หน้าแรก คอลัมนิสต์ โลกไม่ได้หายไ...

โลกไม่ได้หายไปเพราะหลับตา : โดย กล้า สมุทวณิช

19.04.17 | 14:30 น.

มีการ์ตูนภาพหนึ่งซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงเคยเห็นหรือนึกออก ที่เป็นภาพของคนสองคนโต้เถียงกันอยู่โดยมีตัวเลขปริศนาอยู่บนพื้นตรงกลาง ฝ่ายหนึ่งยืนยันว่าตัวเลขที่ปรากฏต่อหน้าเขาเป็นเลข 6 ในขณะที่คนอีกฝั่งหนึ่งคัดค้านว่า ในมุมมองทางด้านเขา ตัวเลขดังกล่าวนั้นเป็นเลข 9 ต่างหาก

ภาพการ์ตูนที่มีข้อความสรุปให้ว่า “แม้ว่าคุณเป็นฝ่ายถูก ก็ไม่ได้แปลว่าอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะผิด” ช่างเป็นคำตอบที่ “ดูฉลาด” และลงตัวอย่างยิ่งที่จะเกี้ยเซี้ยให้ประเด็นต่างๆ ที่ถกเถียงกันนั้นจบลงง่ายๆ แบบ “เสมอกัน” ไม่มีใครถูกใครผิด เป็นเรื่องของข้อเท็จ(หรือ)จริงที่แปรไปได้ ขึ้นกับมุมมองของแต่ละฝ่ายละฝั่งเท่านั้นเอง

ในสังคมที่ไม่ชอบการหักหาญกันให้ชัดเจนขาดรอนกันเชิงความคิด ก็ไม่แปลกที่ภาพการ์ตูนและวาทกรรมว่าด้วยผิดถูกเป็นเรื่องของมุมมองนี้จะเป็นที่นิยมกันมาก ถูกส่งต่อกันไปมาจนหาต้นทางแทบไม่พบ เอาไว้ส่งไปปิดประเด็นการโต้เถียงได้แบบครอบจักรวาล

กระทั่งมีคนอดรนทนไม่ไหว ต้องเอาภาพการ์ตูนดังกล่าวมาชำแหละข้อบกพร่องในเชิงเหตุผลของมัน แล้วพยายามเผยแพร่กลับไปใหม่ในลักษณะของการต่อสู้ทางความคิด ซึ่งอธิบายได้ว่า ข้อสรุปแบบประนีประนอมที่ว่าความจริงและความถูกต้องนั้นเป็นเรื่องของมุมมองนั้นมันผิดเพี้ยน เพราะว่าในการถกเถียงนี้จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ “ผิด” แน่ๆ เนื่องจากโดยข้อเท็จจริงจะต้องมีใครสักคนได้เขียนเลข 6 หรือ 9 ไว้ด้วยจุดประสงค์ใดจุดประสงค์หนึ่ง

เพียงแต่การที่เราจะรู้ว่ามันเป็นเลข 6 หรือเลข 9 ได้นั้นเราจะต้องแสวงหาความจริง ด้วยการสำรวจว่ามีตัวเลขใดในบริเวณเดียวกันหรือไม่ที่พอจะบอกทิศทางได้ว่าตัวเลขดังกล่าวนั้นหันหัวหรือตั้งท้ายไว้ทางทิศใด หรือมีสิ่งอื่นใดที่ตัวเลขดังกล่าวจะสัมพันธ์อยู่ด้วยหรือไม่ เช่น ช่องทางการเดินรถบนถนนที่อาจจะบอกว่าตัวเลขดังกล่าวต้องมองจากทิศทางใด หรืออาคารที่อาจจะเกี่ยวข้องกับหมายเลขนั้น

Advertisement

ผู้โต้แย้งสรุปว่า ผู้คนเชื่อไปเองว่า “ความคิดเห็น” ของเขาในเรื่องที่ตัวเองก็ไม่ได้เข้าใจถ่องแท้นั้นไปอนุมานเป็นตุเป็นตะว่าความคิดเห็นนั้นคือ “ข้อเท็จจริง” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้โลกแห่งเหตุผลพังพินาศ ด้วยว่าไม่มีใครอยากแสวงหาข้อเท็จจริง นอกจากต้องการจะเป็นฝ่ายถูก

เรื่องของเลข 6 และเลข 9 นี้เป็นการอธิบายปัญหาของความขัดแย้งระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น หรือข้อเท็จจริงต่อทัศนคติและมุมมอง รวมถึงเรื่องความรู้สึกต่อเหตุผลได้เป็นอย่างดี

เพราะปัจจุบันเราจะพบว่า วิธีคิดในแนวที่ว่าปัญหาต่างๆ จะหมดหรือลดไปได้ถ้าเปลี่ยนมุมมองนั้นกำลังได้รับความนิยมขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ สะท้อนผ่านการ “ขายดิบขายดี” ของหนังสือในแนวจิตวิทยาการแก้ปัญหาชีวิตด้วยการพลิกปรับทัศนคติหรือ “คิดบวก” และการเจริญเติบโตของอาชีพใหม่ที่เรียกว่าการ “โค้ชชิ่ง” หรือการเป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาชีวิตด้วยวิธีการปรับทัศนคติเช่นว่านั้น

ข้อคิดคำสอนแนวนี้มีแกนหลักอยู่ที่ว่า สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานั้นจะส่งผลอย่างไรนั้น ขึ้นกับว่าเรามองมันอย่างไร ในข้อเท็จจริงหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น หากเรามองมันในแง่บวก “หรือคิดบวก” มันก็จะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเรา “คิดลบ” กับมัน มันก็เป็นเรื่องร้าย

เช่นว่ามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง มีอันหกหายไปเสียหนึ่งในสอง คนคิดบวกก็จะมองว่า “ดีจัง ยังมีน้ำอยู่อีกตั้งครึ่งแก้ว” ส่วนคนคิดลบก็จะคิดว่า “แย่จัง น้ำเหลือแค่ครึ่งแก้ว” ซึ่งคนที่คิดอย่างแรกก็น่าจะมีความสุขมากกว่า กับข้อเท็จจริงเดียวกันว่ามีน้ำอยู่หนึ่งในสองของน้ำที่เคยมีอยู่ในแก้วนั้น

การปรับมุมมองความคิดนี้ก็จะไปเสริมกับทฤษฎีที่เชื่อว่า เราคาดหวังให้สิ่งใดเกิดกับเรา สิ่งนั้นจะเกิดกับเราจริงๆ อย่างที่เรียกว่าทฤษฎีแรงดึงดูด เช่น หากเราคิดว่าเราคือเศรษฐี เราเป็นคนร่ำรวย เราประสบความสำเร็จ เรามีความสุข ในไม่ช้าความร่ำรวย ความสำเร็จ และความสุขที่ว่านั้นก็จะถูกดึงดูดมาหาเราเอง ด้วยกฎแห่งแรงดึงดูดที่เป็นเหมือนความลับของธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ก็มีผู้ทักท้วงว่า ความคิดแบบ “คิดบวก” หรือการปรับมุมมอง ปรับทัศนคตินี้ มันสุ่มเสี่ยงที่จะก้าวเลยไปสู่การ “หลอกตัวเอง” หรือละเว้นการมองปัญหานั้นอย่างที่เป็นจริงหรือไม่

เพราะถ้า “คิดบวก” แบบสุดโต่ง ประเภทที่ว่าบ้านถูกพายุพัดหลังคาเปิดเป็นรูก็คิดบวกว่า ดีนะ จะได้มีช่องมองเห็นท้องฟ้าหรือดวงดาวดวงจันทร์ยามค่ำคืน แล้วก็ไม่คิดว่าการที่บ้านหลังคาเป็นรูนั้นมีปัญหา หรือถูกไล่ออกจากงานก็คิดบวกว่า นี่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ไปใช้ชีวิตอิสระ ลาออกก่อนรวยเร็วกว่าอย่างในหนังสือเขาว่า คนที่คิดบวกแบบสุดโต่งเช่นนี้น่าจะมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ๆ

หรือถ้าเอาความคิดบวกหรือมองแต่ในแง่มุมดีๆ มาใช้กับเรื่องที่เป็นปัญหาสังคมนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการแสร้งไม่มองให้เห็นปัญหา เช่น ปัญหาเรื่องความบกพร่องในการบังคับใช้กฎหมายและสภาพการขาดวินัยในสังคม ก็เลือกที่จะมองแต่ในมุมที่ว่า สังคมไทยนี้ดี มีความอะลุ้มอล่วยผ่อนหนักผ่อนเบาให้กัน กฎหมายหรือระเบียบนั้นไม่สำคัญเท่าน้ำใจ หาบเร่แผงลอยริมทางนั้นก็ดี ทำให้เรามีอาหารข้างทางรสเลิศหรือแหล่งช้อปปิ้งใกล้ตัวอย่างที่หาไม่ได้ในประเทศไหน โดยละเลยปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะ ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร ตลอดจนเรื่องของการทุจริตและกลุ่มอิทธิพลนอกกฎหมายซึ่งซ่อนซุกอยู่เบื้องหลังหาบเร่แผงลอยเหล่านั้น การคิดบวกที่ละเลยข้อเท็จจริงที่ปัญหานั้นอยู่ ก็เหมือนกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีการหลับตาลงแล้วคิดว่าโลกที่วุ่นวายจะหายวับไป

เช่นนี้แล้วการคิดบวกก็ไม่แตกต่างอะไรจากการหลอกตัวเอง หรือการละเลยปัญหาด้วยความพยายามมองมันว่าไม่เป็นปัญหา

จุดตัดระหว่างการ “คิดบวก” กับการ “หลอกตัวเอง” นี้ กูรูด้านคิดบวกที่รู้จักกันท่านหนึ่งเคยอธิบายไว้ว่า การคิดบวกหรือการปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อการแก้ไขปัญหาสามารถทำได้จริง เพียงแต่ว่าจะต้องมีการยอมรับในข้อเท็จจริงบางอย่างว่ามันเกิดขึ้นจริงเสียก่อน และแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยข้อเท็จจริงนั้นให้เต็มที่แล้ว หากพบว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้ว เราจึงค่อยมา “คิดบวก” กันว่า เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้ และมีอะไรที่เป็นสิ่งดีที่เหลืออยู่ในเรื่องนั้น และเราจะรู้สึกดีได้จากเรื่องนี้อย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราติดอยู่บนท้องถนนที่การจราจรติดขัด หากเรานั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนตัว ก็ให้คิดบวกว่า ดีที่อยู่ในรถยนต์ที่มีแอร์เย็นสบาย มีเพลงฟัง มีหลังคาคุ้มแดดฝน หรือถ้าไม่อย่างนั้น อยู่บนรถประจำทางก็ให้คิดว่ายังดีที่ได้ขึ้นรถแล้ว ไม่ต้องรออย่างไร้จุดหมายอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ในที่สุดในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา มันจะมีแง่มุมที่ดีและร้ายซ่อนอยู่ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะรู้สึกกับมันอย่างไร

การมองหาแง่ดีในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วโดยไม่อาจแก้ไขได้ก็ไปสอดคล้องกับเรื่องของ “กฎแรงดึงดูด” ที่แท้จริงแล้วอธิบายได้ง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของการตั้งจุดมองหรือโฟกัสของเรา ซึ่งเป็นหลักจิตวิทยาธรรมดา

กูรูท่านนั้นอธิบายว่า เหมือนกับที่เวลาเรากำลังอยากได้ของสิ่งใด เราจะเห็นแต่ของสิ่งนั้นเต็มไปหมด ทั้งๆ ที่มันก็มีอยู่ตามปกติไม่ได้มากขึ้นหรือน้อยลงแต่อย่างใด ลองสังเกตว่า หากเราอยากได้รถยนต์หรือโทรศัพท์ขึ้นมาสักรุ่นหนึ่ง ในช่วงที่เรากำลังอยากได้นั้น มองไปบนท้องถนนก็จะเห็นแต่รถยนต์รุ่นที่เรากำลังสนใจ หรือมองไปในมือใครก็จะเห็นแต่โทรศัพท์รุ่นที่เราปรารถนา ทั้งๆ ที่เขาก็ถือโทรศัพท์ หรือก็ขับรถรุ่นนั้นยี่ห้อนั้นอยู่เป็นปกติ

ดังนั้น กฎแห่งแรงดึงดูดนั้น แท้จริงแล้วก็คือการตั้งมุมมองหรือโฟกัสไปแต่ในเรื่องดีๆ ที่มีความสุข แล้วเราก็จะได้เลือกที่จะมองเห็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตและจะเป็นสุขกับมัน ท่ามกลางเรื่องมากมายทั้งดีและไม่ดีที่ต้องพบเจอในชีวิตแต่ละวัน การมองด้วยกฎของแรงดึงดูดนี้คือการเลือกที่จะมีความสุขกับสิ่งที่เป็นและได้รับ โดยละวางไม่เป็นทุกข์กับสิ่งที่ไม่อาจแก้ไขได้แล้วลงไป

อันที่จริงแนวความคิดที่ว่า สิ่งใดจะเป็นอย่างไรนั้นก็ด้วยเป็นเพราะทัศนคตินี้นั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับแนวคิดแบบพุทธศาสนาก็ได้ว่า สรรพสิ่งต่างๆ นั้นมันเป็นของมันอยู่เช่นนั้นเอง จิตของเราต่างหากที่ไปปรุงแต่งมันให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ดังเช่นปริศนาธรรมว่าด้วยไม้สั้นหรือไม้ยาวของหลวงพ่อชาสุภัทโท ที่ท่านสอนว่า มีไม้อยู่ท่อนหนึ่ง ไม้นี้จะเป็นไม้ยาวสำหรับคนที่อยากได้ไม้สั้น และพลันจะเป็นไม้สั้นของคนที่อยากได้ไม้ยาว เช่นนี้แล้ว ตัณหาของคนต่างหากที่กำหนดว่าไม้นั้นสั้นหรือยาว

หากที่แท้แล้วการ “คิดบวก” เป็นไปตามแนวทางของกูรูท่านนี้แนะนำไว้ก็คงจะไม่เป็นปัญหา เพราะถ้าเรายังยอมรับว่ามันยังมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ยังดำรงอยู่ไม่ว่าเราจะเลือกมองมันอย่างไร ข้อเท็จจริงที่เป็นปัญหานั้นไม่ได้หายวับไปเพียงเพราะว่าเราเปลี่ยนมุมมองแล้วปัญหานั้นก็ถูกแก้ไปได้แบบอัตโนมัติ เพียงแต่เราเลือกที่จะ “รู้สึก” และได้บทเรียนจากปัญหานั้นอย่างไรมากกว่า

เช่น ถ้าเรายอมรับในข้อเท็จจริงว่า ตัวเลขบนพื้นนั้นมีข้อเท็จจริงว่าจะต้องเป็นเลข 6 หรือเลข 9 สักทางใดทางหนึ่ง ข้อเท็จจริงที่อยู่เบื้องหลังที่จะสรุปว่าตัวเลขนั้นจะเป็นเลขอะไรแน่คือหน้าที่ที่เราต้องค้นหา ไม่ใช่เรื่องของมุมมองหรือทัศนคติกำกวมว่าเลขนี้เป็น 6 ก็ได้ 9 ก็ได้

และถ้าเรายอมรับว่ามีข้อเท็จจริงบางอย่างที่เป็นปัญหาเกิดขึ้น และเราต้องหาทางแก้ไขปัญหานั้นให้สุดกำลัง ด้วยการมองว่ายังมีอะไรที่สามารถแก้ไขอยู่ได้บ้าง หากไม่สามารถแก้ไขได้แล้วจึงค่อยจัดการกับทัศนคติของเราเพื่อหาสิ่งดีที่ยังเหลืออยู่ หรือบทเรียนที่ได้รับจากปัญหานั้น

เมื่อเรายอมรับว่าสังคมเรายังมีปัญหาต้องแก้ไข และปัญหานั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สามารถยุติหรือหายไปได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติหรือแสร้งทำเป็นไม่มอง

เพราะโลกไม่ได้หายไปเพียงเพราะเราหลับตารูบนหลังคาบ้านก็ยังสร้างปัญหาแม้ว่าเราจะไม่มองมัน
* ชื่อเรื่องของคอลัมน์ในตอนนี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเล่มใหม่ของจารี จันทรภา

กล้า สมุทวณิช