องทางดังกล่าว คือ พรรคประชาชน โดยครั้งนี้ถ้าจำไม่ผิด น่าจะเป็นครั้งแรกที่ “พรรคส้ม” (ซึ่งรวมตั้งแต่สมัยเป็นพรรคก้าวไกลและพรรคอนาคตใหม่) “ชนะคดี” ในศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงใช้ช่องทางกระบวนการทางรัฐธรรมนูญ 2560 “สอย” พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามลงได้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

แต่พรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดเจตนารมณ์มาจากพรรคก้าวไกล และพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งทั้งสองพรรคถูกยุบไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และทางพรรคประชาชนเองนั้นมักแสดงจุดยืนคัดค้านการเล่นงานทางการเมืองด้วย “กลไกทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรม” ที่เรียกว่าการทำ “นิติสงคราม” ด้วย แต่เมื่อมาใช้วิธีนี้เสียเอง จะเรียกว่าหอกทมิฬแทงทมิฬก็ไม่เชิง เพราะ “พรรคเพื่อไทย” ที่โดน “หอก” เสียบตายรอบนี้ ไม่เคยใช้วิธีการแบบนี้กับ “พรรคส้ม” มาก่อน

มันเหมือนกับคนที่เคยโดนอาวุธมหาประลัยชนิดหนึ่งตัดหัวตาย และเกิดใหม่ได้ แต่พอเกิดใหม่มาได้สองรอบ ก็เริ่มไปหยิบเอาอาวุธมหาประลัยนั้นเสียบเข้าให้ที่ฝ่ายที่ตัวเองเกลียดขี้หน้า (ซึ่งก็ไม่ใช่ฝ่ายที่เคยใช้อาวุธนั้นตัดหัวตัวเองด้วยนะ) แล้วก็น่าจะรู้สึกว่า การใช้อาวุธแบบนี้เห็นผลเด็ดขาดดี

รสชาติของการได้ลองใช้อาวุธที่เคยฆ่าตัวเองไปฆ่าคนอื่นบ้าง เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจะมีใครได้สัมผัส

มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า แม้จะยังคงคัดค้านการใช้องค์กรอิสระในการทำ “นิติสงคราม” แต่เรื่องนี้เป็นการใช้ “กลไกการตรวจสอบ” ขององค์การอิสระ เพื่อจัดการกับ “การทุจริตและคอร์รัปชั่น” ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจลดราวาศอกให้ได้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งในคำอธิบายดังกล่าวก็ไม่ได้ชัดเจนว่า การดังกล่าวถือว่า “เป็น” หรือ “ไม่เป็น” นิติสงคราม แต่ก็ชัดเจนว่าการใช้กระบวนการทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อ “สิ่งที่ไม่อาจลดราวาศอกให้ได้” นั้นสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่านั่นเป็นกระบวนการอย่างเดียวกับ “นิติสงคราม” หรือไม่ แม้วิธีการนั้นจะถูกตั้งคำถามเพียงไรถึง “เจตนารมณ์อันแท้จริง” และ “ความได้สัดส่วน” รวมถึง “ความถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย” ของวิธีการนั้นก็ตาม

ปัญหาคือ ถ้าทางนี้มองว่า “วิธีคิด” แบบนี้ “ชอบธรรม” แล้ว ก็อาจจะต้อง “ใจกว้าง” พอที่จะยอมรับว่า การที่ฝ่ายอื่นเขาก็อาจจะมี “สิ่งที่ไม่อาจลดราวาศอกให้ได้” ที่อาจจะต้องเลือกเอาเครื่องมือหรือกลไกใดก็ได้มาใช้เพื่อให้บรรลุถึงการกำจัดสิ่งอันไม่อาจลดราวาศอกนั้นให้ได้เช่นกัน

ก็ไม่ต่างจากกลุ่มผู้ร้องที่ยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคก้าวไกล เพราะเขาเห็นว่าพฤติกรรมของพรรคที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น เป็นเรื่องที่พวกเขา “ลดราวาศอก” ให้ไม่ได้เช่นกัน

ถ้าเข้าใจว่ามีเรื่องที่ “ลดราวาศอก” ให้ไม่ได้ และการใช้กระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะได้สัดส่วนหรือไม่เพียงใดก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ ก็หวังว่าคดีที่ ป.ป.ช.กำลังจะไต่สวนกรณีที่อดีต ส.ส.พรรคก้าวไกล และ ส.ส.พรรคประชาชนบางส่วน อาจกระทำผิดมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคไปนั้น ซึ่งศาลฎีกาอาจพิจารณาลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิตนั้น ก็น่าจะเข้าใจในความ “ลดราวาศอกไม่ได้” ของฝ่ายดังกล่าว และหวังว่าตอนนั้นคงไม่มีการออกมาโอดครวญเรื่อง “นิติสงคราม” อีก เพราะมันออกจะ “เอาแต่ใจ” เกินไปหน่อย

อีกทั้งน่าสนใจว่า ข้อความใน “ตัวบท” ที่ถือเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ที่เป็นการกระทำที่ผลให้มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายนั้น รวมถึง “การกระทำด้วยประการใดๆ” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่ตีความได้อย่างกว้างขวางนั้น อาจถูกตีความไปได้ถึงขนาดไหน

การที่ ส.ส.ออกมาขู่จะตัดงบโครงการหรือองค์กรนั่นนี่ให้ฮือฮานั้น อาจถูกพิจารณาว่าเป็น “การกระทำด้วยประการใดๆ” ที่เป็นผลให้มีส่วนทางอ้อมในการใช้งบประมาณ เพราะอาจตีความว่าการ “ไม่ให้ใช้” ก็ถือเป็นการใช้ในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งถ้านำไปประกอบกับพฤติกรรมที่เสนอตัดงบโดยไม่ได้พิจารณาถึงความจำเป็นและประโยชน์ในการใช้งบประมาณสำหรับโครงการหรือองค์กรดังกล่าวอย่างแท้จริงตามหลักการงบประมาณ แต่เป็นเพียงการมุ่ง “หาเสียง” หรือ “เรียกคะแนนนิยม” จากประชาชนเพื่อหวังผลทางการเมืองนั้น

จะถือว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ “การกระทำด้วยประการใดๆ ที่ผลให้มีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่าย” อันมีสาระสำคัญไม่ต่างจากการใช้กระบวนการผันงบประมาณเพื่อหาเสียงแบบ งบ ส.ส. หรืออย่างที่คุณพิเชษฐ์ถูกตัดสิทธิไปหรือไม่

รวมถึงเรื่องที่เคยเห็น ส.ส.หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นบางเขตเช่นใน กทม. ทำป้ายติดรูปหราว่าตนเองมีส่วนในการผลักดันสิ่งนั้นสิ่งนี้ขึ้นมาโดยที่เรื่องนั้นไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของตน แต่เป็นหน้าที่และอำนาจของราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นด้วย ว่าเรื่องนี้อาจจะไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144 วรรคสอง แต่ก็หมิ่นเหม่สุ่มเสี่ยงกับกรณีต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตราอื่นหรือกฎหมายอื่นหรือไม่

ได้แต่หวังว่าอย่าให้มีใครอุตริทดลองบรรทัดฐานของเรื่องนี้กับพรรคของท่านเลย