หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเมืองเหลื่...

การเมืองเหลื่อมล้ำ…นักมวยรุมกรรมการ : โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

20.04.17 | 13:15 น.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาเมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 เมษายนที่ผ่านมา ถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญวันที่ 6 เมษายน 2560 ว่า “วันนี้เริ่มเหมือนเวทีมวยแล้วนะครับ นักมวยขึ้นเวทีมาแล้ว ปี่กลองก็เริ่มเชิดแล้ว กรรมการก็ยืนอยู่ตรงกลางเวทีแล้ว ยังไม่ทันให้สัญญาณชกปรากฏว่านักมวย พี่เลี้ยงก็เข้ามารุมกรรมการ ก็จะไปชกกันได้ยังไงล่ะ มวยก็ชกกันไม่ได้”

สะท้อนความคิดคำนึงถึงบทบาท สถานะของรัฐบาลและ คสช. มีฐานะคนกลาง เป็นกรรมการ ผู้ตัดสินระหว่างนักมวย

ก่อนหน้านี้เคยเปรียบเทียบตัวเองคล้ายๆ นนทุกในวรรณกรรมรามเกียรติ์ถูกข่มเหง รังแก เขกหัวอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คงจะไม่ไหว ต่อมาเปรียบอีกว่า ขอเป็นสะพาน ทอดผ่านให้คนเดินข้ามไปถึงเป้าหมาย

ถามว่า ทำไมนักมวยถึงพร้อมใจกันรุมกรรมการ เพราะนักมวยไม่ดี หรือกรรมการไม่ดี หรือกติกาไม่ดี

บทบาทของคนเป็นกรรมการก็คือดำรงความเป็นกลาง ไม่ลำเอียงเข้าข้างหนึ่งข้างใดระหว่างคู่ชก ตัดสินด้วยความเป็นธรรม

Advertisement

ประเด็นมีว่า กรรมการจะดำรงสถานะความเป็นกรรมการไว้อีกนานแค่ไหน ต่อไปจะเปลี่ยนใจสวมนวมลงมาเป็นนักชกเองหรือไม่ ซึ่งก็เป็นสิทธิ เสรีภาพที่สามารถทำได้ เมื่อกฎกติกาไม่ปิดกั้น รัฐธรรมนูญเปิดช่อง

ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเปลี่ยนสถานะบทบาทด้วยวิธีการอย่างไร ต่างหาก

รอดูสถานการณ์การเกี้ยเซี้ยผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองเสียก่อนว่าจะหาตัวบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จหรือไม่ ถ้าสำเร็จกรรมการอาจกลับไปนอนบ้าน

ถ้าไม่สำเร็จก็มีสองทางเลือก คือ รอว่าพรรคการเมืองไหนจะเป็นนอมินีส่งเทียบเชิญให้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือไม่ก็จัดตั้งพรรคขึ้นมาเอง

ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงฐานะจากกรรมการลงมาเป็นนักมวยเสียเองด้วยวิธีการใดก็ตาม ทันทีที่เปลี่ยนสถานะ บทบาทมาเป็นนักมวย คู่ชกเสียเองเมื่อไร เมื่อนั้นประเด็นความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นทันที

เพราะกฎกติกาที่กำหนดขึ้นมาก่อนหน้านี้เอื้อประโยชน์แก่กรรมการคนเดิม มีกลไก กระบวนการเกื้อหนุนให้เปิดทางสะดวกไว้ล่วงหน้าแล้ว มีจำนวนมือที่จะสนับสนุนมากกว่าคู่ชกคนอื่นๆ จึงเข้าลักษณะความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ขาดความเป็นกลาง อย่างที่พยายามย้ำมาตลอดหรือไม่

ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมจึงเป็นปัญหาพื้นฐาน ใจกลางของทุกๆ ด้าน

ที่ผ่านมาสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) อภิปรายย้ำถึงประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม มาโดยตลอด

ล่าสุดในการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจเมื่อวันอังคารที่ 21 มีนาคม 2560 สมาชิก สปท.พูดถึงเครื่องมือเพื่อการพัฒนาฐานราก การจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อแก้ปัญหาที่ดินรกร้างว่างเปล่า การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุนของฐานราก สุดท้ายมาจบที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องที่ต้องจัดการก่อน

ต้องหนีจากกับดักความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรม ไม่ใช่แค่กับดักรายได้ ไม่เน้นแต่สร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้หนักยิ่งกว่าขจัดความเหลื่อมล้ำ

“ได้ยิน 3 เรื่องใหญ่ที่ว่านี้มา 2 ปีแล้ว ตอนนี้ไปไม่ถึงไหนเลย ขั้นตอนการเสนอกฎหมายกว่าจะผ่านออกมาใช้เวลาเป็นปี สถานการณ์สอดคล้องกันไหม ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่า 100 ประเทศมีไม่ถึง 10% ที่หนีพ้นกับดักรายได้ปานกลางสู่รายได้สูง ที่เหลือหนีไม่พ้น”

ครับ พูดกันทำนองนี้ ที่ผ่านมาแม่น้ำ 5 สาย พูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรมในมิติเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ขณะที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงมิติทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางการเมือง ดังการออกแบบโครงสร้างอำนาจที่เอื้อประโยชน์กับกรรมการล่วงหน้า

แน่นอนว่ากรรมการคนเดิมย่อมอ้างเหตุแห่งความชอบธรรมได้ว่าเป็นเจตจำนงของประชาชนที่ผ่านการลงประชามติมาแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงเกิดเหตุนักมวยรุมกรรมการ ไม่ยอมรับกติกา เพราะอะไร

เป็นภาพสะท้อน หรือผลพวงของความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางการเมือง ที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงใช่หรือไม่

ประเด็นความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมทางการเมือง รวมเลยไปถึงสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงออก จึงไม่ถูกพูดถึงเท่าที่ควร ตรงข้ามกับมิติทางเศรษฐกิจ

จึงเกิดคำถามว่า อำนาจการต่อรองของคนชั้นล่าง คนชายขอบจะเกิดต่อเมื่อเขาเหล่านั้นเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งเงินได้สะดวกเช่นเดียวกับคนชั้นกลางและชั้นสูงเท่านั้น

ความเป็นธรรมทางการเมือง มิติด้านสิทธิ เสรีภาพ รวมตัววิพากษ์วิจารณ์ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความโปร่งใสและการศึกษาที่มีคุณภาพซึ่งเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองเช่นกัน ไม่ต้องดำเนินควบคู่กันไปอย่างเข้มข้น เช่นเดียวกับความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ อย่างนั้นหรือ

หรือว่าเศรษฐกิจเปิด การเมืองปิด คือ ทิศทางหรือคำตอบของไทยแลนด์ 4.0

 

สมหมาย ปาริจฉัตต์