นี่เป็นจังหวะ-เวลา ของ “กองกำลัง” ที่รับผิดชอบชายแดนปฏิบัติภารกิจความมั่นคงตามแนวชายแดน เบ็ดเสร็จ เด็ดขาด สง่างาม
ปัญหาการบุกรุก คืบคลาน เข้าครอบครองพื้นที่ชายแดนจากคนเขมร ความเมตตาแบบเหลือเฟือจากคนไทยให้คนเขมรรอดตายจากสงครามที่ผ่านมากลายเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อคนไทยแสนสาหัส
ราว พ.ศ.2518 ชาวเขมรทยอยหนีตายเข้ามาขออาศัย ซุกหัวนอนในพื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพราะทหารเขมรแดง และทหารเวียดนาม ปล้น ไล่ล่า ฆ่าทิ้ง เป็นว่าเล่น
ทางการไทยผลักดันเขมรที่บ้านหนองจานมาตลอด เขมรส่วนหนึ่งไม่ยินยอม อ้อนขอเมตตาธรรม ในขณะชาวเขมรเหล่านี้ปักหลักอาศัยอยู่บนพื้นที่ทำกินของคนไทยที่มีเอกสารสิทธิในที่ดินตรงนั้น
วัน เวลาผ่านไปหลายทศวรรษ…เรื่องความขัดแย้งที่เขมรมายึดครองพื้นที่ ไม่รู้จะเอาหลักฐานที่ไหน จับต้นชนปลายไม่ถูก โยนความรับผิดชอบกันไปมา ผู้รับเคราะห์ คือ ประชาชนคนไทยที่ชายขอบ
เรื่องเส้นเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ทิศ ไม่มีใครรู้ว่าจะไปตั้งต้นพูดกันตรงไหน หน่วยราชการใด ใครรับผิดชอบ (ยกเว้นชายแดนไทย-มาเลเซีย)
ชาวเขมรที่อพยพเข้ามาบ้านหนองจาน อ.โคกสูง รุ่นแรก รู้ตัวดีว่านี่คืออาณาเขตประเทศไทย คนรุ่นนี้ล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว
มาถึง พ.ศ.2568 เขมรรุ่นหลาน หันมาแว้งกัดคนไทย อ้างว่าพื้นที่ตรงนี้ที่อยู่กันมาเป็นดินแดนของเขมร…
สงครามแบ่งฝ่ายรบกันเองในเขมรที่แสนจะซับซ้อน-สับสน ต่อเนื่องยาวนานหลายชั่วอายุคน ทุกยุคสมัยจะลากเอา “อาณาเขต” ประเทศไทย เข้าไปข้องเกี่ยวเสมอ
แผ่นดินไทย-เขมร เส้นเขตแดนจริงอยู่ตรงไหน ไม่มีใครทราบว่าหน่วยงานใดคือผู้รับผิดชอบหลัก เป็นเจ้าภาพ เรื่องเส้นเขตแดน โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นพื้นที่ราบ
ใครกล้าบุกรุก กล้าแสดงกำลัง มากันเป็นกลุ่มก้อน หักร้างถางพงยึดที่ดินก่อน กลุ่มคนนั้นก็จะได้ครอบครอง
ยิ่งนานวัน…การครอบครองยิ่งมีความชอบธรรม
พ.ศ.2521 ผู้เขียนจบการศึกษาไปรับราชการไปใหม่ๆ ถูกส่งไปอยู่ อ.วัฒนานคร เขมรแดง (Khmer Rouge) เข่นฆ่าเขมรด้วยกันตายเป็นล้านคน ทราบว่าเมื่อหน่วยทหารไทยตามแนวชายแดนจับกุมชาวเขมรที่รุกล้ำเข้ามาได้ เขมรทั้งหลายจะถูกส่งไปไว้ที่บ้านหนองจาน
พูดตรงๆ นะครับ เรื่องการลาดตระเวน ตรวจพบ จับกุมชาวเขมรในพื้นที่รับผิดชอบเป็นเรื่องไม่ยากนัก หากแต่จับได้แล้ว คำถามคือจะทำอย่างไรต่อ จะเอาตัวไปไว้ที่ไหน จะเอาอะไรให้เขากิน จะเอารถที่ไหนไปส่งยังศูนย์ควบคุม พื้นที่รองรับ เป็นเรื่องใหญ่
ขอเล่าย้อนอดีตแบบง่ายๆ กระชับนะครับ
โบราณนานมา…หมู่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว มีคนไทยอาศัยอยู่เบาบาง เป็นพื้นที่ชายแดนของไทยที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินเขมร เป็นพื้นราบที่ปลูกพืชเป็นหลัก มีการค้าขายข้ามแดนไป-มา
พ.ศ.2518 เมื่อเขมรแดงขึ้นเถลิงอำนาจในพนมเปญ เริ่มมีประชาชนเขมรเป็นกลุ่มทยอยหนีตาย มาตั้งที่พักกันเองจ่ออยู่แถวบริเวณชายแดน แต่ยังไม่ข้ามเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทย
เส้นเขตแดนเป็นเพียงพื้นที่กว้างๆ รับรู้กันด้วยวาจา ที่ไม่มีเส้น-เครื่องหมายแสดงอะไรทั้งนั้น
ในเขมรกลุ่มนี้ก็แฝงด้วยกองกำลังติดอาวุธ ออกไปสู้รบ แล้วกลับเข้ามาแฝงตัว อยู่กับครอบครัวที่อพยพมาจ่อชายแดนไทย
สถานการณ์สู้รบในเขมรยิ่งรุนแรงขึ้น กองกำลังเขมรติดอาวุธกลุ่มนี้ ที่เป็นศัตรูกับเขมรแดง กลายเป็น “ตัวเรียกแขก” ให้เขมรแดงมาโจมตีชาวเขมรทั้งหลาย
เมื่อพี่น้องชาวเขมรนับพัน ลูกเด็กเล็กแดง ถูกเขมรแดงโจมตี บาดเจ็บ ล้มตาย จึงค่อยขยับ รุกคืบข้ามมาฝั่งไทย ห่ากระสุนมาตกในพื้นที่ ยิ่งรุกลึกเข้ามาในไทยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งทหารไทยก็จะคอยปกป้องด้วยการยิงเตือนไปยังเขมรแดง
เรื่องของกองกำลังติดอาวุธ ที่รบกันตามแนวชายแดนไทย ยังมีทหารเวียดนามเป็นผู้เล่นแบบโหดๆ ผสมโรงอีกด้วย
เรื่องข้อมูลพื้นที่ชายแดน “ใครเป็นใคร” มักจะขาดตอน ไม่ต่อเนื่อง เพราะหน่วยทหารจะหมุนเวียนตามวงรอบงบประมาณประจำปี
ในเวลานั้น (ช่วง พ.ศ.2522) มี 3 กองพลทหารราบของกองทัพภาคที่ 1 คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ และกองพลทหารราบที่ 9 (จาก จ.กาญจนบุรี)
3 กองพลหลัก หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาในพื้นที่ปีละ 1 กองพล ส่งต่อพื้นที่กัน ฐานระดับกองร้อยจะถูกแทนที่ด้วยระดับกองร้อย
เรื่อง “ข้าศึก” ต้องมาเรียนรู้กันใหม่เสมอ ในขณะที่ข้าศึกของเราอยู่ในพื้นที่มาต่อเนื่อง
ตำรวจ ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ย้ายมาทำงานในพื้นที่แล้วก็ต้องย้ายไปที่อื่น เป็นเรื่องปกติ ข้อมูล-หลักฐาน ใช้เพียงการบอกเล่า
เขมรนับหมื่นที่อพยพเข้ามาที่บ้านหนองจาน และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน มีบันทึก วัน เวลา เหตุการณ์ ที่จะส่งต่อกันน้อยมาก
(ข้อมูลที่ดีที่สุดถูกบันทึกโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามาช่วยเหลือ ในพื้นที่เป็นภาษาอังกฤษ…โดยเฉพาะกรณีบ้านหนองจาน ค้นได้จากอินเตอร์เน็ตครับ)
หน่วยงานต่างประเทศได้รับอนุญาตให้เข้ามา “จัดตั้ง” ศูนย์รองรับบ้านหนองจาน (รู้จักกันในชื่อแคมป์ 511)
ช่วงเวลานั้นชุมชนชาวเขมรที่หนีตายรุกล้ำเข้ามาในเขตไทย “ขยายตัว” ไม่หยุด กลายเป็นจำนวนหมื่น ซึมลึกเข้ามาในบ้านหนองจาน ด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม และยังมีองค์กรระหว่างประเทศมาคอยชี้นำ ครอบงำ การทำงานอย่างหนักแน่น
ผ่านไปหลายปี…ผู้ลี้ภัยเขมรนับหมื่นกลายเป็นความคุ้นเคย ชินตา
ขอย้ำว่า…ที่เป็น “จุดอ่อน” ตลอดกาลของปัญหาผู้อพยพชายแดนที่เข้ามาในไทย คือ การที่หน่วยงานบรรเทาทุกข์จากต่างประเทศหลากหลายเข้ามา ในที่สุดจะกลายเป็น “ความสับสน” (มั่ว) ไร้การควบคุม มีเสรีในการปฏิบัติ และยังไปสนับสนุนกลุ่มต่างๆ ตามต้องการ
ฝรั่งทั้งหลายจะเป็นคนกำหนดจุดรักษาพยาบาล แจกจ่ายอาหาร แจกจ่ายน้ำดื่ม ที่ตั้งออฟฟิศของพวกตน โดยมีชาวเขมรเข้ามาเป็นลูกมือ-แรงงาน ในทุกพื้นที่
กลายเป็นว่าราษฎรเขมรรุกล้ำ ขยายตัวเข้ามาในบ้านหนองจานแบบเนียนๆ ตั้งบ้านเรือน ปลูกพืช ทำการเกษตร
เรื่องเขตแดนไม่สำคัญ ต้องช่วยชีวิตมนุษย์ไว้ก่อน
ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ เจ้าหน้าที่ (ฝรั่ง) ในองค์กรบรรเทาทุกข์ทั้งหลาย ก็เป็นเพียงลูกจ้างขององค์กร มีเงินเดือน ทำสัญญาว่าจ้างกันเป็นรายปี ส่วนใหญ่ครบ 1 ปี แล้วก็จากไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่ทำงานดี ส่วนตัวหัวหน้าองค์กรจะมีอิทธิพลในการพูดจา ตกลงใจ กับคนในรัฐบาลไทยตลอดมา
บ้านหนองจาน เป็นหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งแรกๆ ที่มีการจัดตั้งบนชายแดนไทย-กัมพูชา นั่นหมายความว่าที่ดินทำการเกษตรของคนไทยในบ้านหนองจาน กลายเป็นศูนย์รองรับผู้หนีภัยชาวเขมร เป็นที่ตั้งกองกำลังติดอาวุธของกลุ่มต่อต้านเขมรแดง
เมื่อเขมรใช้ดินแดนไทยเป็นที่หลบซ่อน แฝงด้วยกองกำลังติดอาวุธ รวมตัวกันเป็นขบวนการต่อต้าน ก็ไม่น่ารอดจากการไล่ติดตาม บดขยี้ จากเขมรเเดง แม้กระทั่งกองกำลังเวียดนาม
สงครามในเขมรนองเลือดหนัก พื้นที่รองรับผู้อพยพบ้านหนองจาน เริ่มแออัด สับสน สุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
ระหว่างปี พ.ศ.2523-2527 ศูนย์บ้านหนองจานแห่งนี้เป็นเป้าหมายจากการโจมตีของเวียดนามบ่อยครั้ง ชาวเขมรบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมาก
18 พฤศจิกายน พ.ศ.2527 กองกำลังเวียดนามบุกโจมตีศูนย์รองรับบ้านหนองจาน ชาวเขมรในศูนย์ตายเยอะ ที่พักถูกเผาทำลาย และมีโอกาสที่จะถูกเข้าตีซ้ำอีก
กองทัพบก ขนย้ายผู้ลี้ภัยเขมรจากบ้านหนองจานไปยังพื้นที่รองรับ ค่ายผู้ลี้ภัยไซต์สอง (Site 2) ต.ทัพไทย อ.ตาพระยา ที่อยู่ลึกเข้ามาในไทย กระจายชาวเขมรไปยังศูนย์เขาอีด่าง ไซต์ 3 (อ่างศิลา) และค่ายสระแก้ว ขณะที่อีกหลายพันคนได้อพยพไปประเทศที่สาม
นี่คือการปฏิบัติการช่วยเหลือ รักษาชีวิต ชาวเขมรนับหมื่นนับแสน ให้รอดพ้นจากการถูกสังหาร…
เชื่อมั้ยครับ…ในขณะที่กองทัพไทยช่วยเหลือ ย้ายที่ตั้งของชาวเขมรนับหมื่นให้พ้นภัย เขมรกลุ่มต่างๆ ที่แย่งชิงอำนาจกัน ยังเข่นฆ่ากันเองอีกต่างหาก
มีเอกสาร “ลับ” ของหน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ (CIA) ที่ถูกเปิดเผยภายหลัง ระบุว่ากองทัพเวียดนามใช้รถถัง ปืนใหญ่ และทหารราบเข้าโจมตีบ้านหนองจาน เพราะสหรัฐเพ่งเล็งอำนาจกำลังรบของเวียดนาม รวมถึงการปกครองสุดโหดของเขมรแดง
(แถมเป็นข้อมูลเรื่องไซต์ 2 ครับ …รัฐบาลไทยร่วมกับหน่วยปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติ (UNBRO) และหน่วยงานสหประชาชาติอื่นๆ ตัดสินใจย้ายชาวเขมรจากบ้านหนองจานไปรวมเป็นค่ายเดียวที่ไซต์ 2 ซึ่งหน่วยงานบรรเทาทุกข์สามารถให้บริการร่วมกันได้ ค่ายนี้ห่างจาก อ.อรัญประเทศ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 70 กิโลเมตร ใกล้กับตาพระยาห่างจากชายแดนกัมพูชาประมาณ 4 กิโลเมตร ค่ายนี้ครอบคลุมพื้นที่ 7.5 ตารางกิโลเมตร
หน่วยงานต่างชาติบันทึกว่า ไซต์ 2 มีผู้ลี้ภัยเขมรรวมแล้วราว 1.4 แสนคน เป็นค่ายผู้อพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลก
พ.ศ.2534 มีการลงนามสันติภาพปารีส และ UNTAC เข้ามาดูแลกัมพูชา มีการส่งผู้ลี้ภัยจำนวนมากกลับประเทศ ค่ายเขาอีด่างและไซต์ 2 ถูกปิดลง ประชากรส่วนใหญ่ถูกส่งตัวกลับกัมพูชาโดยสมัครใจ)
สิงหาคม 2568 กลับมาที่กรณีบ้านหนองจานอีกครั้งครับ…
หลังจากศูนย์บ้านหนองจานถูกโจมตีเมื่อปลายปี 2527 ทางราชการไทยมีคำสั่งให้ปิดศูนย์บ้านหนองจาน และมีการขนย้ายชาวเขมรออกไปไว้ที่ไซต์ 2
มีชาวเขมรกลุ่มหนึ่ง…ไม่ยอมไป ยังคงปักหลักที่บ้านหนองจาน
คาราคาซังมาแสนนาน บนความทุกข์ยาก เจ็บแค้นของเจ้าของที่ดินคนไทยที่มีเอกสารสิทธิยืนยันในที่ดิน
19 ส.ค.2568 เป็นข่าวปรากฏในสื่อ ในกรณีที่ชาวเขมรที่บ้านหนองจานรวมตัวกันออกมาตะโกนด่าทหารกองกำลังบูรพา ที่นำลวดหนามและสแลนไปวาง เพื่อจัดระเบียบ หมายแนวป้องกันตน
ชาวเขมรกลุ่มนี้กล้าหาญชาญชัย ออกมาตะโกนยืนยันว่าตรงนี้ คือดินแดนเขมร…นี่คือความเขลาที่น่าสมเพช
บ้านหนองจาน คือดินแดนของไทยที่เอื้อเฟื้อ รักษาชีวิต คนรุ่นพ่อ รุ่นแม่นับหมื่นของพวกแกไว้
คนไทยใฝ่รู้ที่ติดตามข่าว ไปค้นภาพถ่ายทางอากาศในอดีตมาโพสต์ในสื่อโซเชียล มีภาพสระน้ำในบ้านหนองจาน ชาวบ้านเรียกว่า สระน้ำยูเอ็น เป็นสระน้ำที่ขุดโดยสหประชาชาติ (UN) เพื่อให้ชาวเขมรอพยพได้มีน้ำกินน้ำใช้ ยืนยันได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในดินแดนไทยมาโดยตลอด
ช่างเนรคุณได้อย่างสง่าผ่าเผยจริงๆ
นิทานอีสป…เรื่อง ชาวนากับงูเห่า อธิบายความได้ดีที่สุดครับ
พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก
(ปล. ผู้เขียนวิงวอนให้สถาบันระดับอุดมศึกษาใน จ.สระเก้ว ค้นคว้า รวบรวม สัมภาษณ์ หาภาพ ทำบันทึกประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของท่าน เพื่อเป็นหลักฐานบอกลูกหลานบ้างนะครับ)

