หน้าแรก คอลัมนิสต์ สะพานแห่งกาลเ...

สะพานแห่งกาลเวลา : พิสูจน์ ‘เอเลียน มัมมี่’

18.08.25 | 12:35 น.
(ภาพ- Flickr / CC BY-NC-SA 2.0)

เอเลียน มัมมี่ – เมื่อปี 2015 นักขุดสุสานหาทรัพย์สินรายหนึ่งในเปรู ไปพบซากศพหลายซากในสภาพถูกทำให้เป็นมัมมี่ทิ้งไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง ที่พิสดารมากยิ่งขึ้นก็คือ ศพมัมมี่เหล่านั้น เมื่อตรวจสอบพบว่า มีนิ้วมือและนิ้วเท้า เพียง 3 นิ้วเท่านั้น แทนที่จะเป็น 5 นิ้วเหมือนคนปกติทั่วไป จนเป็นเหตุให้เล่าลือกันไปต่างๆ นานา บ้างก็ว่า นี่คือซากของมนุษย์ต่างดาว หรือไม่ก็เป็น เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กระทั่งบางคนเชื่อว่า มัมมี่เหล่านี้คือผลงานที่ทำขึ้นมาหลอกลวงกันเล่น ด้วยฝีมือละเมียดละไม

ในเวลาต่อมา มัมมี่เหล่านี้ ซึ่งพบรวมแล้วมากกว่า 20 ร่าง ถูกนำเข้าสู่กระบวนการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์แล้วพบว่า มัมมี่พวกนี้ยังคงอยู่ในสภาพดีระดับหนึ่ง คือ ยังมีเนื้อเยื่อ มีส่วนที่เป็นกล้ามเนื้อ และอวัยวะภายในอยู่ นักวิจัยเชื่อว่า หนึ่งในซากมัมมี่ อาจตั้งท้องอยู่ด้วยซ้ำไปในตอนที่เสียชีวิตแล้วถูกนำมาทำเป็นมัมมี่ดังกล่าว

อาเลนา ฮาร์ดี ผู้เชี่ยวชาญด้าน ชีวสารสนเทศศาสตร์ (Bioinformatics) ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมที่ศึกษาข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจวิเคราะห์ครั้งนี้ ยืนยันว่า มัมมี่เหล่านี้ไม่ได้เป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างที่เล่าลือกัน แต่เป็นมนุษย์เรานี่แหละ เพียงแต่เป็นกลุ่มมนุษย์โบราณที่เรายังไม่รู้จักเท่านั้น ส่วนประเด็นเรื่องนิ้วมือนิ้วเท้านั้น ฮาร์ดีระบุว่า เป็นผลมาจากการกลายพันธุ์ของยีน Gli3 ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ก่อให้เกิดความผิดปกติเกี่ยวกับนิ้วมือนิ้วเท้า ซึ่งมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเคยเกิดขึ้นในเปรูยุคโบราณเช่นกัน

นักวิจัยสกัดเอาสารพันธุกรรมจากกระดูก เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของมัมมี่เหล่านี้ออกมา แล้วใช้เครื่องมือสำหรับการจำแนกพันธุกรรมและไบโออินฟอร์เมติกส์ เพื่อสร้างภาพรวมของหน่วยพันธุกรรมขึ้นมาใหม่สำหรับใช้ในการบ่งชี้หาจุดบกพร่องหรือกลายพันธุ์ และสำหรับการนำมาเปรียบเทียบกับพันธุกรรมของมนุษย์

โฮเซ่ ซาเซ นายแพทย์ประจำกองทัพเรือเม็กซิโก ผู้เป็นหนึ่งในทีมวิจัยเปิดเผยว่า มัมมี่เหล่านี้มีดีเอ็นเอราว 70 เปอร์เซ็นต์ เป็นแบบเดียวกับดีเอ็นเอของมนุษย์เรา ส่วนที่เหลือนั้นพบว่าแตกต่างออกไปจากพันธุกรรมของมนุษย์เราที่เคยจำแนกกันเอาไว้ ในขณะที่ ดร.เดวิด รุยซ์ เวล่า ผู้นำร่วมในการวิจัย พบว่า มัมมี่บางร่าง มีพันธุกรรมในลักษณะลูกผสม ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจเกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์มนุษย์ด้วยกันในเอเชียและแอฟริกาเมื่อหลายพันปีมาแล้ว

Advertisement

ที่น่าสนใจก็คือผลการตรวจสอบมัมมี่ไร้หัวซากหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งชื่อเรียกว่า “วิคตอเรีย” ทีมวิจัยพบว่า ดีเอ็นเอ ของวิคตอเรีย ช่วยยืนยันได้ว่า มัมมี่ร่างนี้คือมนุษย์แน่นอน แต่มีโรคติดตัวอยู่ด้วย คือโรค “เอคโตรแดคติลี” (ectrodactyly) หรือที่เรียกกันว่า “โรคเท้านกกระจอกเทศ” (Ostrich Foot Syndrome) ซึ่งยังคงพบได้ในทุกวันนี้ในชนเผ่าพื้นเมืองชนเผ่าหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศซิมบับเว อาการของโรคทำให้การพัฒนาของมือและเท้าไม่สมบูรณ์ ปรากฏช่องโหว่ขึ้น ทำให้นิ้วบริเวณตอนกลางของฝ่ามือหรือฝ่าเท้าขาดหายไป เป็นที่มาว่าทำไม มัมมี่เหล่านี้ถึงมี 3 นิ้วนั่นเอง

งานวิจัยเพื่อตรวจวิเคราะห์มัมมี่เหล่านี้ ยังคงไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ โดยทางทีมวิจัยเตรียมการที่จะนำเอากรรมวิธีตรวจสอบดีเอ็นเอที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท โคลอสซัล ไบโอไซน์ (Colossal Biosciences) แห่งสหรัฐอเมริกา แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลเปรูก่อนที่จะดำเนินการต่อไป

กรณี “เอเลียน มัมมี่” นี้เคยตกเป็นข่าวคราวใหญ่โตมาแล้ว ตั้งแต่เมื่อปี 2022 เมื่อมีการยืนยันในเวลานั้นว่า ซากมัมมี่เหล่านี้เป็นของจริง ไม่ได้ถูกทำขึ้นมาในภายหลังเพื่อหลอกลวงแต่อย่างใด ต่อมา ฟลาวิโอ เอสทราดา นักวิชาการด้านโบราณคดี ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างที่ว่า มัมมี่เหล่านี้เป็นซากของมนุษย์ต่างดาว โดยอ้างว่า บางส่วนของมัมมี่ ถูกทำขึ้นโดยอาศัยกระดูกสัตว์เก่าเชื่อมต่อเข้าด้วยกันด้วยกาวในยุคปัจจุบัน จนเกิดความขัดแย้งกันขึ้น เป็นเหตุให้มีการฟ้องร้อง เรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลเปรูถึง 3 ล้านดอลลาร์มาแล้ว ก่อนที่การตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ จะช่วยไขปริศนา ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาในที่สุด

ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์