เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นการแบ่งฝ่ายภายในราชสำนักมีความแจ่มชัดในระดับนี้การตัดสินใจจัดการกับความขัดแย้งจึงยกระดับความร้อนแรงถึงขั้นการลอบสังหารคู่อันเป็นปรปักษ์ในทางการเมือง
กระนั้น ภายในการจัดการกับปัญหาและความขัดแย้งก็มีรายละเอียดบางประการน่าสนใจ
ไม่เพียงแต่ในเรื่องของ “เวลา” หากเป็นในเรื่องของ “กระบวนการ”
สำนวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) อันถือกันว่าเป็นรากฐานและได้รับการยึดถือมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ให้รายละเอียดอย่างหนึ่ง สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย อันเป็นงานยุคหลังให้รายละเอียดอีกอย่างหนึ่ง
แม้จะเสมอเป็นเพียง “เวลา” ที่ไม่ตรงกัน แม้จะเสมอเป็นเพียง “กระบวนการ” ที่แตกต่างกันแต่ก็มีความสำคัญ
เพราะเป็นเรื่องของ “หลักฐาน” เป็นเรื่องของ “สมุหฐาน”
สํานวนแปล เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า ครั้นอยู่มา ณ เดือนแปด โฮจิ๋นซึ่งแต่งทหารซึ่งสนิทไปลอบฆ่านางตังไทฮอ ณ ตำหนักกลางสระ เจ้าพนักงานแลขุนนางทั้งปวงไปส่งสักการศพนางตังไทฮอ
แต่โฮจิ๋นนั้นทำเฉยเสียมิได้ไป
สำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า ณ เดือนหก โฮจิ๋นใช้คนไปลอบวางยาพิษฆ่าพระนางตังไทฮอที่บ้านพักในเหอเจียน
แล้วให้เชิญพระศพกลับเข้าพระนคร บรรจุศพไว้ที่สุสานหลวงเหวินหลิง
โฮจิ๋นอ้างว่าป่วย ไม่ไปร่วมพิธีศพด้วย
ความน่าสนใจมิได้อยู่ตรงกาละอันแตกต่างระหว่าง “เดือนแปด” ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กับ “เดือนหก” ของ วรรณไว พัธโนทัย
หากแต่อยู่ที่สำนวนแรกระบุเพียง “ส่งคนไปลอบฆ่า”
ขณะที่สำนวนหลังยืนยันรายละเอียดถึงขั้น “ใช้คนไปลอบวางยาพิษที่บ้านพักในเหอเจียน”
แต่ที่สอดรับกันก็คือ โฮจิ๋นไม่ไปร่วมในพิธีศพ
มีความจำเป็นต้องหยิบยุทธนิยาย “สามก๊ก” สำนวนแปล พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ของสำนักพิมพ์เกลอเรียน ที่มี บรรเทิง นราภิรมย์ เป็นบรรณาธิการ และตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมีนาคม 2556
มาตรวจสอบ
เดือนหก เหอจิ้นแอบส่งคนไปวางยาพิษ ตังไทฮอ พระศพถูกนำไปฝังที่สุสานเหวินหลิง
เหอจิ้นไม่มาร่วมงานศพอ้างว่าป่วย
เป็นอันว่า มองในด้าน “เวลา” สำนวน วรรณไว พัธโนทัย สอดรับกับสำนวน พญ.กัลยา
สุพันธุ์วณิช
ในสาเหตุแห่งการตายก็เช่นเดียวกัน
เป็นอันว่าแผนกำจัด “ปรปักษ์” ทางการเมืองด้านของโฮเฮาอยู่ในฐานะรุก อยู่ในฐานะนำ
แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นอยู่ที่บทบาทของอ้วนเสี้ยว บทบาทของหยวนเส้า
สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย บรรยายว่า อ้วนเสี้ยวที่ปรึกษาราชการฝ่ายทหารเข้าพบโฮจิ๋นแจ้งว่า
“เตียวเหยียง ต๋วนกุย ขันทีกับพวกเผยแพร่ข่าวไปภายนอกว่า
ท่านเป็นคนวางยาพิษฆ่าพระนางตังไทฮอและกำลังคิดการใหญ่จะเอาราชสมบัติ หากท่านไม่รีบฆ่าขันทีเสียภายหน้าไปเห็นทีจะมีอันตรายเป็นมั่นคง
สมัยก่อน เตาบูเคยคิดฆ่าขันทีฝ่ายในแต่ทำการมิรอบคอบจึงต้องแพ้ภัยตัว
สมัยนี้ท่านกับน้องมีอำนาจสิทธิขาด ขุนนางทั้งปวงก็อยู่ในเงื้อมมือ ทหารล้วน แกล้วกล้าสามารถมาก หากจะคิดทำการแล้วชัยชนะย่อมไม่ไปไหนเสีย
เวลานี้ฟ้าเป็นใจให้ท่านแล้ว ขอจงอย่าได้พลาดโอกาสเลย”
โฮจิ๋นว่า “ขอทุเลาให้ข้าพเจ้าได้ปรึกษากันดูก่อน”
สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ถอดคำพูดของอ้วนเสี้ยวซึ่งมาเยือนผ่านข้อเสนอว่า
“ท่านจะนอนใจอยู่มิคิดฆ่าขันทีสิบคนเสียภายหน้าไปเห็นจะเป็นอันตรายเป็นมั่นคง ครั้งนี้ท่านกับโฮเบี้ยวผู้น้องก็เป็นผู้สำเร็จราชการสิทธิขาด ขุนนางทั้งปวงก็อยู่ในมือท่านสิ้น ถ้าท่านคิดประการใดเห็นจะสมปรารถนาอุปมาเหมือนพลิกแผ่นดินกลับ ขอให้เร่งคิดฆ่าขันทีสิบคนเสียให้ได้”
โฮจิ๋นจึงว่า “ท่านว่าทั้งนี้ก็ชอบอยู่แล้ว แต่เราขอทุเลาขอตรึกตรองดูสักเวลาหนึ่งก่อน”
คำว่า “เวลาหนึ่ง” ของโฮจิ๋นครานี้ “อันตราย” อย่างยิ่ง
แลคนใช้โฮจิ๋นได้ยินอ้วนเสี้ยวว่าดังนั้นคิดเอาใจออกหากโฮจิ๋นจึงเอาเนื้อความลอบไปบอกเตียวเหยียง
เตียวเหยียงรู้เนื้อความดังนั้นจึงคิดกับขันที 10 คน
แล้วจัดหาเงินทองของตระการไปให้โฮเบี้ยวแล้วบอกว่า “โฮจิ๋นนั้นทำการหยาบช้า ฆ่าฟันผู้คนเสียตามอำเภอใจ เห็นจะเสียขนบแผ่นดินไป
อนึ่ง ข้าพเจ้าสิบคนนี้หามีความผิดสิ่งใดไม่ โฮจิ๋นได้ฟังคำยุยงจะฆ่าข้าพเจ้าทั้งสิบคนเสีย ขอท่านได้เอาเนื้อความทั้งนี้ไปทูลนางโฮเฮาให้แจ้ง ข้าพเจ้าทั้งปวงจึงจะรอดชีวิต”
โฮเบี้ยวรับคำเตียวเหยียงแล้วเข้าไปทูลนางโฮเฮาตามคำเตียวเหยียง
ฝ่ายนางโฮเฮาได้ยินดังนั้นมิได้พิจารณาก็เชื่อ พอโฮจิ๋นเข้าไปหานางโฮเฮาแล้วบอกเนื้อความว่า “ขันทีสิบคนนี้เอาไว้สืบไปจะมีอันตราย เราจะคิดฆ่าเสียให้สิ้น”
นางโฮเฮาตอบว่า “ขันทีสิบคนได้ทำราชการมาแต่ครั้งพระเจ้าเลนเต้ จะได้มีความผิดสิ่งใดหามิได้ จะมาฆ่าเขาเสียนั้นไม่ควร ซึ่งว่าจะช่วยทำนุบำรุงการแผ่นดินนั้นเห็นไม่สมเหมือนหนึ่งจะแกล้งให้บ้านเมืองเป็นจลาจล”
โฮจิ๋นมิได้ตอบประการใดก็กลับมาบ้าน
สํานวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า ขณะนั้นบ่าวคนสนิทของโฮจิ๋นลอบนำความลับไปรายงานให้เตียวเหยียงทราบ เตียวเหยียงกับพวกรีบไปบอกกล่าวแก่โฮเบี้ยวกับเอาสินบนไปให้ด้วยเป็นอันมาก
โฮเบี้ยวจึงเข้าทูลพระนางโฮเฮาว่า
“ท่านโฮจิ๋นแม่ทัพใหญ่ตั้งหน้าค้ำจุนบัลลังก์ใหม่จนไร้ซึ่งเมตตาธรรม เอาแต่ฆ่าคน ตอนนี้กำลังดำริจะฆ่าขันทีทั้งสิบให้สิ้น ทำอย่างนี้ผิดศีลธรรมยิ่งนัก”
พระนางโฮเฮาทรงรับฟังด้วยดี
ไม่ช้าโฮจิ๋นเข้ามาในวังเตรียมการจะฆ่าขันที พระนางโฮเฮาจึงตรัสว่า “ขันทีเหล่านี้ได้รับราชการมาแต่รัชกาลพระเจ้าเลนเต้แล้ว ซึ่งมีฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ในใต้ฟ้าแล้ว เจ้าก็จะฆ่าขุนนางเก่าเสียนั้นย่อมไม่เป็นการเคารพต่อราชบัลลังก์เลย”
โฮจิ๋นเป็นคนไม่เด็ดขาดอยู่แล้ว เมื่อได้ยินรับสั่งของพระนางโฮเฮาดังนั้นก็ได้แต่พยักหน้า
แล้วเดินออกไป
เบื้องหน้าพระนางโฮเฮาอากัปกิริยาของโฮจิ๋นน่าสนใจอย่างยิ่ง สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) บรรยายสิ่งที่โฮจิ๋นกระทำหลังถูกต่อว่าจากพระนางโฮเฮาว่า
“โฮจิ๋นมิได้ตอบประการใดก็กลับมาบ้าน”
ขณะที่สำนวน วรรณไว พัธโนทัย ระบุว่า
“โฮจิ๋นเป็นคนไม่เด็ดขาดอยู่แล้ว เมื่อได้ยินรับสั่งของพระนางโฮเฮาดังนั้นก็ได้แต่พยักหน้าแล้วเดินออกไป”
ซึ่งใกล้เคียงอย่างยิ่งกับสำนวน พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช “เหอจิ้นเป็นคนตัดสินใจไม่เด็ดขาดๆ ฟังไทเฮาว่าเช่นนั้นก็ไม่ว่าอะไร”
ตัวตนของโฮจิ๋นนั้นเองที่กลายเป็น “ปัจจัย” กลายเป็น “ตัวแปร”

