ขณะที่เรามักเชื่อกันว่าคนหนุ่มสาว หรือบางทีเรียกว่าคนรุ่นใหม่ และการเมืองระหว่างรุ่น (generational politics) เป็นเรื่องที่ก้าวหน้ากว่าคนรุ่นเก่า
หรือเชื่อว่าคนรุ่นใหม่นั้นจะศรัทธาในประชาธิปไตย ขณะที่คนรุ่นเก่านั้นจะหันไปหาเผด็จการมากขึ้น
บางทีความเชื่อเหล่านี้อาจจะต้องถูกตั้งคำถามว่าในบางบริบทนั้นเรื่องราวมันเป็นไปง่ายๆ อย่างนี้จริงเหรอ
บทความล่าสุดของ Hannah Kim ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยโซกัง เกาหลีใต้ ชิ้นล่าสุดในวารสารทางรัฐศาสตร์ของญี่ปุ่น (Hannah June Kim. Democracy and Changing Leadership Preferences among Young Individuals: The Case of South Korea. Japanese Journal of Political Science. 2025, 26, 106-126) มีประเด็นน่าสนใจและน่านำมาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเกาหลีใต้ และนัยสำคัญที่มีต่อบ้านเรา
แต่ข้อจำกัดบางอย่างของบทความก็คือ บทความดังกล่าวเป็นการทำวิจัยในช่วงหลายปีก่อน และส่งไปพิจารณาตีพิมพ์ก่อนที่การเมืองเกาหลีใต้จะเปลี่ยนขั้นรุนแรงในรอบนี้คือ วิกฤตการเมืองของประธานาธิบดีคนที่แล้ว (ยุน ซอกยอล) เมื่อตอนปลายปีที่ผ่านมา ที่เกิดการที่ประธานาธิบดีประกาศกฎอัยการศึก แต่สุดท้ายถูกถอดถอน และมีการเลือกตั้งใหม่ในเกาหลีที่ผู้นำฝ่ายค้านสามารถก้าวขึ้นมาเอาชนะฝ่ายรัฐบาลได้
แต่กระนั้นก็ตามความน่าสนใจของงานชิ้นนี้อยู่ที่ว่าคิมน่าจะพยายามหาคำอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้นในเกาหลีใต้ที่ผู้นำค่อนข้างจะฝ่ายขวานั้นได้รับความนิยมมากขึ้น เมื่อการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา และเอาจริงถ้าไม่เกิดวิกฤตทางการเมืองในตอนปลายปี เราก็อาจจะเห็นการเลี้ยวขวามากขึ้นของสังคมเกาหลีใต้ก็อาจจะเป็นได้
ข้อค้นพบสำคัญในงานของคิมอยู่ที่ว่าหลังจากทำวิจัยสำรวจความเห็น และตรวจสอบด้วยวิธีการทางสถิติ เขาพบนัยสำคัญว่าเกิดแนวโน้มปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ออกจะแปลกประหลาดบางประการในสังคมเกาหลีใต้อยู่สองประการ
หนึ่ง คนเกาหลีใต้ในภาพรวมยังมีความเข้าใจในประชาธิปไตย และเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่มีบางมิติในเรื่องของประชาธิปไตยที่คนเกาหลีใต้ให้ความสำคัญมากกว่ามิติอื่น
สอง คนเกาหลีใต้เองเมื่อพิจารณาด้วยช่วงวัยแล้ว พบว่าคนรุ่นเก่านั้นจะมีความศรัทธาในประชาธิปไตยมากกว่าคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในมิติของความเป็นผู้นำแบบประชาธิปไตยมากกว่าคนรุ่นใหม่ และเรื่องนี้ไม่ใช่ลักษณะทั่วไป หากแต่มีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ และเงื่อนไขในปัจจุบันบางประการที่ทำให้คนรุ่นใหม่ นิยมลักษณะผู้นำอำนาจนิยม หรือผู้นำที่มีความเข้มแข็งเฉียบขาดมากกว่าคนรุ่นเก่า
ผมย้ำนะครับว่างานนี้ต้องอ่านดีๆ เพราะมีคุณูปการบางอย่างน่าสนใจ แม้ว่าในแง่ของเงื่อนเวลามันจะไม่ค่อยไปด้วยกันพอดีกับวิกฤตการเมืองของเกาหลีใต้ในช่วงนั้น ที่ผู้นำชนะการเลือกตั้ง และมีความฝ่ายขวาดันตกจากตำแหน่งอย่างฉุกละหุก ซึ่งถ้าคิดให้ดี ถ้าไม่ได้เกิดวิกฤตทางการเมืองในตอนปลายปีที่แล้ว บางทิศทางที่คิมพูดอาจจะท้าทายกว่านี้
หรือทำให้เราคิดว่าสิ่งที่คิมพูดเป็นแนวโน้มของโลก ขณะที่วิกฤตการเมืองเมื่อปลายปีที่ผ่านมาของเกาหลีใต้นั้นเป็นข้อยกเว้น
เพราะโดยภาพรวมจากการสำรวจของคิมเอง พบว่าชาวเกาหลีใต้มองว่าประชาธิปไตยของประเทศตนเองนั้นถดถอยลงจากช่วงที่ผ่านมา และคนรุ่นใหม่นั้นมีศรัทธาในประชาธิปไตยลดน้อยถอยลงกว่าคนรุ่นเก่า
นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังสมาทานผู้นำที่มีความเข้มแข็งมากกว่าผู้นำที่มีลักษณะประชาธิปไตย ในความหมายที่ต้องการผู้นำที่มีบุคลิกภาพเฉียบขาด อาจจะไม่ต้องพูดเข้าหูคนนัก หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำที่ไม่สนกับจริตทางการเมือง คือพูดจาแบบไม่ต้องไว้หน้าใคร หรือพูดจาเอาใจเอากระแส เช่น อาจจะมีทัศนคติที่แข็งกร้าว หรือไม่สนต่อความหลากหลายทางเพศ เป็นผู้นำที่เน้นอุดมการณ์ชาตินิยมเข้มข้น ก้าวร้าว และออกจะเป็นผู้ชายมากๆ หรือสมัยนี้อาจจะเรียกว่าเป็นผู้นำแบบอังเคิลก็ได้ ลุงๆ ไม่ได้ต้องอบอุ่นอ่อนโยนเสมอไป (บ้างก็เรียกว่าชายแทร่) แต่อาจจะเน้นระบบคุณธรรมใหม่ มากกว่าเรื่องของความเท่าเทียมก็ได้ เช่น การมีประสบการณ์จากความยากจนแล้วดิ้นรนจนสำเร็จ มากกว่ามองว่าจะต้องดูแลคนทุกคนเท่าๆ กัน
แถมยังเป็นผู้นำที่เน้นเรื่องความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าประชาธิปไตยเข้าไปอีก
ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญในแง่ที่เราอาจจะไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นเรื่องที่แยกขาดไปเลยระหว่างประชาธิปไตย และเผด็จการ เพราะผู้นำระบอบประชาธิปไตยหลายคนก็มีความเฉียบขาดได้เช่นกัน และในสังคมปัจจุบัน บางที่เราเผด็จประเด็นที่ว่าผู้นำที่มีความเด็ดขาดเหล่านี้ขึ้นสู่อำนาจจากระบอบประชาธิปไตย แต่ทำอะไรหลายอย่างที่แตะเส้นที่เราสงสัยว่ามันจะยังเป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า
บ้างก็เรียกผู้นำเหล่านี้ว่าผู้นำที่เข้มแข็ง เฉียบขาด มีความเผด็จการหน่อยๆ ซึ่งอธิบายภาพรวมก็คือ คนอย่างปูติน ทรัมป์ เออโกกัน และแม้กระทั่ง สี จิ้นผิง
รวมไปถึง อีจุนซอก นักการเมืองฝีปากกล้า ว่าที่ผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยมคนใหม่ของเกาหลีใต้ ซึ่งแม้ว่าคะแนนจะมาที่สามและห่างจากสองคนแรกเป็นอย่างมาก แต่ก็ได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่มากขึ้น แม้ว่าจะมีกรณีอื้อฉาวหลากหลายเรื่องราวรวมทั้งทัศนคติสุดโต่งที่ไม่เอาด้วยกับพวกสตรีนิยม
บางครั้งเขาก็เรียกว่า strongman leadership มากกว่า democratic leadership นั่นแหละครับ หรือบางคนเรียกว่านี่คือความเป็นผู้นำแบบประชานิยมสมัยใหม่
ความน่าสนใจคือ จากการทำสำรวจของคิม พบว่าคนเกาหลีมีความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยพื้นฐาน คือมองว่าสังคมยังเป็นประชาธิปไตย และมองประชาธิปไตยเป็นเรื่องของการเลือกตั้ง กับเรื่องของการปกป้องสิทธิพลเมือง มากกว่ามิติอื่นๆ เช่น ความหลากหลายและเสมอภาคทางเพศ และเสรีภาพสื่อที่ไม่ถูกตรวจสอบ
แต่ถ้ามองรายละเอียด จะพบว่าคนเกาหลีใต้รุ่นเก่านั้นจะเคลือบแคลงสงสัยกับพวกผู้นำที่เข้มแข็งเฉียบขาดมากกว่า เพราะผ่านประสบการณ์เผด็จการและขับไล่เผด็จการมาก่อนโดยเฉพาะในยุคของปาร์คจุนฮี ที่แม้ว่าจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เรื่องการเมืองก็ถูกกดปราบอยู่มากมาย และใช้เวลานานมากในการรื้อถอนมรดกเผด็จการยุคเก่า
ส่วนคนรุ่นใหม่เติบโตในสังคมประชาธิปไตย มีบางกลุ่มเช่นพวกชายแทร่รุ่นใหม่ที่ไปสนับสนุนพวกอีจุนซอก ซึ่งแนวคิดนี้น่าสนใจเพราะกลายเป็นว่าพวกนี้ไม่ได้สนใจอดีตอันขมขื่นทางการเมืองของสังคมเกาหลี แต่พวกเขารู้สึกว่าพวกเขาเดือดร้อนจากการเมืองประชาธิปไตยที่เหยาะแหยะ ทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ทางเศรษฐกิจ คือจนลง และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แม้ว่าพวกเขาจะได้รับโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้น แต่งานดีๆ นั้นหายาก แม้ว่าประเทศเกาหลีเองจะเป็นประเทศที่ถูกนับและยกย่องว่ามีความสำเร็จทางเศรษฐกิจในภาพรวมมากขึ้น แต่ความมั่นคงในชีวิตของพวกเขามีน้อยลง บ้านพักอาศัยก็มีโอกาสเข้าถึงได้น้อยลง และบางกลุ่มยังต้องพักอาศัยกับพ่อแม่ของตนเองอยู่
สถานการณ์เหล่านี้มีผลต่อความรู้สึกในการสร้างอนาคตและสร้างครอบครัวของคนเกาหลีรุ่นนี้และรุ่นอนาคตต่อไปด้วยว่าพวกเขาจะมีครอบครัวและมีลูกได้ไหม และจะคาดหวังอะไรกับสังคมต่อไป
ดังนั้นคนรุ่นใหม่จึงหันไปหาผู้นำที่มีความเด็ดขาดที่นำเสนอว่าในช่วงเวลาวิกฤตนั้น การคำนึงถึงกฎเกณฑ์ธรรมเนียมของการเมืองเก่าๆ และระเบียบ-ขั้นตอนสำคัญน้อยกว่าความเฉียบขาด มากกว่าความถูกต้องในแง่ของการตรวจสอบ หรือคานอำนาจกัน แต่ต้องมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้สำเร็จ
ในแง่นี้ไม่ได้หมายความว่าคนรุ่นใหม่จะสนับสนุนระบอบเผด็จการ แต่หมายถึงเพียงว่า ในโลกของคนเกาหลี ระบอบประชาธิปไตย สถาบันประชาธิปไตย และความเป็นผู้นำอาจไม่ได้ไปด้วยกันพอดี คนเกาหลีอาจไม่ถึงขั้นสนับสนุนการรัฐประหาร แต่คนรุ่นใหม่เขาเสื่อมศรัทธากับการแก้ปัญหาแบบเชื่องช้าและพูดจาสวยๆ ของนักการเมือง แบบเนิบๆ มากกว่าคนที่พูดจาตรงไปตรงมา หรือพร้อมจะพูดถึงปัญหาบางอย่างที่พวกเขากังวล
พูดอีกอย่างก็คือในแง่ของความเป็นผู้นำ บางทีก็ถอยออกจากประชาธิปไตยมากหน่อย แต่ในแง่ของระบอบการเลือกตั้ง และสถาบันทางการเมือง เยื่อใยที่มีกับประชาธิปไตยอาจจะยังมีอยู่ เพราะไม่ได้สุดโต่งถึงกับล้มทุกอย่างลง
นี่คือความท้าทายของการทำวิจัยในเชิงทัศนคติที่วูบไหว เพราะในท้ายที่สุดเมื่อผู้นำอย่างยุน ซอกยอลนั้นลุแก่อำนาจ สุดท้ายคนเกาหลีทุกรุ่นก็ยังรับไม่ได้กับความสุดโต่งนั้น
แต่ในอีกทางหนึ่งสิ่งที่จะต้องนั่งคิดในการวิเคราะห์ก็คือ เรื่องราวการทุจริตของผู้นำก็ยังเป็นเรื่องที่คนเกาหลีเขาเอาเป็นเอาตาย นี่ถึงขั้นจัดการทั้งยุน ซอกยอล และภรรยา ดังนั้นการตรวจสอบรัฐบาลก็ยังเข้มแข็งอยู่มาก และความเข้มข้นของสังคมประชา หรือประชาสังคมต่างๆ ที่กำกับประชาธิปไตยไว้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน และกลุ่มก้อนทางการเมืองต่างๆ ไม่ใช่มีแต่พรรคการเมืองแข่งกันเสนอตัวผู้สมัครเท่านั้น
แต่อย่างไรก็ดี ความท้าทายในการคิดเรื่องคนรุ่นใหม่ในสังคมก็คือ คนทุกรุ่นมีประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกัน และผู้นำทางการเมืองนั้นเข้าใจความต้องการ และความกังวลของคนต่างรุ่นกันอย่างไร บางทีคนจำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ตัดสินใจด้วยความสูงส่งทางอุดมการณ์ มากกว่าต้องการสะท้อนถึงความกังวลของชีวิตของพวกเขา
และอีกบทเรียนที่สำคัญก็คือ ระบอบผู้นำเข้มแข็ง ที่มักมีจุดขายว่าฉันสามารถฝ่าวิกฤตต่างๆ ไปได้นั้น ต้องระวังว่าวิกฤตนั้นเป็นวิกฤตที่แท้จริง หรือเป็นวิกฤตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้คนเชื่อและยอมมอบอำนาจและความไว้ใจให้พวกเขามากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ

