หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : เตาปฏิกรณ์… บนดวงจันทร์

11.08.25 | 09:13 น.
เตาปฏิกรณ์...บนดวงจันทร์
pixabay

กล่าวกันว่า คนอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีอเมริกันคนปัจจุบัน ถ้าไม่แปลก ไม่พิลึกกึกกือ ไม่เหมือนชาวบ้านแล้วละก็ ไม่หาทำ

เรื่องแหวกแนวล่าสุด ที่ทรัมป์สั่งให้คนของตนทำ ก็คือ ให้เร่งแผนการนำ เตาปฏิกรณ์ปรมาณู สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าขึ้นไปติดตั้งไว้บนดวงจันทร์ เพื่อทำหน้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับฐานที่ตั้งที่จะเป็นที่อยู่ของมนุษย์บนดาวบริวารของโลกดวงนี้ กำหนดให้แล้วเสร็จภายในปี 2030 คืออีก 5 ปีข้างหน้านี้เท่านั้นเอง

เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ว่านี้ เดิมอยู่ในแผนว่าด้วยการหวนกลับคืนสู่ดวงจันทร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (นาซา) อยู่ก่อนแล้ว แต่ตามแผนเดิมที่ว่านี้ สหรัฐอเมริกาจะส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปบนดวงจันทร์ก่อน แล้วเรื่องเตาปฏิกรณ์จึงจะตามมาทีหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในการสำรวจอวกาศให้เหนือกว่าจีนหรือรัสเซีย นั่นเอง

ฌอว์น ดัฟฟี รัฐมนตรีคมนาคม ที่ทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการองค์การนาซา แถลงเมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมานี้ว่า “มีพื้นที่ส่วนหนึ่งบนดวงจันทร์ที่ทุกคนรู้กันว่า ดีที่สุด มีน้ำแข็งที่นั่น มีแสงแดดที่นั่น เราต้องการไปอยู่ที่นั่นก่อนเป็นเจ้าแรก และอ้างสิทธิเป็นพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา”

ผู้รู้อธิบายความเพิ่มเติมว่า บรรดายานสำรวจ ไม่ว่าจะเป็นยานที่โคจรอยู่รอบโลกหรือไปจอดประจำการบนดวงจันทร์ โดยทั่วไปแล้วใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่ผลิตโดยแผงโซลาร์เซลล์ แต่ถ้าส่งคนไปปักหลักอยู่บนดวงจันทร์ในระยะยาว พลังงานแสงแดดอย่างเดียวที่ว่านั้นไม่เพียงพอ เหตุเพราะว่าพระอาทิตย์ตกบนดวงจันทร์แต่ละที กินเวลานานถึง 2 สัปดาห์ ไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ไม่เพียงพอแน่ๆ นั่นคือเหตุที่นาซาต้องใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ขนาดที่อย่างน้อยต้องผลิตไฟฟ้าได้ราว 100 กิโลวัตต์ (ที่สามารถจ่ายไฟฟ้าให้กับบ้านบนพื้นโลกได้ราว 70-80 หลังคาเรือน)

Advertisement

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาซาบอกว่า เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ ก็ใช้หลักการทำงานแบบเดียวกันกับเตาปฏิกรณ์บนโลก คือใช้ ยูเรเนียม เป็นเชื้อเพลิง ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งจะก่อให้เกิดความร้อน แล้วนำความร้อนที่ได้ไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าทำนองเดียวกับที่เตาปฏิกรณ์ที่สหรัฐอเมริกาใช้อยู่ 94 เตาในเวลานี้

ข้อแตกต่างก็คือ บนดวงจันทร์ไม่มีน้ำและชั้นบรรยากาศเหมือนที่โลกมี เตาปฏิกรณ์บนโลกจึงใช้น้ำ หล่อเลี้ยงระบายความร้อนส่วนเกินได้ส่วนเตาบนดวงจันทร์ต้องปล่อยให้ความร้อนส่วนเกินที่เกิดขึ้นแผ่กระจายออกสู่ห้วงอวกาศโดยตรง ซึ่งหมายความว่า เตาปฏิกรณ์ที่ว่านี้ต้องมีแผงช่วยกระจายความร้อนขนาดใหญ่เพื่อการนี้ แถมยังต้องออกแบบให้เตาปฏิกรณ์สามารถทำงานได้ในขณะที่มีอุณหภูมิสูงกว่าบนโลกอีกด้วย

เตาปฏิกรณ์บนดวงจันทร์ที่ว่านี้ อาจเกิดรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีได้หรือไม่ คำตอบก็คือ ได้ ถ้าหากเกิด “แผ่นดินไหว” บนดวงจันทร์ หรือเกิดมีอุกกาบาตตกใส่ แต่โอกาสที่จะเกิดเหตุแบบนี้มีน้อยยิ่งกว่าน้อย ในความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ แถมบนดวงจันทร์ไม่มีทั้งลม ไม่มีฝน ที่จะนำพากัมมันตภาพรังสีไปทั่วเหมือนบนโลก

ความเสี่ยงของเตาปฏิกรณ์บนดวงจันทร์จึงไม่ใช่เรื่องรั่วไหล แต่ปัญหาใหญ่ที่สุด คือคำถามว่า จะนำเอาเตาปฏิกรณ์ขึ้นไปไว้ได้อย่างไรให้ปลอดภัย แล้วจะทำอย่างไรกับมันต่อในกรณีที่หมดอายุการใช้งานแล้ว หรือหลังจาก 80 ปี ซึ่งเป็นอายุการใช้งานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั่วไปบนพื้นโลก เพราะอาจก่ออันตรายต่อคนบนโลกได้

ศาสตราจารย์แคธรีน ฮัฟฟ์ จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ อธิบายว่า การส่งเตาปฏิกรณ์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ หรือในกรณีที่ต้องการนำเตาปฏิกรณ์ที่หมดอายุกลับมาสู่โลก ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยกับกรณีที่เกิดขึ้นกับดาวเทียมคอสมอส 954 ของรัสเซีย

คอสมอส 954 เป็นดาวเทียมที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ เกิดขัดข้องขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 1987 จึงร่วงกลับสู่โลก แล้วระเบิดเหนือท้องฟ้าแคนาดา ส่งเศษซากปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีกระจายไปทั่วประเทศ

กระนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์ก็ย้ำว่า หากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ตอนส่งเตาปฏิกรณ์ขึ้นไปสู่อวกาศ ปริมาณรังสีที่สาธารณะทั่วไปจะได้รับก็จะน้อยมาก ในกรณีที่ใช้ยูเรเนียม เป็นเชื้อเพลิง และโดยทั่วไปแล้ว เตาปฏิกรณ์จะไม่เปิดการใช้งาน จนกว่าจะถูกส่งขึ้นไปถึงความสูงที่เป็นระดับ “ปลอดภัยทางนิวเคลียร์” หรือราว 621 ไมล์เหนือพื้นโลกแล้วเท่านั้น

ปัญหาจริงๆ ของทรัมป์ จึงน่าจะอยู่ที่เงินกับเวลาเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เฉพาะตัวเตาปฏิกรณ์ที่เหมาะสมจะใช้งานบนดวงจันทร์ ต้องใช้งบประมาณไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ ในขณะที่การเตรียมการทั้งโครงการก็ต้องใช้เวลานานหลายปี จนไม่น่าจะทันในปี 2030 เท่านั้นเอง