โลกยังหมุนรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วเดิม แต่คล้ายกับว่าโลกในช่วงไม่กี่ปีนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากการพินิจพิเคราะห์ของผู้เฝ้าติดตามสังเกตความเปลี่ยนแปลง ให้บทบาทมนุษย์เป็นสาเหตุการเปลี่ยนไปของโลกมากกว่าสิ่งอื่น
เพราะความสามารถโดดเด่นเหนือสัตว์อื่นของมนุษย์คือการใช้สมองในการคิด และเมื่อความคิดมุ่งไปในทางสร้างสรรค์เครื่องมือ เครื่องอำนวยความสะดวกให้ชีวิตเป็นด้านหลัก การคิดค้นเพื่อความสุขสบายของมนุษย์ส่งผลอีกด้านหรือสร้างผลกระทบในทางทำให้สิ่งอื่นๆ เสื่อมโทรมลง และนั่นกลายเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงหลักของโลก
ยิ่งก่อเกิดสิ่งที่มนุษย์เรียกว่าความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น อะไรต่ออะไรในโลกย่อมถูกใช้จนต้องเสื่อมโทรมมากขึ้นจนหลายสิ่งหลายอย่างสิ้น และกลายเป็นความเสียหายในภาพรวม
นั่นเป็นความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพ
สำหรับพฤติกรรมของมนุษย์เรานั้น ยังมีการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงนามธรรมซ้อนเข้ามาตลอด
หากใช้เวลาสักนิดพินิจพิจารณาปรากฏการณ์ทางความคิดและพฤติกรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คนในบ้านเมืองเรา โดยเฉพาะคนที่อยู่ในระดับที่เชื่อถือได้ หรือพยายามจะแสดงออกในทางเป็น “ผู้นำทางความคิด” จะว่าไป ในกระบวนการขับเคลื่อน “ระบบยุติธรรม” ของประเทศมีเรื่องหนึ่งที่ผิดแผกแตกต่างจากที่ผ่านมามาก
นั่นคือ “การแสดงความคิดเห็นในคดีความต่างๆ”
ก่อนหน้านี้ไม่กี่ปี ทรรศนะคนในประเทศไทยเรา โดยเฉพาะในกลุ่มนักกฎหมายจะมีค่านิยมหนึ่งร่วมกันคือ “ไม่ว่าคดีใดก็ตามเมื่อขึ้นสู่ชั้นศาล” หมายถึงคณะผู้พิพากษาเริ่มรับเรื่องเป็นคดี เพื่อสืบพยานหาข้อเท็จจริง และรวบรวมหลักกฎหมายมาตรวจสอบก่อนพิจารณาตัดสิน ทุกๆ คนจะหยุดการแสดงความคิดความเห็นต่อคดีนั้น เพราะให้ความเคารพต่อการรวบรวมข้อมูลของศาล ใครที่พยายามแสดงความเห็นในทางชี้นำโดยเฉพาะผลของคดี จะถูกตำหนิ หรือถือว่า “แทรกแซงศาล” ผิดทั้งมารยาทและอาจจะเลยไปถึงผิดข้อกฎหมาย
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเคารพต่อศาล ให้พิจารณาคดีได้อย่างอิสระ ทั้งโดยการหาข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐาน และอิสระจากอคติอันเกิดจากความชอบ ความชัง ความรัก ความเกลียดในใจตัวเอง ซึ่งการชี้นำของผู้อื่นอาจส่งผลให้เฉไฉเชื่อตามได้ โดยเฉพาะจากบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิด
การชี้นำระหว่างการพิจารณาคดี จึงเป็นเรื่องที่เตือนกันให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะการชี้ถูกชี้ผิดโดยยังไม่ได้ฟังพยานหลักฐาน หรือชี้ความผิดไปตั้งแต่ยังไม่ได้นำสืบพยาน เพราะนั่นย่อมเสี่ยงจากการอาศัยแค่อคติในใจตัวเองมาตัดสินความที่ส่งผลกระทบต่อคดีที่ต้องมุ่งไปสู่ความยุติธรรม
เพื่อรักษาความเชื่อถือศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากต่อการอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข ทุกคนทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนในหน่วยงานที่มีหน้าที่ต่อความยุติธรรมจะต้องช่วยกันรักษา “ความเที่ยงตรง” ไว้
“ความเที่ยงตรง” หมายถึงการพิจารณาความอย่าง “ตรงไปตรงมา” เหมือนเข็มนาฬิกาทุกเข็ม ทั้งเข็มสั้น เข็มยาว เข็มวินาที ชี้ดิ่งไปเหมือนเป็นเข็มเดียวกัน
สู่ “ความเที่ยงธรรม” คือทำให้เกิดความถูกต้อง สร้างภาวะที่ดีงาม สันติสุขให้เกิดขึ้นกับการอยู่ร่วมกัน โดยไม่โอนเอนไปด้วยทรรศนะการขยายตัวตน ขยายความคิดของตัวเองให้มีอิทธิพลต่อการตัดสินเหนือกว่า “ความชอบธรรม” ตามกฎธรรมชาติ
นี่คือความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น
มีคำแนะนำอยู่บ้างถึงการวิพากษ์วิจารณ์ “คดีความ” คือโอกาสในการพูดถึง “ผลการตัดสินด้วยหลักวิชาการ” หมายถึงเอาข้อเท็จจริงจากหลักฐานพยานชี้ให้ใช้การตัดสิน และการตีความกฎหมายมาแสดงความคิดเห็น เพื่อให้ที่สุดแล้วสามารถเข้าถึงความยุติธรรมอย่างแท้จริง ว่าเป็นการตรวจสอบที่มีประโยชน์มากกว่า
แต่ดูเหมือนว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การแสวงหาที่สุดของความยุติธรรมประเทศไทยเหมือนจะกลับตาลปัตร
เราแห่กันเข้าชี้นำการตัดสินคดี ทั้งๆ ที่ยังสืบพยานไม่ครบถ้วน รวบรวมหลักฐานยังไม่พร้อม มีมากมายที่ “อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่” ว่าเอา “อคติ” แบบไหนมาพยายามชี้นำ กระบวนการยุติธรรมไทยปล่อยให้พฤติกรรมเช่นนี้เป็นไปอย่างโจ๋งครึ่ม สถาปนาผู้เชี่ยวชาญการตัดสินโดยไม่ต้องพิจารณาความกันกว้างขวาง โดยเฉพาะการสร้างกระแสในโลกออนไลน์
แต่เมื่อมีการพิพากษาหรือตัดสินคดีอย่างเป็นทางการ อันหมายถึงมีพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว เรากลับพากันน้อมรับ และหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ แม้แต่ในเชิงวิชาการ เราเคารพการตัดสินอย่างดุษณี
โลกเราเปลี่ยนแปลงไปมาก เพราะความคิดที่มากำหนดพฤติกรรมมนุษย์
เอาเข้าจริงแล้ว ที่ต้องทบทวนมากที่สุดคือทิศทางความคิดของมนุษย์ ว่ามุ่งไปที่การทำลายสิ่งที่ควรจะเป็น สถาปนาภาวะที่ไม่ควรจะเป็นให้มาเป็นหลักของการอยู่ร่วมกันหรือไม่
สุชาติ ศรีสุวรรณ

