หน้าแรก คอลัมนิสต์ สิงคโปร์ 60 ป...

สิงคโปร์ 60 ปีหลังจากถูกไล่ออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2508

13.08.25 | 12:32 น.

สิงคโปร์ 60 ปีหลังจากถูกไล่ออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2508

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาะสิงคโปร์ได้กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษอีกครั้ง หลังจากที่สิงคโปร์ถูกยึดครองโดยญี่ปุ่นในช่วงสงคราม และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การปกครองตนเอง โดยมี นายลี กวนยู และพรรคกิจประชาชน (People’s Action Party-PAP) เป็นรัฐบาล ซึ่งพรรคกิจประชาชนและนายลี กวนยูเห็นว่าการรวมตัวกับสหพันธรัฐมาลายาจะช่วยให้สิงคโปร์มีตลาดขนาดใหญ่ขึ้น ป้องกันภัยจากคอมมิวนิสต์ และลดการพึ่งพาอังกฤษได้ดีกว่า ดังนั้น ในปี พ.ศ.2506 สิงคโปร์จึงได้เข้ารวมกับสหพันธรัฐมาลายา พร้อมทั้งซาบาห์และซาราวักในเกาะบอร์เนียว ในฐานะรัฐหนึ่งใน 14 รัฐของประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย

แต่การแต่งงานทางการเมืองครั้งนั้นอยู่ได้เพียง 23 เดือนก็ล่มลง เพราะความไม่ลงรอยด้านเชื้อชาติและเศรษฐกิจ ชาวมลายามองว่ารัฐบาลพรรคกิจประชาชนของลี กวนยู ที่ครองอำนาจในสิงคโปร์นั้นซึ่งพลเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวจีนโพ้นทะเลและชาวอินเดีย โดยมีชาวมาเลย์เป็นคนส่วนน้อยได้ผลักดันนโยบาย “มาเลเซียของชาวมาเลย์ทุกคน” คือให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิทางกฎหมายเท่าเทียมกันซึ่งไปขัดกับการเมืองแบบอภิสิทธิ์ชนเชื้อสายมลายูคือ “นโยบายภูมิบุตร” ที่ต้องการสงวนสิทธิพิเศษให้ชาวมาเลย์ ลุกลามเป็นความรุนแรงทางเชื้อชาติ เหตุการณ์จลาจลใน พ.ศ.2507 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบคน และสร้างรอยร้าวถาวรระหว่างผู้นำของสหพันธรัฐมาเลเซียและผู้นำของสิงคโปร์ สุดท้ายในวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2508 รัฐสภามาเลเซียลงมติขับสิงคโปร์ออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียอย่างเด็ดขาด แบบไม่มีเงื่อนไข นายลี กวนยู ถึงกับหลั่งน้ำตาในขณะที่ออกแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนและถ่ายทอดทางโทรทัศน์ โดยกล่าวถึงการถูกขับออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียของสิงคโปร์ในตำนานว่า “It is a moment of anguish” – เป็นช่วงเวลาแห่งความปวดร้าว

ประเทศสิงคโปร์เป็นเพียงประเทศเกาะขนาดเล็กจิ๋วมีเนื้อที่เพียง 734 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่ากรุงเทพมหานครกว่าเท่าตัวทั้งๆ ที่กรุงเทพมหานครก็หนึ่งในจังหวัดที่เล็กที่สุดของประเทศไทยโดยมีพื้นที่ใหญ่กว่า เพียง 4 จังหวัดของไทยเท่านั้น เมื่อเริ่มต้น พ.ศ.2508 สิงคโปร์แทบไม่มีอะไรเลย ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีน้ำจืดเพียงพอต้องซื้อน้ำจากมาเลเซีย ไม่มีตลาดในประเทศใหญ่พอจะพยุงอุตสาหกรรม

ลี กวนยู ไม่เคยปิดบังว่าตนไม่ใช่นักประชาธิปไตย เขามองว่าประชาธิปไตยตะวันตกที่โหวตกันทุกเรื่องจะทำให้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ตายก่อนจะได้โต เพราะไม่มีเวลาให้การเมืองตีกัน เขาสร้างระบบพรรคเดียวครองอำนาจ ภายใต้กฎหมายควบคุมสื่อมวลชนเข้มงวด การชุมนุมทางการเมืองต้องขออนุญาต แม้กระทั่งการวิจารณ์รัฐบาลก็เสี่ยงถูกฟ้องจนหมดตัว ดังนั้น รัฐบาลลี กวนยู จึงตั้งเป้าหมายชัดเจน 3 ข้อ

Advertisement

1) สร้างรัฐที่มีระเบียบและปลอดการทุจริต เพราะนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ที่สุดจะไม่มาลงเงินในประเทศที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยรีดไถ

2) พัฒนาคนให้เป็นทุนมนุษย์ ใช้การศึกษาแบบเข้มข้น เน้นภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์

3) เปิดเศรษฐกิจดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ การเงิน และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการค้าโลก

ลี กวนยู บริหารประเทศเหมือนซีอีโอของบริษัทเล็กๆ ที่ตั้งเป้าจะโตให้เป็นบริษัทมหาชนในตลาดโลก เขาไม่ลังเลที่จะใช้กฎหมายเข้มงวดควบคุมสังคม ปราบปรามฝ่ายค้าน ฟ้องหมิ่นประมาทฝ่ายตรงข้ามจนล้มละลาย และจำกัดเสรีภาพสื่อ แต่สิ่งที่แลกมาได้คือ ความมั่นคงทางการเมือง ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความเชื่อถือ

ในทศวรรษ 1970-1980 สิงคโปร์ค่อยๆ แปลงร่างจากเมืองท่าค้าขาย เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี และการต่อเรือ ท่าเรือสิงคโปร์กลายเป็นท่าเรือที่มีตู้สินค้าผ่านมากที่สุดในโลก สนามบินชางงีเปิดใช้ใน พ.ศ.2524 กลายเป็นฮับการบินเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่สำคัญ รัฐบาลยังลงทุนสร้างที่อยู่อาศัยราคาถูกผ่านโครงการ Housing & Development Board (HDB) ที่สถาปนิกชาวไทยจำนวนไม่น้อยไปทำงานที่สิงคโปร์ในโครงการนี้ นอกจากนี้สิงคโปร์ไม่ใช่แค่สร้างแฟลต แต่ยังออกกฎให้ผู้อยู่อาศัยต้องมีสัดส่วนเชื้อชาติผสมกัน เพื่อป้องกันการก่อตัวของชุมชนเชื้อชาติเดียว ลดความเสี่ยงการปะทะกันซ้ำรอยอดีต

การพัฒนาอย่างเป็นระบบนี้ทำให้ GDP ต่อหัวพุ่งจากไม่ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐ ใน พ.ศ.2508 เป็นกว่า 12,000 ดอลลาร์ ในเวลา 30 ปี

แม้ว่าสิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องกฎหมายจุกจิก ตั้งแต่ห้ามขายหมากฝรั่ง ห้ามทิ้งขยะ ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ไปจนถึงการลงโทษโบยสำหรับอาชญากรรมบางประเภท แม้ถูกวิจารณ์ว่าเป็น “รัฐพี่เลี้ยง” (Nanny State) แต่ความจริงคือ มาตรการเหล่านี้สร้าง “แบรนด์สิงคโปร์” ให้เป็นเมืองสะอาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ซึ่งกลายเป็นสินทรัพย์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

ใน พ.ศ.2533 ลี กวนยู ก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ยังอยู่ในคณะรัฐมนตรีฐานะ “รัฐบุรุษอาวุโส” ส่งต่อให้ นายโก๊ะ จ๊กตง บริหารในสไตล์อ่อนโยนกว่า เน้นการสร้างสังคมเปิดมากขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่แตะโครงสร้างอำนาจของพรรคกิจประชาชนเลย

ใน พ.ศ.2547 อำนาจกลับสู่ครอบครัวเดิม เมื่อ ลี เซียนลุง บุตรชายลี กวนยู เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนำประเทศเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์เต็มตัว เน้นการเงิน การธนาคาร และการเป็นศูนย์กลางธุรกิจสากล

วิกฤตการเงินเอเชียหรือที่คนไทยเรารู้จักในนามวิกฤตต้มยำกุ้ง พ.ศ.2540 เป็นบททดสอบสำคัญ สิงคโปร์ได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีทุนสำรองสูง หนี้ต่างประเทศต่ำ และระบบธนาคารที่เข้มงวด วิกฤตครั้งนั้นยิ่งทำให้ภาพลักษณ์สิงคโปร์ในสายตานักลงทุนแข็งแกร่งขึ้น

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ สิงคโปร์ใช้ตำแหน่งที่ตั้งบนช่องแคบมะละกาอย่างชาญฉลาด รักษาความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสหรัฐอเมริกา โดยอนุญาตให้ใช้ท่าเรือและฐานทัพ ขณะเดียวกันก็ทำการค้ากับจีนและอินเดียอย่างคึกคัก เล่นบทสมดุลเชิงยุทธศาสตร์ที่แม้แต่ประเทศใหญ่ก็ทำได้ไม่ง่ายเลย

แต่ความสำเร็จยาวนานเริ่มถูกท้าทายจากปัญหาภายใน ค่าเช่าบ้านพุ่งสูง ค่าครองชีพติดอันดับแพงที่สุดในโลกหลายปีติดต่อกัน ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และแรงงานต่างชาติจำนวนมากสร้างความไม่พอใจในหมู่คนท้องถิ่นแม้ว่าทางการสิงคโปร์พยายามตอบสนองด้วยนโยบายสวัสดิการและการอุดหนุน แต่ความไม่พอใจต่อพรรคกิจประชาชนก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ฝ่ายค้านเริ่มชนะที่นั่งมากขึ้นในการเลือกตั้ง แม้ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนรัฐบาล แต่ก็ทำให้การเมืองสิงคโปร์ไม่ราบเรียบเหมือนเดิม

ครับ! ในพ.ศ. 2567 เป็นปีที่สิงคโปร์เปลี่ยนผ่านยุคจริงจัง หลังจาก ลี เซียนลุง บริหารประเทศนานเกือบสองทศวรรษ เขาเปิดทางให้ นายลอว์เรนซ์ หว่อง รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ถือเป็นผู้นำคนที่ 4 ของประเทศในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 โดยลอว์เรนซ์ หว่อง นี้ไม่ใช่ลูกท่านหลานเธอในพรรคกิจประชาชน แต่มาจากครอบครัวคนธรรมดาที่เติบโตในเส้นทางการเมืองด้วยโปรไฟล์การศึกษา ประสบการณ์ และผลงานภายใต้ระบบที่พรรคกิจประชาชนได้กำหนดไว้ (เขาเกิดเมื่อ พ.ศ.2515) เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นผู้ประสานงานหลักในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 มีภูมิหลังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เรียนในสหรัฐอเมริกา การก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสะท้อนการเตรียมสถาปนานักบริหารรุ่นใหม่ในพรรคกิจประชาชนและวางรากฐานทางการเมืองที่สดใหม่แต่มั่นคง

ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ครบรอบ 60 ปีของการถูกไล่ออกจากสหพันธรัฐมาเลเซีย สิงคโปร์มี GDP ต่อหัวกว่า 90,000 ดอลลาร์สหรัฐ จัดว่าสูงที่สุดในทวีปเอเชีย (ยกเว้นเฉพาะประเทศที่รวยน้ำมันในตะวันออกกลาง) มีท่าเรือและสนามบินอันดับต้นๆ ของโลก ระบบการศึกษาและสาธารณสุขชั้นเยี่ยม ตลอด 60 ปี สิงคโปร์พิสูจน์ว่าประเทศเล็กสามารถยืนแถวหน้าของโลกได้ หากมีการบริหารที่มีวิสัยทัศน์และความเด็ดขาด แต่การครบรอบ 6 ปีครั้งนี้ไม่ใช่เพียงงานเฉลิมฉลองวันชาติสิงคโปร์ ประเทศที่ถูกขับออกมาจากสหพันธรัฐมาเลเซีย หากแต่เป็นจุดเริ่มของบททดสอบว่า สิงคโปร์จะสามารถปรับตัวในศตวรรษใหม่ได้หรือไม่ โ ดยไม่สูญเสียทั้งความมั่งคั่งและความชอบธรรมทางการเมือง เพราะสุดท้ายแล้วการเป็นมหาอำนาจจิ๋วของสิงคโปร์ไม่ได้จบที่การเป็นประเทศที่รวยที่สุด แต่ต้องอยู่รอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วที่สุดด้วย

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์