หน้าแรก คอลัมนิสต์ รั้ง บังเหียน...

รั้ง บังเหียน ม้า ก่อนตก เหว แห่ง หายนะ ‘ฟัง’ ไม่ได้ ‘ยิน’

21.08.25 | 09:30 น.

ข้อทักท้วงของตันหลิม (เฉินหลิน) ในฐานะเป็นเจ้ากรมอาลักษณ์ก่อเกิด “ปฏิกิริยา” ตามมาอย่างฉับพลัน

สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า

โฮจิ๋นได้ยินดังนั้นหัวเราะเยาะแล้วตอบว่า “ตัวท่านจะมาร่วมคิดการใหญ่กับเรานั้น ความคิดท่านน้อยนัก อุปมาดังเด็กเลี้ยงโค”

พอโจโฉก็อยู่ที่นั่นด้วยได้ยินตันหลิมกับโฮจิ๋นตอบกันดังนั้น

โจโฉตบมือหัวเราะแล้วว่า “การลัดนิ้วมือเดียวไม่ควรที่จะเถียงกันอื้ออึง อย่าง

Advertisement

ธรรมเนียมแผ่นดินแต่ก่อนก็มีมา พระมหากษัตริย์เชื่อฟังตั้งแต่ขันทีเป็นเสนาบดีใหญ่ ราชการเมืองก็ผันแปรไปมีเนืองๆ มาอยู่

ครั้งนี้ขันทีสิบคนซึ่งหยาบช้านั้นมีสติปัญญาเป็นใหญ่อยู่คนเดียวสองคนดอก ถ้าจะคิดจับเอาแต่นายใหญ่นั้นฆ่าเสียก็จะได้โดยง่าย

ทำไมจะให้ร้อนถึงหัวเมืองยกเป็นกระบวนทัพเอิกเกริกมาเล่า”

สํ านวนแปล วรรณไว พัธโนทัย ความโดยรวมแทบไม่แตกต่างเพียงแต่จังหวะขั้นตอนและรายละเอียดแตกต่างกันอย่างไม่ควรมองข้าม

โฮจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะพลางว่า “คนแก่ตำราก็ย่อมว่าอย่างนั้น”

ชายผู้หนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆ ตบมือหัวเราะลั่นแล้วกล่าวว่า “การนี้ง่ายดังพลิกฝ่ามือ ทำไมจึงต้องหารือกันให้มากความด้วยเล่า”

ทุกคนแลไป ผู้พูดคือ โจโฉ นั่นเอง

อยากขจัดคนชั่วตัวใหญ่ๆ ต้องใส่ใจฟังปราชญ์ราชบัณฑิต

โจโฉจะพูดอะไรอีก หรือไฉน ขอได้โปรดฟังในตอนต่อไป เทอญ

เมื่อผ่านจากตอน 2 เตียวหุยโบยผู้ตรวจราชการแผ่นดินด้วยโทสะ โฮจิ๋นคิดการสังหารขันที เข้าสู่ตอน 3 ตั๋งโต๊ะตวาดเต๊งหงวนในที่ประชุมเหวินหมิง ลิซกใช้ทองกับไข่มุก เป็นของกำนัลเกลี้ยกล่อมลิโป้

ก็ปะเข้ากับสิ่งที่รอคอย

โจโฉพูดกับโฮจิ๋นในวันนั้นว่า “ภัยจากขันทีที่เป็นขุนนางผู้ใหญ่นั้นมีมาแต่โบราณจนทุกวันนี้

ภัยต่างๆ เกิดขึ้นได้ก็ด้วยพระเจ้าแผ่นดินโปรดปรานพระราชทานอำนาจแก่มันจนเกินควร หากท่านประสงค์จะขจัดพวกเหล่าร้ายเหล่านี้เพียงพัศดีเรือนจำก็จับมันเข้าคุกได้หมด

ไฉนท่านจึงต้องไปเรียกทหารหัวเมืองเข้ามาช่วยด้วยเล่า เมื่อความแพร่งพรายออกไปทั่วอุบายของท่านก็จะเสียเปล่า”

โฮจิ๋นได้ฟังดังนั้นก็โกรธ จึงว่า “เจ้านี้เอาแต่ใจตัวเป็นประมาณ”

โจโฉถอยออกมาแล้วว่า “ใต้ฟ้าจะวุ่นวายก็ด้วยโฮจิ๋นผู้นี้แล”

แล้วโฮจิ๋นลอบส่งคนนำท้องตราส่งไปยังหัวเมืองต่างๆ อย่างเร่งรีบ

หากตรวจสอบผ่านสำนวนแปล พญ.กัลยา สุพันธุ์วณิช ก็จะสัมผัสได้ในความใกล้เคียงกับสำนวนแปล วรรณไว พัธโนทัย

มากกว่าสำนวนเรียบเรียง เจ้าพระยาพระคลัง (หน)

ฝ่ายเฉินหลิน (ตันหลิม) เจ้ากรมอาลักษณ์พูดว่า “ทำเช่นนั้นไม่ได้ คนที่ปิดตาจับนกกระจอกเสียแรงเปล่า

เรื่องเล็กๆ อย่างนี้จัดการไม่ได้นับประสาอะไรกับเรื่องใหญ่ๆ

อาศัยท่านกุมอำนาจในกองทัพ การกำจัดขันทีนั้นง่ายประดุจดั่งเผาเส้นขนบนตา การกระทำต้องรวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ตัดสินใจเด็ดขาด แล้วคนทั่วไปก็จะยอมไปเอง

ถ้าเรียกทหารหัวเมืองมา ต่างจิตต่างใจ งานจะไม่สำเร็จ จะวุ่นวายไปเปล่าๆ”

เหอจิ้นไม่ฟังคำทักท้วงกลับหัวเราะว่า “ที่ท่านเฉินหลินพูดนั้นเป็นความคิดของคนขี้ขลาด”

ข้างๆ มีชายคนหนึ่งตบมือหัวเราะชอบใจว่า

“เรื่องนี้ง่ายประดุจดังพลิกฝ่ามือ ไม่ต้องปรึกษาให้มากความ”

ชายที่พูดนี้ก็คือ เฉาเชา (โจโฉ)

แล้วก็จบ ตอน 2 จางอี้เต๋อเฆี่ยนตูอิ๋ว เหอจิ้นวางแผนฆ่าขันที” เข้าไปสู่ ตอน 3 ในพระราชวังเหวินหมิงหยวน ต่งจั๋วตะคอกติงหยวน หลีซู่เอาของมีค่าให้หลี่ว์ปู้

เฉาเชาว่า

“ภัยจากขันทีมีมาแต่โบราณกาล ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินยกย่องให้พวกมันมีอำนาจ

ถ้าเราจะกำจัดมันใช้คนสักคนไปจัดการมันก็พอแล้ว

ทำไมต้องไปเรียกกองทัพหัวเมืองเข้ามาให้เอิกเกริก แผนก็จะรั่วไหลง่าย ทำแบบนั้นต้องแพ้แน่นอน”

เหอจิ้น (โฮจิ๋น) โกรธว่า “เมิ่งเต๋อ เจ้าคิดเรื่องส่วนตัวอะไรอยู่”

เฉาเชาถอยออกไปแล้วว่า “แผ่นดินนี้จะฉิบหายก็เพราะเหอจิ้น”

เหอจิ้นก็แอบอ้างโองการเรียกทหารหัวเมืองเข้าเมืองหลวง

นอกเหนือจากบทบาทของโฮจิ๋นแล้วสมควรให้ความสนใจเป็นพิเศษไปยัง 1 อ้วนเสี้ยว (หยวนเส้า) 1 โจโฉ (เฉาเชา) และ 1 ตันหลิม (เฉินหลิน)

โฮจิ๋นอาจดำรงอยู่ในฐานะ “นำ”

เป็นการนำซึ่งแวดล้อมด้วยขุนนาง “รุ่นใหม่” ไม่ว่าจะเป็น อ้วนเสี้ยว ไม่ว่าจะเป็น โจโฉ

และการเบียดแทรกเข้ามาของ ตันหลิม

เบื้องหน้า “ปัญหา” และความต่อเนื่อง เบื้องหน้าความต้องการในการกำจัดและจัดการกับอำนาจ “ขันที”

“วิธีการ” ของแต่ละคนมี “ความต่าง”

อ้วนเสี้ยวคือคนเสนอให้นำเอากำลังจาก
“หัวเมือง” เข้ามาจัดการ “ตันหลิม” ในฐานะเจ้ากรมอาลักษณ์ทักท้วง

ทักท้วงโดยมี “โจโฉ” เป็น “กองหนุน”

หากมองตามโครงสร้างแห่งอำนาจในการบังคับบัญชาทางทหาร โฮจิ๋น อยู่ในสถานะแห่ง “ผู้บังคับบัญชา”

อ้วนเสี้ยว ตันหลิม โจโฉ อยู่ในสถานะแห่ง “ฝ่ายอำนวยการ”

สายตาและท่าทีของโฮจิ๋นซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งบัญชาการ ต้องรวบรวมความเห็นจากฝ่ายอำนวยการ

ความโน้มเอียงมีความชัดเจน

เมื่อสรุปว่าข้อเสนอของตันหลิมเข้าลักษณะ “หนอนตำรา” เมื่อสรุปว่า ท่าทีและความเห็นของโจโฉค่อนข้างมีอารมณ์แบบเด็กๆ

น้ำหนักจึงน้อมไปทางอ้วนเสี้ยว

อย่าได้แปลกใจหากสำนวน เจ้าพระยา
พระคลัง (หน) จะยืนยัน ฝ่ายโฮจิ๋นก็แต่งเป็นหนังสือรับสั่งลอบให้ทนายรีบถือไปให้แก่
หัวเมือง

เช่นเดียวกับ วรรณไว พัธโนทัย โฮจิ๋นลอบส่งคนนำท้องตราไปยังหัวเมืองต่างๆ

ค วามน่าสนใจมิได้อยู่ที่บทวิเคราะห์เชิงคาดหมายในความรู้สึกของตันหลิมที่ว่า การเรียกทหารยาตราทัพเข้ามาพระนครชั่วคราวนั้น เป็นการเอาทหารหาญมารวมหมู่กันอยู่ ต่างคนก็ต่างใจ เหมือนหนึ่งยุให้รบกันเอง

เท่ากับเปิดทางหยิบยื่นอำนาจแก่ผู้อื่น การที่คิดไว้อาจไม่สำเร็จ ซ้ำจะเกิดจลาจลวุ่นวายขึ้นอีกด้วย

ความรู้สึกแบบเด็กๆ ของโจโฉก็ไปในทางเดียวกัน

“เพียงพัศดีเรือนจำก็จับพวกมันเข้าคุกได้หมด ไฉนท่านจึงต้องไปเรียกทหารหัวเมืองเข้ามาช่วยด้วยเล่า เมื่อความแพร่งพรายออกไปทั่วอุบายของท่านก็จะเสียเปล่า”

ไม่เพียงเท่านั้นโจโฉยังฟันธงถึงขั้นที่ว่า

“ใต้ฟ้าจะวุ่นวายก็ด้วยโฮจิ๋นผู้นี้แล”