ความโศกเศร้าและความหวังกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ
ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาใหญ่และความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่หลายคนยอมรับ แต่เอาเข้าจริงมีความซับซ้อนในตัวของมันเองเป็นอย่างมาก ทั้งปัญหาในเมือง นอกเมือง และในพื้นที่อื่นๆ
ยิ่งในพื้นที่เมืองเองปัญหาสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ แต่การเข้าใจและแก้ปัญหาก็ไม่ง่ายนัก
แนวคิดเมืองอัจฉริยะ หรือเมืองที่อัจฉริยะพอตัว (ไม่ต้องหมกมุ่นกับเทคโนโลยีมากนัก ขณะที่แนวคิดเมืองพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเริ่มนำเอาแนวคิดเรื่องการนำเอาธรรมชาติมาแก้ปัญหาธรรมชาติ) บางทีก็อาจจะไม่ได้สามารถแก้ปัญหาเมืองด้านสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนของสภาพอากาศได้ทั้งหมด และอาจไม่ตรงใจทั้งหมด
บางทีอาจไม่ถูกใจและสร้างความโกรธแค้นให้กับผู้คนในเมืองนั้นเข้าไปอีก เช่น พอจะเริ่มแก้ปัญหาหนึ่งอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในเมืองที่เคยถูกกดทับมาอย่างมากมายก็พรั่งพรูออกมา พร้อมทางออกมากมาย
หรือบางรายก็มองว่ามันแก้อะไรไม่ได้หรอก มันเกี่ยวโยงกันไปมากมาย ยุ่งเหยิงไปหมด
แต่ถ้ามองเรื่องของปัญหาสิ่งแวดล้อมในอีกมุมหนึ่ง อาจจะมี 2 ประเด็นที่น่าสนใจถกเถียง
เรื่องแรก การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องของการเลือกระหว่าง วิทยาศาสตร์ หรือวิถีธรรมชาติ?
เรื่องที่สอง เราโลกสวยเกินไปไหมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
คำตอบของเรื่องแรกอาจจะเป็นเรื่องของการมองทางเลือกใหม่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจกับความโศกเศร้า สูญเสียในเรื่องสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนของสภาพอากาศ หมายถึงว่าบางทีเรื่องของสิ่งแวดล้อมอาจไม่ใช่แค่ว่าจะแก้ด้วยอะไร แต่อาจจะหมายถึงว่าอารมณ์ความรู้สึกของเราที่มีต่อปัญหา จะช่วยให้การแก้ปัญหานั้นเกิดขึ้นได้
ส่วนคำตอบในเรื่องที่สองจะอยู่ที่ท้ายบทความ ซึ่งจะว่าด้วยเรื่องของความแตกต่างระหว่างความหวังกับความโลกสวย
มาคุยกันเรื่องแรกก่อน เราพูดถึงอารมณ์ที่เรามีต่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมกับความแปรปรวนเรื่องสภาพอากาศ ลองพิจารณากันว่านอกเหนือจากปรากฏการณ์ความรู้สึกโกรธ โมโห ไม่เชื่อมั่นว่า
การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมจะทำได้ ในกรณีอื่นๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อมเผชิญปัญหาความรู้สึกของอารมณ์อาจเป็นแบบที่ไม่สามารถจะโศกเศร้าได้ เพราะความสับสน หรือความไม่แน่นอนว่าพวกเขาสูญเสียอะไรไปจริงๆ (เพราะมันเป็นเรื่องอนาคต) และไม่เข้าใจว่าความสูญเสียนั้นมีความหมายกับเขาจริงๆ มากกว่าที่คนอื่นพร่ำบอกกับเรา ทั้งจากตัวเลขการคาดการณ์ หรือเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เป็นการคาดการณ์
หมายถึงว่าเรารับรู้ตามเรื่องราวในการบอกเล่าถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เราอาจจะไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างทันที เพราะว่าอารมณ์ของเรายังไม่ถึง ไม่ใช่เพราะปัญหานั้นมันไม่จริงในแง่ของวิทยาศาสตร์
ในส่วนของความรู้สึกโศกเศร้าต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ มีอยู่ 3 ประการหลัก หนึ่งคือ ความสูญเสียทางกายภาพ สองคือ ความสูญเสียในเรื่องของความรู้และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น และสามคือ การสูญเสียในสิ่งที่เรายังมาไม่ถึงในอนาคต
นอกจากนี้ ยังต้องระลึกว่าความสูญเสียไม่ได้เท่ากันของแต่ละคน และความโศกเศร้าก็ไม่เท่ากัน และในอีกด้านหนึ่งความโศกเศร้าบางทีก็มีมิติของการตั้งคำถามว่า สิ่งแวดล้อมพวกนี้มันเกี่ยวข้องกับเราแค่ไหน เราทำอะไรกับมันได้แค่ไหนจริงๆ หรือบางทีก็ถามว่าคนอย่างเราจะไปทำอะไรได้ หรืออย่าไปทำมันเลย ทำไปก็แก้ไม่ได้
หรือบางคนที่ไม่รู้สึกอะไร แต่คิดได้มากมายก็เพราะพวกเขาไม่โศกเศร้า พวกเขาไม่โศกเศร้าเพราะพวกเขาจริงๆ แล้วไม่ได้แคร์ ที่เขาไม่แคร์เพราะเขาไม่ได้รู้สึก แต่เขาเชื่อว่าเขารู้ (เขาไม่รู้สึกแต่รู้รู้เยอะ รู้มากเพราะอ่านมาก รับรู้จากแหล่งข้อมูลมาก)เขาก็ไม่ได้ออกมาทำอะไร
เรื่องที่สอง คือเรื่องของทางออกจากปัญหาที่เราอาจไม่ได้ทำการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ขณะที่เราอาจมองว่าอีกฝ่ายโลกสวย หรือมองโลกในแง่บวก ทั้งที่เราทุกคนก็อยากแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนของสภาพอากาศ
การมีและการสร้างความหวัง กับการมองโลกในแง่ดีแบบโลกสวยนั้นไม่เหมือนกัน เพราะความหวังมันไม่ได้มาลอยๆ มันมาจากการเผชิญหน้ากับข้อจำกัด และมาจากความรู้สึกว่ามันต้องทำ เพราะเรื่องที่เรากำลังเผชิญเป็นเรื่องเร่งด่วน และการต้องลงมือทำเพราะเราเผชิญและรู้สึกกับความสูญเสีย (มานานแล้ว) การมีความหวังเกิดจากที่เราเข้าใจว่าสิ่งต่างๆ นั้นมันไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เรารับรู้ว่าสิ่งที่เราเผชิญนั้นเป็นวิกฤต และเรามีข้อจำกัดมากมาย เราจึงต้องมีความหวังที่จะทำให้มันดีขึ้น
ความหวังในแง่นี้จึงไม่ใช่ความฝัน เราหวังเพราะเรารู้สึกว่าที่มันมีอยู่มันยังไม่ดีพอ และเราหวังให้มันดีกว่านี้ เพราะถ้าไม่ทำ หรือปล่อยให้มันเป็นอย่างนี้มันก็จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ความหวังคือ สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราจะต้องทำ และทำให้มันดีกว่านี้ ทำให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ และต้องลงมือทำ
แต่พวกโลกสวย หรือฝัน คือพวกที่คิดว่าอยากทำอะไร หรือทำอะไรสักอย่างได้โดยไม่ต้องพยายามอะไรมาก มันจะไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคอะไร ทำอะไรก็สำเร็จม้วนเดียวจบ
การยังมีความหวังและเดินหน้าพยายามทำต่อไปอย่างล้มลุกคลุกคลาน ลองผิดลองถูก จึงเป็นทางออกที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมและความแปรปรวนทางอากาศเป็นเรื่องที่เราต้องลงมือทำ และไม่รู้สึกเสียใจที่ไม่ทำอะไร และรู้สึกว่าการที่เราต้องทำเกี่ยวข้องกับตัวตนของเรา และกับสิ่งที่เราห่วงใย
การมีความหวังและลงมือทำด้วยความหวัง แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความล้มเหลว ข้อจำกัด หรือการที่อาจจะยังทำอะไรไม่ได้มาก จึงอาจจะเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญในการเผชิญหน้ากับวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ มากกว่ามองว่าอย่าทำ ทำแล้วก็ไม่ได้อะไร ได้ไม่คุ้มเสียฝ่ายหนึ่ง หรือมันต้องแก้กันแต่ในระดับโครงสร้างเท่านั้นเพราะทุกเรื่องมันซับซ้อนไปหมด
กับอีกเรื่องหนึ่งคือ มาช่วยกันทำอะไรง่ายๆ แง่งาม อบอุ่น ทำทีละเล็กละน้อย ทุกเรื่องนั้นไม่มีซับซ้อนเอาเสียเลย
(พัฒนามาจาก Alfred Skold. Climate Malancholia. Environmental Humanities. 17:2 (July 2025)

