ดูทรงแล้วการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในพม่าอย่างแน่นอนในปลายปีนี้ รัฐบาลทหารพม่าเพิ่งประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะจัดการเลือกตั้งใน 102 เมือง จาก 330 เมืองทั่วประเทศ เท่ากับว่าพื้นที่แรกที่จะมีการเลือกตั้งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดในพม่าเท่านั้น นอกจากการประกาศวันเลือกตั้งจะเป็นวันที่ 28 ธันวาคมแล้ว รัฐบาลทหารยังประกาศเพิ่มว่าจะจัดการเลือกตั้งเป็น 3 เฟส
โดยเริ่มจากพื้นที่ที่กองทัพพม่าสามารถควบคุมได้ก่อน
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้บอกอะไรเราหลายอย่าง ประการแรก เมืองทั้ง 102 เมืองที่จะจัดการเลือกตั้งเฟสแรกในปลายปี เป็นเมืองที่ SAC ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น NPSC มั่นใจว่าจัดเลือกตั้งได้แน่นอน เพราะเป็นพื้นที่ทางตอนในของประเทศ ที่กองทัพพม่ายังควบคุมได้ แต่ถึงกระนั้น ในเขตที่ใครๆ ก็มองว่าเป็นพื้นที่ของกองทัพพม่าอย่างเขตย่างกุ้ง (Yangon Region) การเลือกตั้งในเฟสแรกจะมีขึ้นใน 12 เมือง จากทั้งหมด 45 เมืองในเขตย่างกุ้ง
การแบ่งซอยจัดการเลือกตั้งเป็นหลายเฟสชี้ให้เห็นความไม่มั่นใจของ SAC ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งในพื้นที่ที่มีกองกำลังฝ่ายต่อต้านเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่ ตัวอย่างจากรัฐฉานก็ชี้ให้เห็นความไม่มั่นคงนี้ แม้พื้นที่รัฐฉานส่วนใหญ่จะมีกองกำลังหลายกลุ่มควบคุมอยู่ โดยเฉพาะกองทัพฉานภาคเหนือและภาคใต้ รวมทั้งกองกำลังอื่นๆ ในรัฐฉาน เช่น โกก้าง และตะอาง รวมทั้งว้าแดงด้วย แต่ SAC มีแผนจะจัดเลือกตั้งใน 12 เมือง จาก 55 เมืองทั้งหมดในรัฐฉาน
การเลือกตั้งปี 2025 จะแตกต่างจากเมื่อปี 2010 เมื่อมีการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาล SPDC ภายใต้การนำของนายพลตาน ฉ่วย มาเป็นรัฐบาลกึ่งพลเรือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เพราะปัจจุบันยังมีการสู้รบ และกองทัพพม่าเองก็ปูพรมโจมตีชน
กลุ่มน้อยทางอากาศ โดยมากเป็นการโจมตีชุมชน โรงเรียน วัด และโรงพยาบาล เพื่อสั่งสอนกองกำลังของฝ่ายต่อต้าน และยึดพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่าบางส่วนกลับคืนมาให้ได้ก่อนจะมีการเลือกตั้ง
คำถามที่ผู้เขียนถูกถามมากที่สุดในช่วงนี้คือการเลือกตั้งในพม่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในสถานการณ์ที่สงครามยังไม่จบ ฝ่ายต่อต้านเองก็มีเป้าหมายเข้ายึดพื้นที่และฐานทหารของพม่า ในรัฐคะเรนนี
ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบที่รุนแรงที่สุดในเดือนนี้ กองกำลังผสม 3 ฝ่าย ได้แก่ กองทัพคะเรนนี (KA) กองกำลังพิทักษ์เชื้อชาติคะเรนนี (KNDF) และกองกำลัง PDF ร่วมกันตีฐานทหารพม่า หลังพม่าเพิ่งบุกเข้ายึดเมืองดีมอโซ (Demoso) เมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์บนทางหลวงหมายเลข 5 (ตองจี-ตองอู) ที่ห่างจากเนปยีดอเพียง 245 กิโลเมตร ปฏิบัติการยึดดีมอโซและมอชี (Mawchi) ใช้เวลาทั้งสิ้น 16 วัน ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพพม่าหลายสิบคนภายในเดือนเดียว
กองกำลังชนกลุ่มน้อยส่วนใหญ่เลือกที่จะต่อสู้เพื่อต่อต้านการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่มีปัจจัยจากภายนอก ที่กำหนดทิศทางของการสู้รบ ในพื้นที่ชายแดนพม่าที่อยู่ติดกับจีน กองกำลังของโกก้าง (MNDAA) และตะอาง (TNLA) เคยร่วมกับกองทัพอาระกัน (AA) ในนามกองกำลังสามภราดรภาพ และมีปฏิบัติการ 1027 ในช่วงปลายปี 2023 จนทำให้กองทัพพม่าเป๋ไปพอสมควร
แต่เมื่อผู้นำ SAC กลับไปเจรจากับจีน และร้องขอให้จีนช่วยกดดันชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนพม่า-จีน ที่ต้องพึ่งพาจีน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ทำให้จีนเริ่มกดดันชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ ให้คืนพื้นที่ที่ยึดได้กลับให้พม่ามาตั้งแต่เดือนเมษายน
เมื่อจีนบีบให้กองทัพของ MNDAA ต้องคืนเมืองล่าเสี้ยว (Lashio) ในรัฐฉานเหนือ ให้ทหารพม่ากลับเข้าไปยึดครอง หรือล่าสุดไปบีบให้กองทัพว้า UWSA ซึ่งเรียกว่าเป็น “พี่ใหญ่” ของกองกำลังฝั่งโปรจีน และมีอิทธิพลสูงในบรรดากองกำลังชนกลุ่มน้อยทั้งหมด เพราะว้าแดงขายอาวุธ เป็นพื้นที่ผลิตยาเสพติด และปล่อยพื้นที่ที่ตนครอบครองให้นักธุรกิจจีนเข้าไปทำ
เหมืองแรร์เอิร์ธและสินแร่อื่นๆ อีกมากมาย ให้หยุดการสนับสนุนด้านอาวุธ บุคลากร และเงิน ให้ทั้ง MNDAA และ TNLA รวมทั้งพรรค SSPP ของไทใหญ่
ความเคลื่อนไหวของ UWSA รอบนี้น่าสนใจมากว่าถูกปักกิ่งบีบมาอีกทางหนึ่ง รัฐบาลจีนดูจะแน่วแน่อย่างยิ่ง ที่จะทำให้พื้นที่ชายแดนจีน-พม่ากลับมา
สงบให้ได้ ตามนโยบาย “ปลอดสงครามและปลอดความวุ่นวาย” (No War and No Unrest Policy) และกล่าวหาว่าว้าแดงเป็นตัวการที่ทำให้สถานการณ์ชายแดนของตนวุ่นวาย เพราะว้าทั้งขายอาวุธและให้การสนับสนุนกองกำลังชนกลุ่มน้อยหลายกลุ่ม แม้แต่กองกำลังชนกลุ่มน้อยที่อยู่ติดกับชายแดนไทยเองก็ซื้ออาวุธจากว้าแดง จีนจึงขู่จะลงโทษว้าหากไม่หยุดให้การสนับสนุนชนกลุ่มน้อยอื่นๆ เพื่อรบกับกองทัพพม่า
เมื่อไม่มีการสนับสนุนจากว้าแดง ชนกลุ่มน้อยที่อยู่ติดชายแดนจีนก็จะมีปฏิบัติการทางทหารที่ยากลำบากขึ้น เป็นการกดดันให้ชนกลุ่มน้อยทุกกลุ่มแถบชายแดนจีน ต้องยอมรับการเลือกตั้งแบบกลายๆ แม้จีนจะใช้วิธีนี้กับกองกำลังที่ใกล้ชายแดนของตนเป็นหลัก แต่สิ่งที่เรารู้ในตอนนี้คือจีนมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้พม่าจัดการเลือกตั้งให้ได้ เพราะจีนเชื่อว่าเมื่อพม่ากลับมามีความสงบ ทั้งการค้า เศรษฐกิจ และการเมืองก็จะติดขัดน้อยลง
อย่างไรก็ดี สิ่งที่จีนอาจจะประเมินผิด จริงอยู่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกองกำลังหลายกลุ่มติดชายแดนของตนอยู่ในสภาวะ “เอาอยู่” ในปัจจุบัน แต่ในพื้นที่อื่นๆ ในพม่า การสู้รบยังดำเนินต่อไป แม้จะมีการเลือกตั้งไปแล้ว แต่ผู้เขียนก็เชื่อมั่นว่าสงครามยังจะมีอยู่ ตราบใดที่ยังไม่มีการเจรจาหยุดยิง ที่ต้องย้ำคือการเจรจาหยุดยิงที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตนั้น ต้องรวมคู่ขัดแย้งทุกกลุ่มเข้ามา ไม่ใช่กลุ่มที่ “คุยง่าย” และกองทัพพม่าต้องยอมรับเงื่อนไขการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะการใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีพลเรือนนั้น ต้องหยุดทันที หากไม่มีข้อตกลงที่ทุกฝ่ายปฏิบัติได้จริง และมุ่งหน้าสู่อนาคตร่วมกัน ไม่มีทางเลยที่จะเกิดสันติภาพที่ยั่งยืนขึ้นในพม่าได้
โดยสรุป ผู้เขียนคิดได้แต่ในแง่ลบว่าเมื่อส่วนประกอบที่จะประกอบเป็นการเลือกตั้งและ “การสร้างสันติภาพ” อย่างที่อดีต SAC ได้โฆษณาไว้ ไม่ใช่ส่วนผสมที่มีคุณภาพมาตั้งแต่ต้น โอกาสที่จะออกดอกออกผลเป็นการเลือกตั้งที่สมบูรณ์และได้การยอมรับก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน

