หน้าแรก คอลัมนิสต์ ลลิตา หาญวงษ์...

ลลิตา หาญวงษ์ : การเลือกตั้งในพม่า และผลที่(น่า)จะตามมา

15.08.25 | 13:22 น.

เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา สภาบริหารแห่งรัฐ หรือ SAC ประกาศ “รีแบรนด์” และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น คณะกรรมการความมั่นคงและสันติภาพแห่งชาติ (National Security and Peace Commission) หรือ NSPC ก่อนที่จะไปถึงบทวิเคราะห์อื่นๆ เรามาพิจารณากันก่อนว่าเหตุใดผู้นำ SAC อย่างพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย และทีมที่ปรึกษา จึงเลือกใช้คีย์เวิร์ด 2 คำ ในการตั้งชื่อกลุ่มบุคคลที่จะเข้ามาบริหารประเทศก่อนการเลือกตั้งในปลายปีนี้ คำแรกคือคำว่า ความมั่นคงแห่งชาติ หากย้อนกลับไปดูขนบการตั้งชื่อคณะ
ผู้บริหารของประเทศ ตั้งแต่ยุคของเนวิน ลงมาจนถึง SAC ไม่เคยมีคำว่า ความมั่นคงแห่งชาติ ปรากฏมาก่อน

หากจะตีความคำว่า “ความมั่นคง” แบบเร็วๆ ก็คงหมายถึงการกระชับอำนาจของ SAC เดิมผ่านการเลือกตั้งนั่นแหละค่ะ เพราะนี่คือทางลงที่ง่ายที่สุดของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ในความคิดของผู้นำทางทหารของพม่า กองทัพจะต้องเป็นแกนกลางของการเมืองและสังคมที่หลากหลายของพม่าเสมอ เรียกว่าไม่มีทางเลยที่กองทัพจะยอมออกจากการเมือง เมื่อมีความมั่นคง ที่กองทัพและรัฐบาลกึ่งพลเรือนที่ตนตั้งมา สามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ก็จะนำไปสู่ “สันติภาพ” ที่ตนเองอยากจะเห็น คือกองทัพยังเป็นศูนย์กลางทางอำนาจ รายล้อมด้วยกลุ่มก้อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่กองทัพสามารถควบคุมได้ ในส่วนพื้นที่รอบนอก ที่เป็นของฝ่ายต่อต้าน และกองกำลังที่ไม่สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลใหม่ ก็จะอยู่ในพื้นที่ของตัวเอง กองทัพพม่าก็จะยังใช้กำลังทางทหารและกำลังทางอากาศเพื่อขู่ให้กองกำลังเหล่านี้อยู่ในร่องในรอย

คำว่า “สันติภาพ” ปรากฏในชื่อคณะบุคคลที่กองทัพพม่าตั้งขึ้นมาเพื่อบริหารราชการแผ่นดิน นับตั้งแต่ปี 1997 ได้แก่ SPDC หรือสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ที่ตั้งขึ้นมาทดแทน SLORC (ตั้งขึ้นเมื่อปี 1988 หลังการประท้วงใหญ่ในปีเดียวกัน) คำว่าสันติภาพในโลกทัศน์ของกองทัพพม่า แทบไม่ต่างจากความมั่นคง เพราะพวกเขายังเชื่อว่าเมื่อกองทัพสถาปนาความมั่นคงได้แบบเบ็ดเสร็จ ก็ย่อมจะเกิดสันติภาพขึ้น สันติภาพสำหรับกองทัพพม่า ไม่ได้หมายถึงระบบสหพันธรัฐ (federalism) ที่กลุ่มชาติพันธุ์ใฝ่ฝันถึง ว่าสักวันพื้นที่ของตนจะมีสิทธิปกครองตนเอง และได้รับสิทธิให้กำหนดนโยบายของตนเองบางส่วน แต่คือการรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง

ผู้เขียนมักพูดถึง “วัฏจักรทางประวัติศาสตร์” ในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ของพม่าอยู่ตลอด ว่าเกมการเมืองในพม่านั้นอ่านไม่ยากนัก เพราะวงจรแบบเดิมๆ จะกลับมาเสมอ จากรัฐประหาร สู่การเลือกตั้ง ตามมาด้วยการเจรจาหยุดยิงทั่วประเทศ และการขึ้นมาของรัฐบาล ที่มีทั้งรัฐบาลทหาร กึ่งทหาร และรัฐบาลพลเรือน แต่แม้ว่ารัฐบาลจะเกิดขึ้นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังคงมีต่อไป ตลอด 80 ปีที่ผ่านมา คือสงครามกลางเมือง และความขัดแย้งระหว่างกองทัพพม่า กับกองกำลังของกลุ่มชาติพันธุ์ และกองกำลังฝ่ายต่อต้านของคนพม่าด้วยกันเอง ในครั้งนี้ก็เช่นกัน สัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มาจากการประกาศยุบ SAC และตั้ง NSPC ขึ้นมา พร้อมกับประกาศตั้งคณะที่ปรึกษา 15 คน มีชื่อที่เราคุ้นเคยกัน เช่น วุนนะ หม่อง ลวิน (Wunna Maung Lwin) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของ SAC เตง ยุ้น (Thein Nyunt) อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักประธานาธิบดี ภายใต้ SPDC และตัวแทนชนกลุ่มน้อยบางส่วน เช่น ซอ แดเนียล
(Saw Daniel) ชาวคะเรนนี อดีตที่ปรึกษาของคณะที่ปรึกษาของ SAC และ ดร.หมุ ตาง (Hmuh Thang) อดีตประธานพรรค USDP (พรรคนอมินีของกองทัพพม่า) ในรัฐฉิ่น

ไฮไลต์ของ NSPC อยู่ที่คณะทำงาน ที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย เลือกมากับมือ NSPC ประกอบด้วยคณะบุคคล 10 คน เป็นทหาร 9 นาย และพลเรือนเพียงแค่คนเดียว คือ ตาน ส่วย (Than Swe) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรีภายใต้ SAC และอดีตเอกอัครราชทูตพม่าประจำสหประชาชาติ ความน่าสนใจของคณะบุคคลทั้ง 10 คนนี้ อยู่ที่ผู้นำกองทัพ “หน้าใหม่” ที่ถูกคัดเลือกมาให้คุม NSPC ด้วย ที่บอกว่าหน้าใหม่ ไม่ใช่ว่าเขาเหล่านี้จะใหม่สำหรับกองทัพพม่า แต่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นได้แบบชัดเจน (แบบไม่ต้องเดา) ว่าพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย วางใครไว้เป็นทายาททางการเมืองของตนบ้าง

Advertisement

คณะทำงาน NSPC ประกอบด้วย “คนหน้าเก่า” ที่เป็นมือทำงานของมิน อ่อง ลาย มาแต่ดั้งเดิมอย่าง โซวิน (Soe Win) ที่เข้ารับตำแหน่งรองประธาน NSPC ตามคาด ที่ผ่านมาเราได้ยินชื่อของโซวินบ่อยครั้ง เพราะเคยมีข่าวลือว่าเขาถูกลอบสังหารและหายตัวไปพักหนึ่ง แต่ในที่สุดก็กลับมา และสยบข่าวลือว่าเกาเหลากับมิน อ่อง ลาย ผู้เขียนอยากจะเน้นกับผู้อ่านสักนิดหนึ่งว่า ในจักรวาลวิทยาของกองทัพพม่า มิน อ่อง ลาย ยังเป็นเสมือนกษัตริย์ ยังเป็นที่เคารพของกลุ่มทหารระดับสูง ไม่ว่าในพื้นที่รอบนอก เราจะเห็นข่าวสารว่ามีทหารพม่าหนีไปอยู่กับฝ่ายต่อต้าน หรือไม่มีกำลังใจจะต่อสู้ แต่ในความเป็นจริงภายในทำเนียบประธานาธิบดีที่เนปยีดอ มิน อ่อง ลายยังถูกปฏิบัติเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งของพม่า ดังนั้น โอกาสที่จะเกิดรัฐประหารภายใน เป็นไปได้ยากมาก

นายพลอีก 3 นาย ที่น่าจับตามอง คือ จ่อ ซวา ลิน (Kyaw Swa Lin) ที่ปัจจุบันได้รับความไว้วางใจจากผู้นำ SAC ให้ดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองทัพพม่า เขาเติบโตมาจากพื้นที่ที่เป็นหัวใจของกองทัพพม่าคือในเขตมัณฑะเลย์ ที่เรียกว่า กองทัพภาคกลาง (Central Command) นอกจากบทบาทด้านยุทธวิธีแล้ว จ่อซวา ลิน ยังดูแลบริษัทร่วมทุนของกองทัพพม่า ทั้ง MEC และ MEHL และควบคุมงบประมาณของกองทัพร่วมกับมิน อ่อง ลาย ด้วย

คนต่อมา ยา เพ (Yar Pyae) นายทหารผู้นี้เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ที่ต่อมาถูกย้ายไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกิจการชายแดน ภายใต้ SAC และด้วยความที่เคยทำงานด้านชายแดนมาก่อน จึงมีความคุ้นเคยกับผู้นำชนกลุ่มน้อย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีน เคยมีคนกระซิบให้ผู้เขียนฟังว่าหากจะมีคนที่ดูจะ “เปิด” มากที่สุดใน SAC ก็น่าจะเป็นยา เพ ผู้นี้

คนสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากพูดถึง คือ เย วิน อู (Ye Win Oo) ผู้ทำหน้าที่เป็นเลขาธิการของ NSPC สำนักข่าวอิรวดีเคยรายงานข่าวถึงเย วิน อู ว่าเป็นผู้ควบคุมห้องซ้อมทรมาน ที่กองทัพพม่าใช้กับนักโทษการเมือง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักประจำผู้บัญชาการกิจการความมั่นคงทางทหาร หรือ Office of the Chief of Military Security Affairs (OCMSA) ที่มิน อ่อง ลาย ตั้งขึ้นมาแทนหน่วยข่าวทางทหาร หรือ Military Intelligence (MI) เดิม แต่ก่อนผู้ที่เติบโตมาจากสาย MI ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งคือ นายพลขิ่น ยุ้น (Khin Nyunt) แต่ต่อมาก็ถูกกีดกันออกไปจากการเมืองของพม่าในยุคที่ตาน ฉ่วย เป็นประธาน SPDC

จากการตั้ง NSPC และคณะบุคคลที่มิน อ่อง ลาย ตั้งขึ้นมาเพื่อกรุยทางไปสู่การเลือกตั้ง เราแทบมองไม่เห็นทางว่าการเลือกตั้งนี้จะนำไปสู่ “ความมั่นคง” และ “สันติภาพ” อย่างไร เพราะคนที่ถูกเลือกมา ล้วนเป็นนายทหารสายเหยี่ยว หรือเรียกว่าสายฮาร์ดคอร์ ที่มีส่วนกับการโจมตีและสังหารพลเรือนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 1 แสนคน และทำให้มีคนต้องอพยพหนีภัยสงครามจากถิ่นที่อยู่ของตัวเองหลายล้านคน ความสงบในพม่าย่อมไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ ตราบใดก็ตามที่คนของกองทัพยังมองว่าตนคือผู้พิทักษ์ความสงบและความมั่นคงอยู่

ลลิตา หาญวงษ์