ความสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เริ่มที่มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง/ปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน
เรื่องสิทธิและเสรีภาพ (เฉพาะ) ของปวงชนชาวไทย แม้ไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพของมนุษยชาติ แต่ที่จำเป็นต้องบัญญัติไว้ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
บทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย เริ่มตั้งแต่หมวด 3 มาตรา 25 ถึงมาตรา 49
จากบุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นและได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิเสรีภาพนั้นไม่กระทบกระเทือน หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น
นอกจากจะให้สิทธิและเสรีภาพแล้ว ยังกำหนดว่าบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพ หรือได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพย่อมมีสิทธิได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือตามกฎหมายบัญญัติ
เรื่องของสิทธิและเสรีภาพบุคคลมีหลายประการ ทั้งกำหนดไว้ว่า (มาตรา 26) การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
กรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ ทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย
ทุกวันนี้ คนไทยเรียนรู้เรื่องของสิทธิเสรีภาพจากสื่อหลายด้าน ทั้งสื่อมวลชนซึ่งเป็นหลัก รวมถึงสื่อที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่นสื่อ “โซเชียลมีเดีย” ที่ทั้งตัวเองแสดงออกผ่านกลไกอันเป็นเครื่องมือเฉพาะตัวซึ่งนับวันจะกว้างขวางออกไปมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ “รัฐ” ต้องมีกฎหมายมาควบคุมสื่อประเภทนี้ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ทำงาน และการเพิ่มบทลงโทษรุนแรงเป็นโทษอาญาทั้งจำคุกและปรับ
ขณะการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชนของรัฐยังไม่ครอบคลุมพอ เจ้าหน้าที่รัฐมักใช้กฎหมายละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนเป็นประจำ โดยมิได้คำนึงว่าการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพประชาชน
ทั้งที่บทบัญญัติซึ่งมีผลจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นการบังคับใช้ทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง
แต่มักพบเห็นเป็นประจำว่าเจ้าหน้าที่มักใช้กฎหมายบังคับใช้กับบุคคลใดและไม่บังคับใช้กับบุคคลใดเป็นนิตย์ เพราะด้วยสถานภาพของบุคคลนั้น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสังคม ด้านเศรฐกิจ หรือด้านอิทธิพล
บทบัญญัติเรื่องสิทธิและเสรีภาพประชาชนในหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญมีทั้งสิ้น 25 มาตรา อาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด แต่มากพอที่จะให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและใช้สิทธิเสรีภาพของเท่าเทียมกับในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพที่เป็นหลักการสำคัญคือมาตรา 34
“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”
มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ
ขณะที่รัฐพยายามที่จะออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมสื่อมวลชน เช่นให้มีปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
ให้ปลัดทั้งสองคนเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการตามกฎหมายก็ใหญ่พอแล้วมั้งครับ ท่านนายกรัฐมนตรี
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

